Pinned Tweet
แอดทำไฟล์คำนวณภาษีสำหรับนักลงทุนหุ้นนอก และคริปโต/airdrop มาแจกฟรี!!
.
ใครกำลังงง ๆ ว่าสรุปกำไรคริปโตต้องเสียภาษีไหม คำนวณยังไง หรือหุ้นต่างประเทศต้องเอาส่วนไหนมายื่นบ้าง ไฟล์นี้น่าจะพอช่วยได้นะ
.
สปอยล์ให้นิดนึงก่อน 👇
.
กำไรคริปโตที่เทรดบน exchange ในไทยที่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. ได้รับยกเว้นภาษีอยู่ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 399 มีผลถึง 31 ธ.ค. 2572 (5ปี)
.
แต่หุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ละเว้นภาษีนะ ยังถือว่าเป็นเงินได้จากต่างประเทศ ต้องดูว่าปีนั้นอยู่ไทยครบ 180 วันไหม และโอนเงินกลับเข้าไทยหรือยัง
.
ในไฟล์มีสูตรคำนวณให้เรียบร้อย เราแค่เสียเวลากรอกตัวเลขจริงของเราก็พอ แล้วมันจะแยกให้เองว่าก้อนไหนได้ยกเว้น ก้อนไหนต้องเอาไปยื่น และมีการคำนวณลดหย่อนต่าง ๆ ให้ด้วย อันนี้ก็อ้างอิงตามกฎหมายล่าสุดปี2568เลย
.
ไฟล์ที่แปะในคอมเมนต์เป็นฉบับทดลองใช้นะ กรอกได้ 15 รายการ เอาไปลองเล่นดูก่อนได้เลย
.
ส่วนฉบับเต็ม มีครบทั้งคริปโต หุ้นสหรัฐฯ เครดิตภาษีต่างประเทศ และค่าลดหย่อนครบ 9 รายการ กรอกได้ 150 รายการ หรือเพิ่มเองได้เลย
.
ส่วนใครอยากได้ฉบับเต็ม inbox เพจมาโล้ด หรือคอมเมนต์ว่า “สนใจ” เดี๋ยวแอดทักไป
.
ลิงก์อยู่ในคอมเมนต์เด้ออ
.
⚠️ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ⚠️
.
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือการลงทุน กรณีของแต่ละคนต่างกัน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร (1161) หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นจริง
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นมา ใครที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศแล้วได้กำไร ต้องรู้ไว้เลยครับว่า ถ้านำเงินได้จากต่างประเทศกลับเข้ามาในไทย ต้องเอามาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
.
🟩แต่ข่าวดีคือ มีวิธี "วางแผนภาษี" อย่างถูกกฎหมายง่าย ๆ แบบนี้ครับ
.
1) ถือต่อ ยังไม่ขาย
ตราบใดที่ยังไม่ขาย ก็ยังไม่ถือว่ารับรู้กำไรจริง เลยยังไม่ต้องเสียภาษี
.
2) โอนกลับเฉพาะ "เงินต้น"
ถ้าขายแล้ว เลือกโอนกลับมาแค่ส่วนเงินต้น ส่วนนี้ไม่ถือเป็นกำไร เลยไม่โดนเก็บภาษี
(ควรเก็บหลักฐานให้ชัดว่าส่วนไหนคือทุน)
.
3) พักเงินไว้ต่างประเทศ ไม่โอนกลับ
ถ้าขายแล้วเก็บเงินดอลลาร์ไว้ในบัญชีโบรกเกอร์ต่างประเทศ ไม่โอนกลับมาแปลงเป็นบาท ก็ยังไม่ต้องเสียภาษี (ภาษีจะเกิดตอนนำเงินเข้าไทย)
.
4) อยู่ไทยไม่เกิน 180 วันในปีนั้น
ถ้าปีภาษีนั้นคุณอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน จะถือเป็นผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี ต่อให้นำกำไรเข้ามาก็ไม่ต้องเสีย (เหมาะกับคนที่อยู่ต่างประเทศเป็นหลัก)
.
5) ขาดทุน (อันนี้ไม่แนะนำแน่นอน) ขาดทุนก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว 🤣
.
⚠️ สรรพากรนับกำไร-ขาดทุนแยกเป็น "รายธุรกรรม" หักลบข้ามตัวกันไม่ได้
เช่น ได้กำไรจาก ASML 20,000 บาท แต่ขาดทุน Tesla 40,000 บาท คุณเอาขาดทุนมาหักกำไรไม่ได้ ยังต้องเสียภาษีจากกำไร ASML 20,000 บาท บาทอยู่ดี จุดนี้หลายคนพลาด
.
ทางเลือกสำหรับคนอยากลงทุนหุ้นนอก แต่เสียภาษีน้อยลง
- ลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) หรือ กองทุนรวมในไทย ที่ไปลงทุนหุ้นต่างประเทศให้อีกที ส่วนใหญ่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องเอามาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
.
- ฝากเงินในบัญชี FCD (บัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ) เป็นอีกทางเลือกแทนการไปลงทุน ETF หรือพันธบัตรต่างประเทศเอง
.
สุดท้ายแอดขอย้ำว่า ทั้งหมดนี้คือการ "วางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย" ไม่ใช่การหนีภาษีนะครับ และกฎภาษีมีโอกาสปรับเปลี่ยนได้ ถ้าเป็นเงินก้อนใหญ่หรือไม่แน่ใจ
.
แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ จะปลอดภัยที่สุด
หลายคนอยากมีลูก แต่คิดว่าต้องมีเงินเก็บสัก 10-20 ล้านก่อนถึงจะพร้อม แต่คุณกวี ชูกิจเกษม บอกว่า "ไม่จำเป็น" เพราะถ้าตั้งเป้าสูงขนาดนั้น สุดท้ายอาจแก่เกินกว่าจะมีลูกได้
.
สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการจัดการตัวเอง แอดสรุป 3 อย่างที่ควรมีก่อนมีลูกตามที่คุณกวีแนะนำมาให้ครับ
.
🟩 1. รายรับต้องมากกว่ารายจ่าย
.
ก่อนคิดเรื่องเงินก้อน ให้เริ่มจากจดรายรับรายจ่ายดูก่อนว่า แต่ละเดือนเรามีเงินเหลือไหม ถ้ายังใช้เดือนชนเดือน มีลูกเพิ่มมาก็จะยิ่งตึง แต่ถ้ามีเงินเหลือทุกเดือน แปลว่าเรามีฐานพอจะรับภาระเพิ่มได้
.
🟩 2. เงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือน
.
คุณกวีแนะนำให้เก็บเงินสำรองให้พอใช้ 12 เดือน (ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × 12) มากกว่าที่หลายคนแนะนำกันทั่วไป เพราะมีลูกแล้วจะหยุดรายจ่ายไม่ได้ ถ้าตกงานหรือเจอวิกฤต เงินก้อนนี้จะพาครอบครัวผ่านไปได้
.
อีกมุมที่น่าสนใจคือ ถ้าเก็บเงินก้อนนี้ได้ครบ ก็เป็นตัวพิสูจน์ว่าเรามีวินัยพอจะรับภาระการมีลูกแล้ว
.
🟩 3. ประกัน ก่อนลงทุน
.
คนที่เป็นเสาหลักของบ้าน ควรมีประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุก่อนเอาเงินไปลงทุน เพราะถ้าป่วยหนักหรือเกิดอุบัติเหตุ เงินที่เก็บมาทั้งหมดอาจหายไปในครั้งเดียว ประกันจึงเหมือนการอุดรอยรั่วก่อนเติมน้ำ
.
