รักษาสุขภาพจิตไว้เถอะครับ เกิดมันเสียไปบริษัทก็ไม่รับผิดชอบอะไรเพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด ประกันกลุ่มที่มีให้ก็เบิกไม่ได้ สุดท้ายต้องเสียเงินรักษาเอง มีแต่เสียกับเสียทั้งนั้น
ทุกวันนี้ไม่ได้กลัวการสัมภาษณ์งานใหม่ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้
แต่กลัวเจอ mindset ที่ไม่โอเคของคนสัมภาษณ์ ผู้บริหาร หรือตัวบริษัทมากกว่า นอกจากจะเสียเวลาคุยแล้วบางทียังทำให้อารมณ์เสียอีก
มันมีอยู่จริง บริษัทที่ไม่ยอมจ้างออก แต่บีบให้ออกด้วยการบอกพนักงานว่าผลงานไม่ดี (ซึ่งจริงรึเปล่าก็ไม่รู้) แล้วส่งเข้าโปรแกรม PIP เพื่อให้พนักงานทนไม่ไหวจนลาออกไปเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ยิ่งอายุงานมาก บริษัทก็ยิ่งต้องจ่ายมากตามไปด้วย บางที่จึงชอบใช้วิธีนี้ลดคน
อย่าแปลกใจที่ช่วงนี้จะเห็นบางคนที่มีประสบการณ์และรายได้ดีจากองค์กรหรือบริษัทใหญ่ ยอมลาออกเพื่อหางานแบบยอมลดเงินเดือนในระดับไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อน
และที่สำคัญที่สุด เป็นงานทำแล้วไม่เป็นบ้าหรือสุขภาพจิตเสียจนชีวิตพังไปซะก่อน
Those people who heavily rely on AI reminds me the scene that Tony Stark told Peter Parker before taking his suit back in Spider Man: Homecoming.
สังเกตหน่อยก็ดีนะว่าประกาศงานที่
- ตำแหน่งดี
- บริษัทมีชื่อเสียง
- ค่าตอบแทนงาม
- JD เหมาะสม
- สวัสดิการเลิศ
แต่ประกาศตำแหน่งเดิมซ้ำๆมานานแล้วนั้นมันกำลังบอกอะไรซักอย่างถึงภายในบริษัทนั้นรึเปล่า ไม่ได้บอกว่าอย่าไปสมัครนะ แค่แนะนำให้ลองหาข้อมูลดูให้ชัวร์ก่อน
Penguish 🐧 retweeted
ร้านญป.แห่งแรกในย่านสุขุมวิทเปิดมานาน 58 ปี (เปิด1968) กำลังจะปิดตัวลงช่วย RT หน่อยได้มั้ยคะ🥹เพื่อนญป.มาขอร้องให้ช่วย ร้าน HAKATA เจอวิกฤตหนักตั้งแต่โควิด ลูกค้าญป.กลับประเทศเยอะ รายได้ไม่กลับมา ถ้าร้านไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนก.ค.จะต้องปิดร้าน มัตขอรีวิวร้านในเธรดนี้นะคะ
พนักงานหลายคนท้อและเหนื่อยหน่ายที่ถูกบังคับให้ต้องตามเทคโนโลยีนี้ แต่หัวหน้าหรือผู้บริหารกลับมองไม่เห็น เอาแต่พูดว่า "มันคืออนาคตนะ" ไม่ก็ "ไม่ใช้เดี๋ยวตกงานนะ" ไอ้เราก็นั่งฟังแล้วคิดในใจว่า "เอาเหอะ จะ layoff ก็รีบเอาค่าชดเชยมา พ่นน้ำลายอวยมันอยู่ได้ รำคาญ"
ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ #AI ?! พนักงาน 65% จงใจไม่ใช้ AI ในการทำงาน เหตุ กังวลปัญหาศีลธรรม สิ่งแวดล้อม คุกคามอนาคตมนุษย์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "ทักษะการใช้ AI" ถูกผลักดันให้กลายเป็นทักษะสำคัญแห่งโลกการทำงาน หลายบริษัทเริ่มคาดหวังให้พนักงานใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน ขณะที่ประกาศรับสมัครงานจำนวนมากก็เริ่มระบุทักษะด้าน AI เป็นคุณสมบัติที่ต้องมี
ท่ามกลางกระแสดังกล่าว หลายคนอาจคิดว่าพนักงานส่วนใหญ่กำลังรีบเรียนรู้และหันมาใช้ AI มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ AI จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริง แต่คนทำงานจำนวนไม่น้อยกลับตั้งใจที่จะ "ไม่ใช้ AI" หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใดๆ เลย
ยืนยันจากผลสำรวจ CNBC และ Survey Monkey Quarterly AI and Jobs Survey ที่พบว่า 65% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยหลีกเลี่ยงการใช้ AI อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
เหตุผลเพราะกังวลด้านศีลธรรม ความเป็นส่วนตัว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความไม่แม่นยำของข้อมูล หรือเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้
ที่น่าสนใจคือ 36% ของนักเรียนนักศึกษา และ 19% ของกลุ่มคนทำงาน ระบุว่า เคยหลีกเลี่ยงการใช้ AI ด้วยเพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม
โดยมาจากผลกระทบของการสร้าง Data Center ที่ใช้รองรับระบบ AI ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ พื้นที่ดิน รวมถึงการ "ปล่อยความร้อน" ที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลข้อมูล
