เสริมว่าถ้าสวีเดนมี IKEA ส่งออกเฟอร์ราคาถูกไปทั่วโลก
เดนมาร์กก็ทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออกด้วยเช่นกัน แต่เป็นกลุ่มเฟอร์ดีไซน์ดี วัสดุดี ราคาสูง
สวีเดนมี Spotify ส่วนเดนมาร์กมี B&O ทำเครื่องเสียงมายาวนาน แล้วดีไซน์แต่ละยุคคือสวยมาก รุ่นเก่าๆที่คนตามเก็บยิ่งแพง
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย
ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย
ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า
สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม?
คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ
แต่ตัวเลขจริงคือ...
สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO
ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3
ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก
การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ
Corporate Income Tax
สวีเดน: 20.6%
ฟินแลนด์: 20.0%
เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0%
ประเทศไทย: 20.0%
สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%!
นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน
ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก
ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ:
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate)
กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%)
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%)
ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน
นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ!
รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา
คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ
เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP
สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP
นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท)
ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP!
แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่
แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
อยากอ่านของ ทานเกวียน ฮะ
หนังสือใหม่ทั้ง 10 เล่มมาถึงบูธ L49 ครบแล้ว ใครเล็งเล่มไหนไว้แวะมาพลิกอ่านหรือให้น้อง Reader Service ช่วยแนะนำได้เลย แต่เราขอแปะโพยไว้เล็กๆ ด้วยแล้วกันนะ
• STILL HUMAN ยังคงเป็นมนุษย์ / ทีปกร วุฒิพิทยามงคล
บทบันทึกความคิดที่พาไปสำรวจว่าในช่วงเวลาที่ความเป็นมนุษย์เริ่มถูกทดแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ยังมีงานแบบใด หรือความสามารถแบบไหนที่จะยืนยันถึงความเป็นมนุษย์ของเราให้คงอยู่ได้บ้าง
• PERFUMATIVE MALE มนุษย์ทำมาหากลิ่น / ธาดา อาชาวงศ์
บันทึกประสบการณ์มันๆ ของมนุษย์ที่ทำมาหากินกับเรื่อง 'กลิ่น' พร้อมสารพัดเกร็ดความรู้สนุกๆ จากโลกของน้ำหอม ตั้งแต่วันที่ค่อยๆ ทำความรู้จักวัตถุดิบ เรียนรู้โครงสร้างกลิ่น ขุดคุ้ยความเป็นมา ลองผิดลองถูกปรุงเอง เริ่มปลุกปั้นแบรนด์ ล้มลุกคลุกคลาน จนผลงานส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปไกลถึงต่างประเทศ
• ROMEO & BONNIE, JULIET & CLYDE / โชติกา ปริณายก
นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่มาพัวพันกันด้วยความไม่ตั้งใจของคนสี่คน ชายหนุ่มที่ความทรงจำสูญหายไปชั่วคราว หญิงสาวลึกลับที่เต็มไปด้วยปริศนา นักเขียนที่การงานไม่ราบรื่น และเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงที่ตกหลุมรักหญิงสาวตรงหน้า