📌 ครบ 3 อย่างแล้ว ค่อยเริ่มลงทุน
.
- ถ้ายังไม่มีความรู้เลย: เริ่มจากเงินฝาก กองทุนตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล
- ถ้ารับความเสี่ยงได้มากขึ้น: ทยอยลงทุนเท่า ๆ กันทุกเดือนแบบ DCA ในกองทุนดัชนีหุ้นโลก ซึ่งค่าธรรมเนียมต่ำ และกระจายไปในบริษัทใหญ่ทั่วโลก
- กฎสำคัญ: เงินที่ลงหุ้นต้องเป็น "เงินเย็น" ที่ไม่ต้องใช้อย่างน้อย 3-5 ปี จะได้ไม่ต้องขายตอนตลาดลง
.
💬 เลี้ยงลูกให้ดี ไม่ได้ใช้แค่เงิน
.
คุณกวีบอกว่า การเลี้ยงลูกให้ดีใช้ "เวลาและความใส่ใจ" มากกว่าเงิน โรงเรียนรัฐบาลธรรมดาก็สร้างเด็กที่มีคุณภาพได้ ถ้าครอบครัวให้ความอบอุ่นและเวลาพอ และหลายคนพอมีลูกแล้ว กลับขยันและประหยัดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะมีแรงผลักดันใหม่
.
แต่ก็ต้องบาลานซ์นะครับ แต่ละบ้านมีภาระไม่เท่ากัน บางบ้านต้องดูแลพ่อแม่ด้วย ตัวเลข 12 เดือนจึงอาจปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือมีแผน ไม่ใช่รอให้รวยก่อน
.
แอดว่าประโยคที่ชอบที่สุดจากคลิปนี้คือ ความพร้อมไม่ได้วัดจากจำนวนเงิน แต่วัดจากการที่เราจัดการเงินที่มีได้ดีแค่ไหนครับ
.
เพื่อน ๆ คิดว่าก่อนมีลูก ควรมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะอุ่นใจ คอมเมนต์เล่าให้ฟังหน่อยครับ 👇
.
ไปดูคลิปเต็มได้ที่ มีลูกต้องรอให้รวยไหม? “กวี ชูกิจเกษม” เปิดวิธีวางแผนเงินและสอนลูกให้คิดเป็น | MY DADDY James EP.12
Stocker Day retweeted
ตอนนี้เทรดที่ไหน? แล้วมีเพื่อนเทรดด้วยหรือยัง? 👀
ถ้าคุณกำลังมองหา Community ที่รวมคนเทรดคริปโต หุ้น ทองคำ น้ำมัน และสินทรัพย์อื่นๆ ไว้ในที่เดียว
ได้ทั้งแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ไอเดียการลงทุน สนุกไปกับเพื่อนๆ และยังมีรางวัลใหญ่ให้ลุ้นอีกด้วย! 🎁📱
เตรียมตัวให้พร้อม เพราะแคมเปญแรกจาก Altier กำลังจะมาเร็วๆ นี้
แล้วเจอกัน! 🚀
#Alt1er
Binance ออกรายงานเบื้องต้นแล้วว่าโดนแฮกได้ยังไง ?
.
บอกเลยว่าอย่างกับหนัง แฮกเกอร์ไม่ได้พังระบบเข้ามาแบบตรง ๆ แต่ค่อย ๆ หลอกพนักงานทีละคน ใช้เวลาเตรียมการกว่า 5 เดือนแล้วว😱
.
แอดสรุปไทม์ไลน์จากรายงานของ Binance มาให้ครับ อ่านแล้วจะรู้ว่ากลวิธีพวกนี้ใช้กับคนธรรมดาอย่างเราได้เหมือนกัน
.
🟥 มิ.ย.: เริ่มจากโปรแกรมปลอมตัวเดียว
.
วิศวกรคนแรก (ขอเรียกว่า A) ซึ่งดูแลระบบกระเป๋าเงิน ค้นหาเครื่องมือเขียนโค้ด AI ผ่าน search engine แล้วโหลดโปรแกรมติดตั้งตัวปลอมมา ทีมความปลอดภัยจับได้ เปลี่ยนเครื่องและรหัสผ่านให้ทันที
.
แต่แฮกเกอร์ได้ข้อมูลสำคัญไปแล้ว คือรู้ว่า A และเพื่อนร่วมทีมดูแลกระเป๋าเงินคือใคร
.
🟥 ก.ย.: สัมภาษณ์งานปลอมที่แนบเนียนมาก
.
วิศวกรอีกคน (B) ถูกทักผ่านแพลตฟอร์มหางานจริง โดยคนที่อ้างตัวเป็นผู้อำนวยการโครงการ แล้วนัดสัมภาษณ์ 2 รอบ
- รอบแรก: วิดีโอคอลกับ “HR” ที่ถึงขั้นโชว์โซเชียลส่วนตัว รูปและคลิป เพื่อสร้างความเชื่อใจ
- รอบสอง: คุยกับ “CEO” ของบริษัทที่ไม่มีอยู่จริง แล้วให้โหลด "แบบทดสอบ" ลงคอมทำงาน
.
แบบทดสอบนั้นฝังมัลแวร์แบบ 0-day (มัลแวร์ใหม่ที่โปรแกรมป้องกันยังไม่รู้จัก) แอบสลับไฟล์ในเครื่องเป็นตัวปลอม และลบร่องรอยตัวเองทิ้ง โปรแกรมป้องกันไวรัสตอนนั้นจึงจับไม่ได้
.
🔍 20 ต.ค.: ใช้ AI ของบริษัทเองเป็นทางผ่าน
.
แฮกเกอร์ใช้คอมของ B กับเครื่องมือ AI ภายในบริษัท ขยายการควบคุมไปถึงคอมของ A และวิศวกรอีกคน (C) แล้วเจอว่าเครื่องของ A มีรหัสสิทธิ์ที่ใช้สั่งงานระบบได้
.
🔍 29 ต.ค.: ลงมือ
.
แฮกเกอร์เข้าคอมของ C ใช้รหัสของ A สั่งรันสคริปต์ จนเข้าถึงระบบเซ็นอนุมัติธุรกรรมของกระเป๋าเงิน แล้วเริ่มโอนออก
- ตีสามกว่า (เวลาไทย) XRP 233 ล้านเหรียญ ถูกโอนออกจาก 5 กระเป๋าภายใน 4 นาที
- ตามด้วย SOL, OP และ BTC อีก 18,270 BTC
- สุดท้ายใช้ฟีเจอร์ EIP-7702 ยึดสิทธิ์สั่งงานกระเป๋าบน Ethereum
.
⚠️ ทำไมปิดถอนแล้วยังหยุดไม่ได้ทันที
.
- สิทธิ์ที่แฮกเกอร์ได้ไปอยู่บนบล็อกเชน การปิดระบบถอนของ Binance ไม่ได้ยกเลิกสิทธิ์นั้นอัตโนมัติ
- กระเป๋าใช้ระบบ MPC (กุญแจถูกแบ่งเป็นหลายส่วน ไม่มีกุญแจดอกเดียว) ทีมจึงต้องสร้างขั้นตอนพิเศษเพื่อยกเลิกสิทธิ์ ซึ่งใช้เวลา
.
การโอนออกครั้งสุดท้ายจบตอนประมาณ 7 โมงเช้า (เวลาไทย) และ Binance ยกเลิกสิทธิ์ทั้งหมดได้หลังจากนั้นราว 15 นาที
.
📌 ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
.