สเนฮา เรวานูร์ (Sneha Revanur) ผู้ก่อตั้งและประธานของ Encode AI ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านนโยบาย AI ได้ออกมาให้ความเห็นว่า คนทำงานรุ่น Gen Z จำนวนไม่น้อยไม่สบายใจกับ AI เพราะรู้สึกว่า มันนำผลงานของมนุษย์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่บางคนกังวลมากกว่านั้น ว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ บางคนถึงขั้นบอกว่า "AI คือการคุกคามความเป็นมนุษย์ในตัวเรา"
อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจLifestyle #กรุงเทพธุรกิจWorklife
เคยแล้ว ไม่แนะนำครับ เหนื่อยฟรี หัวหน้าไม่เห็น
ขยันทำงานล่วงเวลา ทำงานวันหยุด ทุ่มเทให้งานแค่ไหน ก็อาจเสี่ยงตกงานอยู่ดี! เพราะโลกงานยุค AI ไม่มีอะไรการันตีความมั่นคงในอาชีพ
หลายคนยอมทำงานล่วงเวลา (OT) ตอบอีเมลกลางดึก และทุ่มเททำงานในวันหยุดเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นพนักงานที่มีคุณค่าของบริษัท และเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพได้
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานเตือนว่า ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานทั่วโลก การทำงานหนักขึ้น อาจไม่ใช่ทางออกที่ช่วยให้คุณรอดจากการตกงานเสมอไป
แม้เทคโนโลยี AI จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น แต่สำหรับคนจำนวนมาก ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม พนักงานยุคใหม่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "Infinite Workday" หรือวันทำงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอีเมล ข้อความ และการแจ้งเตือนจากที่ทำงาน สามารถเข้าถึงชีวิตพนักงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง จนทำให้พนักงานบางคนต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา ทำงานทั้งวันทั้งคืนแบบคนบ้างาน!!
ผลสำรวจของ Monster ในเดือนตุลาคม 2025 ที่สำรวจพนักงาน 807 คน พบว่า 76% ของพนักงานประจำมองว่า ตัวเองเป็น "คนบ้างาน" อย่างน้อยในระดับหนึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเหตุผลที่ทำงานหนักขึ้นคือ ความกลัวว่าจะถูกเลิกจ้าง นั่นก็ไม่การันตีว่า ทำงานหนักแล้วจะไม่ถูกปลดออก
ด้าน คาลิฟา โอลิเวอร์ (Kalifa Oliver) นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านประสบการณ์พนักงาน กล่าวว่า "ความมั่นคงในการทำงานไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้อีกต่อไป" คำเตือนนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายองค์กรทั่วโลกกำลังปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับ AI บริษัทจำนวนมากเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร เพราะไม่อยากตกขบวน
ในทำนองเดียวกัน เชลซี เจย์ (Chelsea Jay) ที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำและการพัฒนาบุคลากรจากเม็กซิโก บอกว่า การทำงานล่วงเวลาเพราะได้รับมอบหมาย หรือต้องการรายได้เพิ่มเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากการทำงานหนักเกิดจากความกลัวว่าจะตกงาน นั่นอาจส่งผลเสียในระยะยาว พฤติกรรมดังกล่าวมักนำไปสู่วงจรของ "การคิดมากเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป และทำงานมากเกินไป"
ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง นอนหลับไม่เพียงพอ เกิดภาวะหมดไฟ และสะสมความรู้สึกไม่พอใจต่อการทำงานในปัจจุบันของตนเอง
อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจLifestyle
ทำไมเราถึงไม่ค่อยมีช่องทางให้ feedback เกี่ยวกับประสบการณ์การสัมภาษณ์กลับไปยังบริษัทบ้าง? เพราะมีเรื่องจะด่า hiring manager เพียบเลย เรื่องปฏิเสธเนี่ยมันเข้าใจได้ แต่นิสัยเสียที่ทำระหว่างสัมภาษณ์เนี่ย โลกควรได้รับรู้ด้วยซ้ำ
ไม่ได้ต่อต้าน AI สำหรับงาน tech แต่ไม่ชอบพวก pro AI ที่ขี้โม้ อีโก้สูง ใช้แบบไม่ลืมหูลืมตา และเหยียดคนที่ใช้ไม่เหมือนตัวเองหรือไม่ใช้มากกว่า คนพวกนี้ถือเป็นพวก toxic ประเภทนึงสำหรับสังคม tech เลย
ทุกวันนี้รู้สึกว่าคุยกับคนที่ชีวิตแต่ละวันมีแต่ AI ไม่รู้เรื่องแล้ว เอาเป็นว่าถ้า AI แก้ปัญหาให้คุณได้จริงก็ยินดีด้วยละกัน