• วิลาสสถาน Of No Man's Land / ลาดิด
นวนิยายโกธิกเซตติ้งไทย บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นช่างฝีมือแต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากพ่อและพี่ชาย จนวันหนึ่งเธอจึงวิงวอนร้องขอสิ่งที่ต้องการกับรูปปั้นนกยูง จากนั้นผู้ชายในบ้านหลังนี้ก็ทยอยล้มตายไปทีละคน
—
• BEASTBUSTERS บทจะร้ายก็ร้าย / ทานเกวียน ชูสง่า
รวมบทความที่จะพาไปสำรวจเบื้องหลังการสร้าง 'ตัวร้าย' ในโลกภาพยนตร์ จนกลายเป็นตัวละครที่ทำให้ผู้ชมกำหมัด จดจำ และเป็นที่รัก (?) ผ่านมุมมองความคิด คำบอกเล่าของเหล่าผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดง
• GRAVE AND GO โตเกียวกระชับ MYTH / โจ้บองโก้
บันทึกทริปหนึ่งสัปดาห์ในโตเกียวและเมืองใกล้เคียงที่จะพาคุณไปเข้าวัด แวะศาลเจ้า เยือนสุสาน พร้อมกับบอกเล่าตำนานของเหล่าซามูไร นินจา ตระกูลโชกุนหัวแถว ความเชื่อของผู้คน ความผสมผสานทางศาสนา ไปจนเรื่องราวที่จะทำให้เห็นภาพยุคสมัยและความเป็นไปของประเทศญี่ปุ่น
• GOOD MATERIAL วัตถุขำขื่น / ดอลลี อัลเดอร์ตัน เขียน / ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์ แปล
นวนิยายโรแมนติกนิดติดฮาหน่อยว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มคอเมเดียนที่ชีวิตเล่นตลกใส่ เขาโดนแฟนบอกเลิกแบบงงๆ แถมชื่อเสียงในวงการคอเมเดียนก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง ถึงเวลาที่เขาต้องหงายการ์ดค้นหาด่วนๆ ว่าเหตุใดรักจึงชำรุดขนาดนี้ พร้อมความหวังให้เธอกลับมาคืนดีด้วย
—
• AMETORA: HOW JAPAN SAVED AMERICAN STYLE อเมโทระ: ศิลปะแห่งการแต่งตาม / ดับเบิลยู. เดวิด มาร์กซ์ เขียน / จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ แปล
รวมเรื่องราวที่จะชวนเลาะรอยตะเข็บผ้า ค้นหาประวัติความเป็นมาของแบรนด์ดังและย่านฮิตของญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน จนช่วงเวลาที่ทหารอเมริกันเข้ามายึดครอง ช่วงผสมผสานแฟชั่นตะวันตกและตะวันออก และอีกสารพัดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่พาไปค้นหาความเป็น 'อเมโทระ' (Ametora) หรือแฟชั่นสไตล์อเมริกันที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าของคนญี่ปุ่น
• DEATH OF A BOOKSELLER ร้านนี้ไม่มีวันตายดี / อลิซ สเลเตอร์ เขียน / รังสิมา เจียรทวีสิน แปล
นวนิยายระทึกขวัญนิด สะท้อนสังคมหน่อย เรื่องราวของพนักงานขายหนังสือผู้เบื่อโลกและชื่นชอบเรื่องเล่าอาชญากรรมเป็นชีวิตจิตใจ เกิดสนใจพนักงานใหม่ที่ถูกส่งมากอบกู้ร้านหนังสือ ลามไปถึงขั้นอยากรู้ อยากใส่ใจ และพยายามขุดค้นความลับที่อีกฝ่ายไม่อยากให้ใครล่วงรู้
• A BRIGHT RAY OF DARKNESS ในห้วงมืดสนิทไม่มิดแสง / อีธาน ฮอว์ก เขียน / โตมร ศุขปรีชา แปล
นวนิยายแห่งโมงยามที่ผุพังของนักแสดงหนุ่มในวันที่ตกเป็นข่าวเรื่องนอกใจภรรยา ขณะเดียวกัน เขาก็กำลังจะได้ขึ้นแสดงละครเวทีที่บรอดเวย์เป็นครั้งแรก เขาจึงใช้เวลาไปกับการซ้อมบทละครเชกสเปียร์ หลงอยู่ในแสงสี พร้อมๆ กับประคองความสัมพันธ์กับลูกๆ และพยายามกอบกู้ชีวิตคู่กลับคืนมา
นอกจาก 10 เล่มนี้ เรายังมีหนังสืออีกหลายรสชาติ ข้าวของน่ารักๆ อีกเพียบ ชวนแวะไปเดินเล่น ลองอ่านหนังสือเล่มจริง เลือกหนังสือที่ชอบติดไม้ติดมือกลับบ้านกันที่บูธ L49 หรือเข้าทีมออนไลน์ก็ได้เช่นกันนนน
#Salmonbooks #SalmonPlayground #งานหนังสือ #BookExpo2026 #มหกรรมหนังสือ #มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่31






