- ความเสียหาย ราว 6,340 ล้านดอลลาร์
- แช่แข็งหรือสกัดได้แล้ว ราว 2,850 ล้านดอลลาร์
- เติมเหรียญคืนแล้ว 98% ตรวจสอบได้ที่หน้า Proof of Reserves ของ Binance และ Binance บอกว่ากันเงินไว้เกิน 100% แล้ว
- FBI ระบุว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง
- ทั้งปี 2026 Binance สกัดภัยที่โยงกับเกาหลีเหนือได้ถึง 57 ครั้ง ครั้งนี้คือครั้งที่หลุด
.
หลังเกิดเหตุ Binance สร้างระบบกระเป๋าเงินใหม่ เปลี่ยนเครื่องที่โดน ยกเลิกรหัสที่เกี่ยวข้อง สแกนคอมพนักงานทุกเครื่อง เพิ่ม AI ตรวจพฤติกรรมผิดปกติ และจ้างบริษัทความปลอดภัยอิสระมาตรวจซ้ำ
.
แอดว่าที่น่ากลัวคือ แฮกเกอร์ไม่ต้องเก่งกว่าระบบ แค่ต้องหลอกคนให้ได้สักคนเดียว และรอบนี้ใช้ทั้งโปรแกรมปลอม สัมภาษณ์ปลอม และ AI ของบริษัทเอง มาต่อกันเป็นทางเข้าครับ
กู้เงินเหมือนกัน แต่ถ้าวางแผนมาดี เราเรียกมันว่า “สินเชื่อ” ถ้ากู้แบบชุ่ย ๆ ไม่มีแผน เราเรียกมันว่า “หนี้”
.
ฟังดูเหมือนเล่นคำ แต่ไม่ได้ต่างกันที่ใครรวยกว่าใคร ต่างกันที่ก่อนกู้ เรารู้หรือยังว่าเงินจะไปทำอะไร จะเอาเงินจากไหนมาคืน และถ้าเกิดเรื่องฉุกเฉินยังผ่อนไหวไหม
.
โค้ชหนุ่ม พูดเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ พร้อมวิธีเช็กตัวเองก่อนกดผ่อน ลองมาดูกันครับ
.
🟩 1) สินเชื่อที่ดีดูจาก 3 เรื่อง
.
- จำเป็นไหม เช่น ฟรีแลนซ์ซื้อคอมไปรับงานเพิ่ม หรือมอเตอร์ไซค์พังจนไปทำงานไม่ได้ เกี่ยวกับรายได้โดยตรง ส่วนโทรศัพท์เครื่องเดิมที่ยังใช้ได้ แค่เห็นรุ่นใหม่สวยแล้วผ่อน ต้องคิดอีกที เพราะ "ผ่อนน้อย" ไม่ได้แปลว่า "จำเป็น"
- ต้นทุนทั้งหมดเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร และมีแผนโปะปิดก่อนไหม
- กระแสเงินสดรับไหวหรือเปล่า ข้อนี้สำคัญที่สุด
.
🟩 2) เทียบยอดผ่อนกับ "เงินที่เหลือจริง" ไม่ใช่เงินเดือน
.
สมมติเงินเดือน 40,000 อยากผ่อนของเดือนละ 4,000 ดูเหมือนสบาย เพราะแค่ 10% ของเงินเดือน
.
แต่ถ้าปกติใช้ไปเดือนละ 38,000 เงินเหลือจริงแค่ 2,000 พอรับยอดผ่อนเพิ่ม กระแสเงินสดก็ติดลบเดือนละ 2,000 ทันที
.
ถ้าปกติไม่เคยเหลือถึง 4,000 ก็แปลว่ายัง "ไม่มีปัญญาผ่อน" และถึงแอปจะอนุมัติวงเงินมาให้ ก็ไม่ต้องใช้จนเต็ม เพราะคนที่ต้องอยู่กับค่างวดทุกเดือนคือเราเอง
.
🟩 3) ระวังการผ่อนซ้อน
.
- โทรศัพท์ 1,500
- หม้อทอด 1,000
- ซื้อก่อนจ่ายทีหลังอีก 1,500
ดูทีละชิ้นไม่เยอะ แต่รวมกันก็ 4,000 แล้ว
.
หนี้เป็นรายจ่ายที่ลดไม่ได้ ค่ากินค่าเที่ยวยังตัดได้ แต่ค่างวดถึงวันจ่ายก็ต้องจ่าย ยิ่งมีมาก เส้นชัยอิสรภาพการเงิน (รายได้จากทรัพย์สินมากกว่ารายจ่ายรวม) ก็ยิ่งไกล
.
โค้ชหนุ่มเลยแนะนำว่า ถ้าของเก่ายังผ่อนไม่หมด อย่าเพิ่งสร้างภาระใหม่ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ
.
🟩 4) ผ่อนไม่ไหว ให้ "ผ่อนให้ตัวเอง"
.
สมมติอยากได้ของ 8,000
📌 ตั้งโอนอัตโนมัติเดือนละ 1,000 ไปไว้อีกบัญชี ใช้เวลา 8 เดือน
📌 พอครบแล้วถามตัวเองอีกรอบว่า "ยังอยากได้อยู่ไหม?"
.
ถ้ายังอยากก็ซื้อได้โดยไม่เป็นหนี้ แต่หลายครั้งพอผ่านไป 8 เดือน เราอาจพบว่า เออ จริง ๆ ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นนี่หว่า55555 เงินก้อนนั้นก็กลายเป็นเงินออมต่อได้เลย
.
🟩 5) ถ้าจะใช้สินเชื่อ ให้ระบบช่วย
.
ถ้าคำนวณแล้วว่าจำเป็นและผ่อนไหว ตั้งตัดบัญชีอัตโนมัติไว้เลยครับ ลืมจ่ายครั้งเดียวอาจมีทั้งค่าปรับ ดอกเบี้ย และประวัติชำระที่เสียไปด้วย
.
⚠️ อีกด้านที่ควรมองด้วย
การมีสินเชื่อไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าจ่ายตรงเวลาและไม่ใช้เกินกำลัง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปกู้เพียงเพื่อสร้างเครดิต เป้าหมายไม่ใช่การมีวงเงินเยอะที่สุด
.
แล้วเพื่อน ๆ ตอนนี้ผ่อนอะไรอยู่บ้าง ลองรวมยอดแล้วเทียบกับเงินเหลือต่อเดือนดู ได้เท่าไรมาแชร์กันได้นะ
.
ใครอยากฟังเต็ม ๆ ไปดูต่อได้ที่ THE MONEY COACH, "Plan First, Spend Smart วางแผนก่อนใช้จ่าย การเงินสบาย ถึงเป้าหมายง่ายกว่า | Road to Money Freedom EP2"
ในปัจจุบันทุกคนคิดว่าเก็บสินทรัพย์ที่ไหนปลอดภัยที่สุดมาแชร์ไอเดียกันหน่อย?
>> Exchange ก็เพิ่งโดนแฮ็กไป
>> Hardware Wallet ก็โดนไปหลายเจ้า
>> Bank ถ้าเกิดวิกฤตก็อาจจะ Bankrun ได้
>> เก็บในบ้านเองก็กลัวโจรอีก
ส่วนแอดใช้ให้หมด แล้วเก็บไว้ในความทรงจำพอ 💸😆
อเมริกาเลือกตั้ง แล้วเงินไทยเกี่ยวอะไร ?
.
#เลือกตั้งสหรัฐ #StockerDay
Uptober ไม่มาปีนี้!
BTC ปิดเดือน ต.ค. ติดลบ 7%
.
ทุกปีพอเข้าเดือน ต.ค. ชาวคริปโตจะพูดถึง “Uptober” (ต.ค. + Up) เพราะในอดีต BTC มักขึ้นแรงในเดือนนี้ แต่ปีนี้ไม่เป็นแบบนั้นครับ BTC ปิดเดือน ต.ค. ที่ราว $77,400 ลดลง 7.3% จากต้นเดือน
.
แอดสรุปให้ว่าทำไม Uptober ถึงไม่มา สถิติในอดีตบอกอะไร และเดือน พ.ย. ต้องจับตาอะไรบ้างครับ
.
🟥 ปีนี้แย่แค่ไหน
.
ย้อนไป 10 ปี (2016-2025) BTC ปิดเดือน ต.ค. เป็นบวกถึง 8 ปี ลบแค่ 2 ปี คือ 2018 (-4.5%) และ 2025 (-4.0%)
.
แปลว่าปีนี้เป็น ต.ค. ที่ติดลบ 2 ปีติดกัน และยังลบหนักกว่าทั้งสองครั้งที่ผ่านมาด้วย
.
🔍 อะไรกดดัน BTC เดือนนี้
.
1. เงินไหลออกจาก ETF ช่วงปลายเดือน
ช่วงวันที่ 1-28 ต.ค. ETF BTC ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 111 ล้านดอลลาร์ แต่แค่ 2 วันสุดท้ายของเดือน เงินไหลออกถึงราว 626 ล้านดอลลาร์ และมีวันหนึ่งที่ไหลออก 643 ล้านดอลลาร์ ทั้งเดือนจึงพลิกเป็นไหลออกสุทธิราว 515 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังไม่กลับมา
.
2. Binance โดนแฮก 6.3 พันล้านดอลลาร์
การแฮกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโตเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนพอดี ทำให้ตลาดตกใจ และมีสถานะ Long ที่ใช้เลเวอเรจถูกบังคับปิดไปกว่า 600 ล้านดอลลาร์
.
3. หุ้นเทคสหรัฐฯ ร่วงพร้อมกัน
ช่วงเดียวกัน หุ้นเทคใหญ่อย่าง Alphabet, Intel และ Amazon ร่วงหลังประกาศงบ เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาพันธบัตร คริปโตเลยโดนลากลงไปด้วย
.
📌 แล้ว พ.ย. จะดีขึ้นไหม
.
สถิติ 10 ปีของเดือน พ.ย. ออกมาแบบครึ่ง ๆ คือ
- บวก 5 ปี ลบ 5 ปี
- เฉลี่ย +5.4% แต่ค่ากลาง (median) ติดลบเล็กน้อย เพราะมีบางปีที่บวกแรงมากดึงค่าเฉลี่ยขึ้น
- ดีสุด +53.6% (2017) แย่สุด -36.9% (2018)
.
ที่น่าสังเกตคือ ปีที่ ต.ค. ติดลบทั้ง 2 ครั้ง (2018 และ 2025) เดือน พ.ย. ลบต่อทั้งคู่ คือ -36.9% และ -17.5%
.
แต่ข้อนี้ต้องระวังนะครับ เพราะมีตัวอย่างแค่ 2 ครั้ง ยังสรุปเป็นกฎไม่ได้ สถิติเป็นแค่ข้อมูลประกอบ ไม่ใช่สิ่งที่บอกอนาคต
.
⚠️ สิ่งที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้
.
- เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย.: ตัวแปรหลักของตลาดสัปดาห์นี้
- เงิน ETF: จะกลับมาไหลเข้า หรือไหลออกต่อ
- แนวรับและแนวต้าน: นักวิเคราะห์มองแนวรับแถว $76,000 และแนวต้านแถว $80,000
ชดเชยแล้ว 95%!
เงินใน Binance ปลอดภัยหรือยัง
อัปเดตล่าสุด หลัง FBI ชี้ตัวคนร้าย
.
หลังถอนเงินไม่ได้มาหลายวัน ตอนนี้ Binance เริ่มเปิดให้ถอนแล้ว ชดเชยไปแล้วราว 95% และ FBI ก็ออกมาชี้ตัวคนร้ายเรียบร้อย หลายคนเห็นข่าวแล้วคิดว่าจบแล้ว แต่จริง ๆ ยังมีบางเรื่องที่ต้องรู้ก่อนครับ
.
แอดสรุปให้ว่าอะไรคลี่คลายแล้ว อะไรยังไม่จบ และถ้ามีเงินอยู่ใน Binance ควรทำอะไรต่อ
.
🟩 เรื่องที่คลี่คลายแล้ว
.
1. ชดเชยแล้ว 95% เหรียญหลัก 10 ตัวครบ 100%
Binance ประกาศว่าหาเหรียญมาคืนได้แล้วราว 95% ของที่ถูกขโมย ขยับขึ้นจาก 90% ในประกาศแรก โดยเหรียญหลัก 10 ตัว ได้แก่ BTC, ETH, USDT, BNB, SOL, USDC, XRP, USD1, RLUSD และ ZEC เติมคืนครบ 100% แล้ว
.
เงินที่ใช้มาจาก 3 ก้อน คือ กองทุน SAFU (กองทุนฉุกเฉินสำหรับลูกค้า) กองทุนประกันของฝั่ง Futures และเงินของบริษัทเอง
.
ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกนะครับ 95% ไม่ได้แปลว่าตามเงินคืนจากแฮกเกอร์ได้ 95% แต่หมายถึง Binance ควักเงินตัวเองซื้อเหรียญมาเติมคืนให้ลูกค้า ส่วนเงินที่แฮกเกอร์ขโมยไป ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คืน
.
2. เริ่มเปิดถอนแล้ว
Binance เปิดถอนตั้งแต่ 1 พ.ย. แบบทยอยทีละเครือข่าย ตอนนี้เปิดแล้ว Bitcoin และเครือข่ายอื่นอีก 15 เครือข่าย เช่น Ethereum, BNB Smart Chain, XRP และ Base ส่วนที่เหลือจะทยอยเปิดหลังผ่านการตรวจความปลอดภัย
.
3. FBI ชี้ตัวคนร้ายแล้ว
FBI ประกาศว่าผู้ก่อเหตุคือ TraderTraitor กลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐเกาหลีเหนือหนุนหลัง กลุ่มเดียวกับที่ปล้น Bybit ไปราว 1,500 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2025 ตรงกับที่บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชี้ไว้ตั้งแต่แรก
.
🟥 เรื่องที่ยังไม่จบ
.
1. อีก 5% ยังรอ
ส่วนที่ยังขาดราว 315 ล้านดอลลาร์ เป็นเหรียญนอก 10 อันดับแรก ซึ่งมีคนซื้อขายน้อย หาซื้อทีละมาก ๆ ได้ยาก Binance บอกว่าจะทยอยซื้อจนครบ 100% และบริษัทจะรับภาระเอง ไม่ให้ลูกค้าเสียหาย
.
2. ยังถอนไม่ได้ทุกเครือข่าย
บางเหรียญหรือบางเครือข่ายยังไม่เปิดให้ถอน ต้องรออีกสักพัก
.
3. แฮกเกอร์กำลังฟอกเงินต่อ
FBI พบว่าแฮกเกอร์กำลังแปลงเหรียญที่ขโมยไปเป็น ETH และคาดว่าจะฟอกเงินต่อผ่าน DeFi และบริการแลกเหรียญทันที FBI จึงขอให้กระดานเทรดและบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนช่วยกันบล็อกกระเป๋าที่เกี่ยวข้อง
.
4. ช่องโหว่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ตอนแรก Binance บอกว่าน่าจะเริ่มจากแล็ปท็อปของวิศวกรคนเดียว แต่ล่าสุด Richard Teng (Co-CEO) บอกว่าการโจมตีซับซ้อนกว่านั้น รายงานฉบับเต็มยังไม่ออก
.
สำหรับใครที่กังวลเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก แอดแบ่งเงินเป็น 3 ส่วนตามการใช้งานแบบนี้ครับ
.
- เงินที่เทรดบ่อย: เก็บไว้ในกระดาน เพื่อความสะดวก
- เงินที่ถือยาว: เก็บในกระเป๋าที่ถือกุญแจเอง (self-custody) แฮกเกอร์เจาะกระดานได้ แต่เจาะกระเป๋าเราไม่ได้ ถ้าเราดูแลกุญแจดี
- เงินที่อยากให้ถอนเป็นบาทได้ง่าย: แบ่งไว้ในกระดานที่ได้รับใบอนุญาตในไทย
.
แอดว่าเคสนี้ Binance รับมือได้เร็วกว่าที่หลายคนคิด แต่ก็เป็นเครื่องเตือนว่า ต่อให้กระดานใหญ่แค่ไหน ก็ยังโดนเจาะได้ครับ
ลองนึกภาพว่าเช้าวันหนึ่งเปิดแอปมา เจอข่าวว่ากระเป๋าซาโตชิที่นอนนิ่งมา 15 ปี ขยับเหรียญขึ้นมา แล้วคนที่ขยับไม่ใช่ซาโตชิ
ถ้าเป็นคุณจะทำอะไร แอดไปฟัง อ.ตั๊ม พิริยะ ตอบคำถามนี้ไว้ในคลิป เลยสรุปมาให้ดูกัน
.
🟩 1) ก่อนจะถึงฉากนั้น AI ต้องผ่านด่านแรกให้ได้
เหรียญของซาโตชิกว่า 1 ล้าน BTC ไม่ได้อยู่กระเป๋าเดียว แต่กระจายอยู่ในกระเป๋ากว่า 22,000 ใบ ใบละ 50 BTC
.
ที่เป็นใบละ 50 BTC เพราะยุคแรก ขุดเจอบล็อกหนึ่งได้รางวัล 50 BTC และแต่ละครั้งที่ขุดได้ก็เก็บไว้ในกระเป๋าใหม่
.
โดยแต่ละใบมี Private Key แยกกันโดยสิ้นเชิง แฮ็กได้หนึ่งใบ ก็ไม่ได้ช่วยให้เปิดใบอื่นได้เลย เหมือนตู้เซฟ 22,000 ตู้ที่รหัสไม่ซ้ำกัน
.
อ.ตั๊มมองว่าการให้ AI แฮ็กให้หมดกว่า 20,000 ใบ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
.
🟩 2) ถ้าทำได้จริง ก็ยังเอาเงินออกไปยาก
สมมติว่า AI แฮ็กได้ครบจริง ๆ ปัญหาถัดมาคือบล็อกเชนโปร่งใส ทุกการโอนบันทึกไว้ให้ทุกคนเห็น ทันทีที่เหรียญซาโตชิขยับ คนทั้งโลกและ Exchange จะรู้ทันที
.
📌 เหรียญพวกนั้นจะถูกมองเป็น "เงินโจร" และถูกระงับการทำธุรกรรม เพราะไม่ว่าจะโอนต่อไปกี่ทอด ก็ยังไล่ตามรอยได้
📌 แผนที่โจรอาจคิดไว้คือเปิด Short (เดิมพันให้ราคาลง) แล้วเทขายเพื่อให้ราคาร่วงและทำกำไร แต่ถ้าแปลงเหรียญเป็นเงินสดไม่ได้ แผนนี้ก็เดินยากเช่นกัน
.
คล้ายกับกรณีเหรียญที่ถูกขโมยจาก Mt. Gox ที่ถูกแช่แข็งและเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้
.
🟩 3) แล้วตลาดจะเป็นยังไง
.
อ.ตั๊มประเมินว่าถ้าข่าวนี้ออกมาจริง ตลาดอาจแพนิกและถูกเทขายจนราคาร่วง 60-70% ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของความผันผวน
.
แต่ไม่น่าถึงศูนย์ เพราะเมื่อความจริงปรากฏ ตลาดจะรู้ว่าเหรียญเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ระบบ Bitcoin เสียหาย
.
แต่ๆๆๆ การที่ Exchange ระงับเหรียญโจร ขึ้นอยู่กับแต่ละแห่งจะทำ ไม่มีกลไกกลางที่บังคับทุกที่ได้
แอดเติมอีกข้อ ข้อ 1 เรื่อง 22,000 กระเป๋าใช้ป้องกันการไล่เดากุญแจทีละใบได้
.
แต่ถ้าฉากทัศน์คือเทคโนโลยีใหม่อย่างควอนตัมถอดรหัสได้ทีละกุญแจ จำนวนกระเป๋าที่มากก็ช่วยได้แค่ซื้อเวลา ข้อนี้เป็นมุมแอดเองนะ ไม่ได้มาจากคลิป
.
แต่แน่นอนว่า นักพัฒนา Bitcoin ไม่ได้นิ่งนอนใจซะทีเดียว ปัจจุบันมีการสร้างรากฐานอย่าง BIP 360 ที่อัปเดตเข้าไปในโค้ดแล้ว เพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การอัปเกรดอัลกอริทึมต้านทานควอนตัม (Quantum Resistance) ในอนาคตด้วยแล้ว
.
แล้วเพื่อน ๆ ถ้าเจอข่าวกระเป๋าซาโตชิขยับจริง ๆ จะทำยังไง ถือต่อ ขาย หรือรอดูก่อน มาแชร์กันได้นะ
.
*เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง
ช่วงนี้หลายเพจลงข่าว "แฮกเกอร์ใช้ AI บุกธนาคาร 7 ประเทศพร้อมกัน" กันเยอะมาก แอดไปไล่เช็กต้นทางมาแล้ว เจอว่าข่าวนั้นเอาหลายเหตุการณ์ที่เกิดต่างเวลากันมามัดรวม ไม่ใช่แฮกเกอร์กลุ่มเดียวโจมตี 7 ประเทศ
.
แต่ระหว่างที่เช็ก แอดเจอข้อมูลที่น่ากังวลกว่านั้น คือรายงานจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งพบว่าแฮกเกอร์สั่ง AI ไล่เล็งเป้าการเงิน 19 ประเทศ และมีไทยอยู่ในนั้นด้วย⚠️
.
แอดสรุปให้ว่าเกิดอะไรขึ้น AI แฮกยังไง และเราควรป้องกันตัวเองยังไงครับ
.
🟥 เริ่มจากเกาหลีใต้
.
ต้นเดือน ต.ค. 69 สถาบันการเงินในเกาหลีใต้อย่างน้อย 7 แห่งถูกเจาะระบบ ข้อมูลลูกค้าหลุดไปราว 68,000 คน ทางการเกาหลีเชื่อว่าแฮกเกอร์ใช้ AI Agent (AI ที่สั่งงานแล้วลงมือทำเองได้หลายขั้นตอน) เป็นเครื่องมือหลัก
.
ปลายเดือนก็มีข่าวโดนแฮกอีกระลอก Daishin Securities ข้อมูลลูกค้าหลุดราว 38,000 คน Mirae Asset ก็โดนเข้าถึงระบบ และ Bithumb กระดานคริปโตของเกาหลีก็โดนเจาะระบบภายใน จนทางการต้องเรียกประชุมด่วน
.
🔍 แฮกเกอร์ใช้ AI ยังไง
.
Zscaler บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ เจอประวัติคำสั่งที่แฮกเกอร์ใช้สั่งงาน AI ตั้งแต่ ส.ค. ถึง ต.ค. 69 ซึ่งเผยให้เห็นวิธีทำงานแบบนี้
.
1. ใช้ ARTEX (โปรแกรมเจาะระบบด้วย AI แบบโอเพนซอร์ส) ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวกับที่พบในเคสเกาหลี แล้วต่อเข้ากับโมเดล AI หลายตัว
2. แบ่งงานให้ AI แต่ละตัว ตัวที่หนึ่งสำรวจหาช่องโหว่ ตัวที่สองตรวจผลงาน ตัวที่สามหาข้อมูลเพิ่ม
3. หลอก AI ว่า "เป้าหมายนี้อนุญาตให้ทดสอบแล้ว" เพื่อให้ AI ยอมทำงานโดยไม่ติดระบบป้องกันของตัวเอง
4. ดึงข้อมูลลูกค้า เบอร์โทร และ API key (รหัสเชื่อมต่อระบบชำระเงิน) ซึ่งน่าจะนำไปขายต่อ
.
ที่น่าสนใจคือแฮกเกอร์สั่ง AI ว่า "อย่าถอนเงินจากบัญชีตรง ๆ" เพราะจะทำให้ระบบแจ้งเตือน จึงเน้นขโมยข้อมูลมากกว่าขโมยเงินโดยตรง
.
เปรียบง่าย ๆ ก็คือ เมื่อก่อนการเจาะระบบการเงินต้องใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญหลายคน แต่รอบนี้แฮกเกอร์รายเดียวสั่ง AI ให้ทำงานแทนทั้งทีม
.
และถึงตอนนี้ผู้พัฒนาจะปิดโค้ด ARTEX ไปแล้ว แต่ใครที่ดาวน์โหลดไปก่อนหน้านั้นก็ยังใช้ได้อยู่ ภัยนี้จึงยังไม่จบง่าย ๆ
.
📌 แล้วไทยเกี่ยวยังไง
.
ในประวัติคำสั่งนั้นมีชื่อ 19 ประเทศที่ถูกไล่หาเป้าแบบเหวี่ยงแห รวมถึงไทย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศในเอเชีย เป้าหมายไม่ได้มีแค่ธนาคาร แต่รวมถึงแพลตฟอร์มคริปโต ระบบชำระเงิน และร้านค้าออนไลน์ด้วย
.
ตอนนี้ยังไม่มีรายงานว่าสถาบันการเงินไทยโดนเจาะนะครับ แต่การอยู่ในรายชื่อเป้าหมาย ก็แปลว่าไม่ควรประมาท
.
ภัยแบบนี้หนักพอที่ G7 (กลุ่ม 7 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลก) ตกลงจัดซ้อมรับมือการโจมตีภาคการเงินด้วย AI ส่วนธนาคารกลางยุโรปก็สั่งให้แบงก์ในยูโรโซนส่งแผนป้องกันภายใน 31 ต.ค. นี้
.
🎭 ไม่ใช่แค่เจาะระบบ AI ยังถูกใช้หลอกคนด้วย
.
อย่างที่อิตาลี มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงผู้บริหาร ร่วมกับส่งข้อความผ่าน WhatsApp จน Fideuram บริษัทลูกของ Intesa Sanpaolo ธนาคารใหญ่ที่สุดในอิตาลี โอนเงินออกไปถึง 95 ล้านยูโร (ราว 3,500 ล้านบาท) ตอนนี้ตามคืนได้บางส่วนแล้ว แต่ยังหายอยู่ราว 36 ล้านยูโร
.
ธนาคารยืนยันว่าระบบไม่ได้ถูกเจาะ แต่คนถูกหลอก ข้อนี้แหละที่ใกล้ตัวเราที่สุดครับ
.
🟩 เราป้องกันตัวเองยังไงได้บ้าง
.
ระบบของแบงก์เราคุมไม่ได้ แต่ด่านของตัวเองยังคุมได้ครับ
- เปิด 2FA (ยืนยันตัวตน 2 ชั้น) ทุกแอปที่มีเงิน ทั้งแบงก์ โบรกเกอร์ และกระดานคริปโต
- ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกันหลายเว็บ เพราะถ้าเว็บไหนหลุด แฮกเกอร์จะเอารหัสนั้นไปลองกับเว็บอื่นต่อ
- ข้อมูลที่หลุดมักถูกนำไปหลอกต่อ ถ้ามี SMS หรือสายโทรเข้าอ้างเป็นแบงก์ ห้ามกดลิงก์ ให้โทรกลับเบอร์ทางการเท่านั้น
- ถ้ามีคนโทรหรือส่งข้อความมาขอให้โอนเงินด่วน ต่อให้เสียงเหมือนคนรู้จักแค่ไหน ให้วางสายแล้วโทรกลับไปยืนยันเองก่อน
.
แอดว่าที่น่ากลัวไม่ใช่ว่า AI เก่งขึ้น แต่คือคนที่ไม่มีความรู้เรื่องแฮกเลย ก็เริ่มแฮกและหลอกคนได้แล้ว ทางการเกาหลีเองก็พูดแบบเดียวกันครับ
ข่าว Binance โดนแฮก 6,300 ล้านดอลลาร์ ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “Lazarus” แต่ถ้าไปอ่านรายงานของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน จะเจออีกชื่อหนึ่งคือ “TraderTraitor”
.
หลายคนเลยงงว่าตกลงเป็นกลุ่มไหน แอดสรุปให้ว่าสองชื่อนี้ต่างกันยังไง กลุ่มนี้เคยทำอะไรมาบ้าง และทำไมถึงเล็งคริปโตครับ🕵️
.
🟥 Lazarus คือใคร
.
Lazarus คือชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือหนุนหลัง ทางการสหรัฐฯ ระบุว่ากลุ่มนี้อยู่ใต้หน่วยข่าวกรองของกองทัพเกาหลีเหนือ ไม่ใช่แฮกเกอร์อิสระทั่วไป
.
ก่อนจะหันมาปล้นคริปโต กลุ่มนี้มีผลงานดังมาแล้วหลายครั้ง
- ปี 2014: แฮก Sony Pictures หลังหนังล้อผู้นำเกาหลีเหนือจะเข้าฉาย
- ปี 2016: เจาะระบบโอนเงินของธนาคารกลางบังกลาเทศ ขโมยเงินไปราว 81 ล้านดอลลาร์
- ปี 2017: ถูกสหรัฐฯ และอังกฤษระบุว่าอยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ที่ระบาดไปทั่วโลก
.
🔍 แล้ว TraderTraitor ล่ะ
.
ให้นึกภาพว่า Lazarus เป็นชื่อแก๊งใหญ่ ส่วน TraderTraitor คือทีมย่อยในแก๊งนั้นที่ถนัดงานปล้นคริปโตโดยเฉพาะ
.
- สื่อทั่วไป มักใช้ชื่อ Lazarus เพราะคนรู้จักมากกว่า
- FBI และบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน อย่าง TRM Labs และ Chainalysis ใช้ชื่อ TraderTraitor เวลาต้องการระบุให้เจาะจงว่าเป็นทีมไหน
.
เพราะฉะนั้นเวลาเห็นข่าวบอกว่า “Lazarus” หรือ “TraderTraitor” ก็หมายถึงคนกลุ่มเดียวกันในภาพใหญ่ แค่เรียกละเอียดไม่เท่ากัน
.
📌 ผลงานปล้นคริปโตที่ถูกโยงกับกลุ่มนี้
.
- Ronin (เกม Axie Infinity) ปี 2022: ราว 620 ล้านดอลลาร์ FBI ระบุว่าเป็น Lazarus
- DMM Bitcoin (ญี่ปุ่น) ปี 2024: กว่า 300 ล้านดอลลาร์ FBI ระบุว่าเป็น TraderTraitor
- Bybit ปี 2025: ราว 1,500 ล้านดอลลาร์ FBI ระบุว่าเป็น TraderTraitor ภายใน 5 วัน
- Bitget ก.ย. 2026: ราว 350-390 ล้านดอลลาร์ ผู้ต้องสงสัย
- Binance ต.ค. 2026: ราว 6,300 ล้านดอลลาร์ ผู้ต้องสงสัย
.
ที่เชื่อม Bitget กับ Binance เข้าด้วยกัน คือนักสืบบล็อกเชนพบว่าเงินที่ขโมยจากทั้งสองเคสไปรวมอยู่ที่กระเป๋าเดียวกัน
.
🎭 วิธีที่กลุ่มนี้ใช้: หลอกคนก่อนเจาะระบบ
.
FBI เล่าว่า TraderTraitor ชอบเจาะผ่านพนักงานของบริษัท อย่างเคส DMM Bitcoin แฮกเกอร์ปลอมตัวเป็นฝ่ายรับสมัครงาน แล้วส่ง "แบบทดสอบเขียนโค้ด" ที่ฝังมัลแวร์ไปให้พนักงานคนหนึ่งทำ พอได้สิทธิ์เข้าระบบ ก็แก้คำสั่งโอนเงินให้เงินไหลเข้ากระเป๋าตัวเอง
.
เคส Binance ก็คล้ายกัน ผลเบื้องต้นชี้ว่าเริ่มจากแล็ปท็อปของวิศวกรคนเดียว
.
💰 แล้วทำไมถึงเล็งคริป?
.
เกาหลีเหนือโดนคว่ำบาตรจนแทบค้าขายกับใครไม่ได้ การปล้นคริปโตจึงกลายเป็นช่องทางหาเงินเข้าประเทศ คณะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเคยรายงานว่า เงินจากการแฮกถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธของเกาหลีเหนือนั่นเอง
ออมเดือนละ 100 บาท ไม่ได้น้อย ถ้าให้เวลาช่วยทำงาน
.
#ดอกเบี้ยทบต้น #StockerDay
#CompoundInterest #ออมเงินวันละนิด #เงินทำงาน #วางแผนการเงิน #ลงทุนระยะยาว #เก็บเงิน
หลายคนทำงานมาหลายปี เงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เงินที่นำไปลงทุนกลับยังเท่าเดิม ตอนเริ่มทำงาน DCA เดือนละ 1,500 บาท ผ่านไป 5 ปี แม้เงินเดือนจะสูงขึ้นแล้ว ก็ยังลงทุนเดือนละ 1,500 บาทเหมือนเดิม
.
ในขณะที่ค่ากิน ค่าเที่ยว ค่าผ่อนรถ และมาตรฐานการใช้ชีวิตกลับค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามรายได้ สุดท้ายเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงินลงทุนไม่เคยเพิ่มตามครับ
.
ต้องบอกก่อนว่า DCA ไม่ใช่วิธีที่ผิดนะ เพราะตามนิยาม การ DCA คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่สนใจว่าตลาดกำลังขึ้นหรือลง ทำให้เราซื้อได้จำนวนหน่วยมากขึ้นเมื่อราคาต่ำ และซื้อได้น้อยลงเมื่อราคาสูง
.
แต่ DCA ช่วยสร้างวินัยในการลงทุน ไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนเงินลงทุนให้อัตโนมัติ เมื่อรายได้ของเราเติบโตขึ้น หากอยากให้พอร์ตโตเร็วขึ้น การลงทุนด้วยจำนวนเท่าเดิมตลอดอาจยังไม่พอครับ
.
วันนี้แอดเลยอยากชวนมารู้จักเทคนิคที่เรียกว่า “Annual Boost” หรือการเพิ่มเงิน DCA ตามรายได้ ซึ่งอาจช่วยให้พอร์ตปลายทางโตขึ้นกว่า 3 เท่า โดยไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นเก่งขึ้นหรือเสี่ยงมากกว่าเดิมเลย
.
1. อย่า DCA ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมตลอดชีวิต
.
แนวคิด Annual Boost มีหลักฐานสนับสนุนจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ชื่อว่า “Save More Tomorrow” ของ Richard Thaler และ Shlomo Benartzi
.
แนวคิดของงานวิจัยคือ ให้พนักงานตกลงล่วงหน้าว่า เมื่อได้รับการขึ้นเงินเดือน จะเพิ่มสัดส่วนเงินออมเพื่อเกษียณตามไปด้วย
.
ผลจากการทดลองครั้งแรกพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีอัตราการออมเฉลี่ยเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ภายใน 40 เดือน และ 80% ของผู้ที่เข้าร่วมยังอยู่ในโครงการต่อเนื่องจนถึงการขึ้นเงินเดือนครั้งที่สี่ครับ
.
พูดง่าย ๆ คือ คนเราอาจเพิ่มเงินออมได้ง่ายกว่า หากตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะนำ “รายได้ที่ยังไม่ได้รับ” บางส่วนมาออม แทนที่จะรอให้เงินเดือนเข้าก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
.
ลองดูตัวอย่างนี้กัน
.
สมมติว่าเราเริ่ม DCA เดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 30 ปี และพอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี
.
🟧ก่อนทำ Annual Boost
.
ลงทุนเดือนละ 1,500 บาทเท่าเดิมตลอด 30 ปี
- เงินต้นที่ลงทุนประมาณ 540,000 บาท
- พอร์ตปลายทางประมาณ 1.83 ล้านบาท
.
🟩หลังทำ Annual Boost
.
เริ่มจากเดือนละ 1,500 บาทเหมือนเดิม แต่เพิ่มเงิน DCA ขึ้นปีละ 10%
- ปีแรก DCA เดือนละ 1,500 บาท
- ปีที่ห้า เพิ่มเป็นประมาณ 2,200 บาท
- ปีที่สิบ เพิ่มเป็นประมาณ 3,500 บาท
- เงินต้นที่ลงทุนตลอด 30 ปีประมาณ 2.96 ล้านบาท
- พอร์ตปลายทางประมาณ 6.26 ล้านบาท
.
หรือคิดเป็นประมาณ 3.4 เท่าของการ DCA ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม
.
แต่ต้องย้ำว่า เงิน 6.26 ล้านบาทไม่ได้เกิดจากการเสกผลตอบแทนให้สูงขึ้น เพราะทั้งสองกรณีใช้สมมติฐานผลตอบแทน 7% เท่ากัน
.
ความแตกต่างเกิดจากกรณี Annual Boost ใส่เงินต้นมากกว่า และเงินที่เพิ่มเข้ามาในแต่ละปีมีเวลาเติบโตต่อผ่านพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง
.
2. เงินเดือนเพิ่ม ต้องเพิ่มเงินลงทุนก่อนเพิ่มค่าใช้จ่าย
.
ข้อผิดพลาดของมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก คือเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มตามทันที
.
จากที่เคยกินมื้อละ 60 บาท ก็เริ่มขยับเป็น 100 บาท
จากที่เคยใช้รถคันเดิม ก็เริ่มอยากผ่อนรถคันใหม่
จากที่เคยเที่ยวใกล้ ๆ ก็เริ่มอยากเดินทางไกลขึ้น
.
สุดท้ายเงินเดือนเพิ่มขึ้นหลายครั้ง แต่เงินเก็บและเงินลงทุนแทบไม่เปลี่ยนแปลงครับ
.
วิธีที่แอดมองว่าทำได้จริง คือกำหนดกติกาไว้ล่วงหน้าเลยว่า ทุกครั้งที่เงินเดือนเพิ่ม จะนำรายได้ส่วนเพิ่มบางส่วนมาลงทุน
.
ตัวอย่างเช่น
- หากเงินเดือนเพิ่มขึ้น 3,000 บาท
- อาจแบ่ง 1,500 บาทไปเพิ่มคุณภาพชีวิต
- และอีก 1,500 บาทนำไปเพิ่มเงิน DCA
.
เราจึงยังมีความสุขกับชีวิตในวันนี้ พร้อมกับสร้างอิสรภาพให้ตัวเองในอนาคตไปด้วย
.
หากเพิ่มเงิน DCA ปีละ 10% ไม่ไหว อาจเริ่มจาก 5% หรือเพิ่มเฉพาะปีที่ได้รับการปรับเงินเดือนก็ได้
.
FINRA ยังแนะนำว่า การตั้งระบบลงทุนอัตโนมัติช่วยลดแรงกดดันจากการพยายามจับจังหวะซื้อ และลดโอกาสที่อารมณ์จะเข้ามารบกวนการตัดสินใจลงทุนครับ
.
จำนวนเงินที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่จำนวนที่ทำให้ผลลัพธ์บนเครื่องคิดเลขดูสวยที่สุด แต่เป็นจำนวนที่เราสามารถลงทุนต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องถอนออกมาใช้กลางทางครับ
.
3. ผลตอบแทนสำคัญ แต่ “ระยะเวลาและวินัย” สำคัญกว่า
.
พอร์ตที่ใช้ทำ DCA ระยะยาวไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หรือมีหุ้นรายตัวเต็มพอร์ตครับ
เราอาจใช้กองทุนหรือ ETF ที่กระจายลงทุนในหุ้นทั่วโลกเป็นแกนหลัก
.
และมีตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวน เช่น
- หุ้นทั่วโลก 70% สำหรับการเติบโตระยะยาว
- ตราสารหนี้ 30% สำหรับช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
/1
/2
สัดส่วนนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรที่เหมาะกับทุกคน เพราะสัดส่วนสินทรัพย์ควรพิจารณาจากเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนครับ
.
Vanguard อธิบายว่า การกระจายเงินไปยังสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาคที่แตกต่างกัน ช่วยลดผลกระทบจากการที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งปรับตัวลง
.
ส่วนการ Rebalance จะช่วยดึงพอร์ตกลับมาอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เราวางไว้
เพราะต่อให้พอร์ตมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง
.
แต่ถ้าเราทนเห็นพอร์ตติดลบไม่ได้ และขายทิ้งทุกครั้งที่ตลาดตก พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็ไม่มีโอกาสทำงานครับ
.
แอดมองว่าพอร์ตที่ดีจึงไม่ใช่พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปีใดปีหนึ่ง
แต่เป็นพอร์ตที่เราสามารถถือได้ยาวนานพอ โดยไม่หลุดจากแผนกลางทางครับ
.
📌สรุปสูตรปั้นพอร์ต DCA ให้โตขึ้น
.
1. เริ่ม DCA จากจำนวนเงินที่เราทำไหว
2. เพิ่มเงินลงทุนปีละ 5–10% ตามรายได้
3. กำหนดล่วงหน้าว่าเมื่อเงินเดือนเพิ่ม จะนำบางส่วนมาลงทุน
4. ลงทุนในพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมไม่สูง
5. ตั้งระบบลงทุนอัตโนมัติ และทำต่อเนื่องให้นานพอ
.
สิ่งที่ช่วยให้พอร์ตโตขึ้น อาจไม่ใช่การค้นพบหุ้นตัวต่อไปที่จะขึ้นสิบเท่า
.
แต่อาจเป็นเพียงการไม่ปล่อยให้เงิน DCA หยุดอยู่ที่จำนวนเดิม ในขณะที่รายได้ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี
.
เพราะเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มีไว้ยกระดับชีวิตในวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่มันควรถูกแบ่งบางส่วนไปซื้อ "อิสรภาพในอนาคต" ให้เราด้วย
.
📌ปล. สำหรับใครที่มีสัดส่วนคริปโทฯ อยู่ในพอร์ตด้วย แอดอยากให้ระวังจุดหนึ่งเวลาเอา Annual Boost ไปใช้
.
เพราะตัวเลข 6.26 ล้านในตัวอย่างข้างบน ตั้งอยู่บนสมมติฐานผลตอบแทน 7% ที่ค่อนข้างนิ่ง ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของพอร์ตกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่คาแรกเตอร์ของสินทรัพย์ที่ผันผวน 50-80% ได้ในรอบเดียว
.
แปลว่าถ้าจะบูสต์ ควรบูสต์ที่ "พอร์ตแกน" เป็นหลัก ส่วนคริปโทฯ ให้เพิ่มตามสัดส่วนเดิมที่ตั้งไว้ ไม่ใช่เพิ่มเพราะปีนั้นมันวิ่งแรง เพราะนั่นคือการขยายความเสี่ยงไปเรื่อย ๆ โดยที่ความสามารถรับความเสี่ยงของเราไม่ได้โตตาม
.
ส่วนเรื่องระบบอัตโนมัติที่ FINRA แนะนำว่าช่วยตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ ฝั่งคริปโทฯ ก็ทำได้เหมือนกัน — อย่าง BINANCE TH ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ไทย ก็ตั้งแผนซื้ออัตโนมัติเป็นรอบ ๆ แล้วมาปรับยอดขึ้นทีหลังตามหลัก Annual Boost ได้ แต่ย้ำว่าตัวระบบช่วยเรื่อง "วินัย" อย่างเดียว ไม่ได้ช่วยเรื่องราคาขึ้นลง ตรงนั้นยังเป็นความเสี่ยงที่เราแบกเองเต็ม ๆ อยู่ดี
.
แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ ตอนนี้ DCA เดือนละเท่าไหร่ และขึ้นเงินเดือนรอบล่าสุดได้เพิ่มเงินลงทุนตามมั้ย? มาแชร์กันในคอมเมนต์
.
━━━━━━━━━━━━━
⚠️ คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
.
📌 โพสต์นี้เป็นคอนเทนต์ที่จัดทำโดยทางเพจเองในฐานะ BINANCE TH Affiliate ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการแนะนำผู้ใช้บริการเกี่ยวกับโทเคนดิจิทัลเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนหรือการชักชวนให้ลงทุน ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน
.
🔗 ใครยังไม่มีบัญชี BINANCE TH สมัครที่ accounts.binance.th/th/regis…
ตี 1 คืนนี้มี FOMC นะ ระวังความผันผวนกันด้วย
โอกาสขึ้นดอกในเดือนนี้บน Prediction Market มี 5%
แต่โอกาสขึ้นดอกในเดือนหน้าอยู่ 80%
ถ้าโอกาสที่ตลาดจะขึ้น ผลเดือนนี้ต้องออกมาคงดอก
และในช่วงแถลงตอน 1.30 น. ก็ต้องไม่แสดงแนวโน้มว่าขึ้นดอกด้วยในเดือนพฤศจิกา
แต่ถ้าเกิดออกมาขึ้นดอกตั้งแต่เดือนนี้
และเดือนหน้าจะขึ้นต่ออีก ตลาดคงลงหนักกันต่อ
ทอง คริปโต หุ้นน่าจะดิ่ง
แต่ถ้าออกมากลาง ๆ และมีคงามเป็นได้มากสุดคือ คงดอกเดือนนี้ และแถลงว่ามีแนวโน้มขึ้นดอกเดือนหน้า ตลาดน่าจะผันผวน แต่มองขึ้นก่อนค่อยลงต่อ
ใครยังไม่นอนมาเทรดชนข่าวกันดิสนี้ discord.gg/DcEDnetCxy

















