Pi CiJa (@PiCiJa2) profile picture
Joined September 2023
Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)Photo by Pi CiJa (@PiCiJa2)
สารเลว ความเลวทรามของสื่อ
เรื่องจริงยิ่งกว่าละคร ลูกสาวของนักแสดงชื่อดังและนักวาดการ์ตูนในตำนานของญี่ปุ่น โดนคนร้ายเรียกค่าไถ่ 160 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ คนร้ายเล่นเกมจิตวิทยากับแม่เด็กด้วยการส่งนิ้วก้อยของลูกสาวมาให้ ตำรวจสั่งห้ามไม่ให้สื่อออกข่าวเพื่อความปลอดภัยของเด็ก แต่พวกสื่อดันหิวแสง ถ่ายทอดสดแข่งกันออกข่าวทุกช่องทางทั่วประเทศ จนพวกสื่อทั้งหมดในประเทศไม่ต่างอะไรจากฆาตกรตัวจริง   ในปี 1997 มีเด็กผู้หญิงชื่อ ‘ไป๋เสี่ยวเยียน’ อายุ 16 ลูกสาวคนเดียวของศิลปินนักแสดงสาวชื่อดังชาวไต้หวัน ไป๋ปิงปิง กับนักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นในตำนาน คาจิวาระ อิคคิ (ผลงานดัง เช่น หน้ากากเสือ) ทั้งสองคนแต่งงานแล้วก็เลิกกัน ไป๋ปิงปิงเลยเลี้ยงลูกเองที่ไต้หวัน จนกระทั่งวันนึงลูกสาวไปโรงเรียนแล้วหายตัวไป ช่วงเย็นวันนั้นที่ลูกสาวหายไป มีคนโทรศัพท์มาที่บ้าน บอกให้ไปรับของที่สุสานแถวชานเมือง พี่ชายของไป๋ปิงปิงอาสาขับรถไปรับ เจอกับถุงพลาสติกสีเขียว พอเปิดดูก็ช็อค เพราะในนั้นมีรูปไป๋เสี่ยวเยียนโป๊ ถูกมัด และยังมีชิ้นส่วนนิ้วก้อยที่ถูกตัด มีกระดาษโน้ตจากสมุดของโรงเรียน เขียนด้วยลายมือของไป๋เสี่ยวเยียน ขอให้แม่จ่ายเงินค่าไถ่ 5 ล้านดอลลาร์ (160 กว่าล้านบาท) ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์การเรียกค่าไถ่ของไต้หวัน พวกคนร้ายนอกจากเล่นเกมปั่นประสาทแม่ของเด็กด้วยนิ้วก้อยของเด็กแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่า เงินที่จะส่งมาต้องเป็นธนบัตรเก่าเท่านั้น ห้ามเป็นของใหม่ ห้ามให้เลขธนบัตรเรียงต่อกัน และห้ามแจ้งตำรวจ  ไป๋ปิงปิงไปแจ้งตำรวจอย่างเงียบๆ ตำรวจไต้หวันส่งคนไปคุ้มกันที่บ้าน ดักฟังโทรศัพท์ และแจ้งสื่อมวลชนว่าห้ามออกข่าวเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของเด็ก แต่แล้วเช้ามืดวันต่อมา หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ข่าวออกขายทันที ข่าวแพร่ไปทั่วเหมือนไฟลามทุ่ง จะเรียกคืนก็ไม่ทันแล้ว ไป๋ปิงปิงขนเงินจะไปไถ่ตัวลูกสาวคืน โจรก็ติดต่อให้ไปตามจุดต่างๆ แต่ทุกที่ก็มีบรรดาสื่อตามติด มีรถนักข่าวขับตามเป็นสิบๆ คัน มีเฮลิคอปเตอร์ ถ่ายทอดสดสถานการณ์ไม่สนสี่สนแปด ไป๋ปิงปิงต้องลงจากรถ ขอร้องอ้อนวอนนักข่าวให้หยุดตาม แต่นักข่าวก็ไม่สน บอกว่าถ้านักข่าวคนอื่นไม่หยุด กูก็ไม่หยุด นักข่าวตามติดชีวิตไป๋ปิงปิง แอบถ่ายถึงบ้าน ดักรอถ่ายหน้าบ้านตอนเธอแง้มผ้าม่านดู ถ่ายรูปตอนที่เธอร้องไห้เสียใจสติแตกไปขาย โจรที่ดักรอเอาเงินก็ไม่ออกมารับเงิน เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ เพราะมีแต่พวกสื่อตาม ยิ่งเวลาผ่านไปก็หมายถึงชีวิตของเด็กคนนึงเข้าใกล้ความตายมากขึ้น แต่พวกสื่อก็ไม่ได้สนใจห่วงเด็กเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันตำรวจไต้หวันก็ไม่แพ้กัน มีตำรวจใหม่แอบดักฟังโทรศัพท์ของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จะแย่งเอาผลงาน และบางคนก็ขายข้อมูลให้สื่อเอาไปเต้าข่าว ไม่นานโจรก็หมดความอดทน ไม่ติดต่อมาอีก และไม่กี่วันต่อมาก็มีการพบศพของไป๋เสี่ยวเยียนในร่องระบายน้ำอุตสาหกรรม สภาพศพถูกถ่วงด้วยดัมเบล ถูกข่มขืนและทุบตีจนตาย เพราะคนร้ายโมโหที่มีแต่สื่อตามติดเลยมาลงที่เด็ก ทุบตีเด็ก และแม้แต่ตอนที่เด็กผู้หญิงเสียชีวิตแล้ว พวกสื่อก็ยังไม่หยุด แย่งกันถ่ายภาพ เอาภาพไปลงข่าวและเขียนข่าวแนวเสียว กระตุ้นทางเพศ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กคนนึงอย่างร้ายแรง จนประชาชนที่เสพข่าวทนไม่ไหวและประท้วง ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ เพราะสื่อลงข่าวการทำงานอย่างละเอียด ไป๋ปิงปิงสูญเสียลูกสาวไปตลอดกาล ต้องใช้เวลา 7 เดือน พวกตำรวจถึงจับคนร้ายได้ คนร้ายมี 3 คน ทุกคนหนีไปก่อคดีร้ายแรง ฆ่าคน ข่มขืนผู้หญิง มีคนร้าย 2 ใน 3 คนจบชีวิตตัวเอง เหลือแค่ เฉิน จินซิง ที่ถูกจับ ต่อมาเรื่องนี้ทำให้มีกฎหมายใหม่ในไต้หวันว่า ห้ามรายงานข่าวคดีลักพาตัวจนกว่าตัวประกันจะปลอดภัย ห้ามตีพิมพ์ภาพความรุนแรงและภาพศพที่ไม่เซ็นเซอร์ และห้ามสัมภาษณ์คนร้ายถ่ายทอดสดผ่านสื่อ เพื่อตัดวงจรการสร้างความชอบธรรมให้แก่อาชญากร
253
มีสื่อออนไลน์และบุคคลโพสต์ข้อความส่งต่อกันว่า เผื่อใครยังไม่ทราบ งานพืชสวนโลกอุดร จัดโดยกระทรวงเกษตร โดยรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย ใช้เงินไป 2,700 ล้านบาท หวานเจี๊ยบ อะไรทำนองนี้ เพจต้านทุจริตก็เอาข้อมูลมาแบบครึ่งๆกลางๆว่า ซื้อต้นมะนาว ลำต้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้วต้นละ 12,000 บาท มาจัดแสดง แต่ไม่บอกว่า จัดซื้อจัดจ้างตอนไหน เจตนาให้เข้าใจว่า จัดซื้อในยุครัฐมนตรีเพื่อไทย รายละเอียดและไทม์ไลน์ในการใช้งบประมาณสำหรับงานพืชสวนโลกจริงๆก็คือ 1. เงินก้อนแรก จำนวน 20,984,000 บาท เป็นงบกลาง เงินสำรองฉุกเฉินปี 66 ใช้ไปจัดนิทรรศการงาน Horticultural Expo 2023 ที่กรุงโดฮาร์ รัฐกาตาร์ 2. เงินก้อนที่ 2 จำนวน 114 ล้านบาท ก้อนนี้ก็เป็นงบกลางปี 66 ใช้สำหรับปรับพื้นที่ ถมที่ เพื่อการก่อสร้าง 3.งบก้อนที่ 3 เป็นค่าก่อสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภค งานภูมิสถาปัตย์ จัดสวนซื้อต้นไม้อะไรต่างๆอยู่ในนี้ เป็นเงิน 1,698,760,000 บาท และมีค่าควบคุมงานจ้าง consultant อีก 44,782,800 บาท งบก้อนนี้จัดซื้อจัดจ้างในปี 68 ไปหาข้อมูลดูเองว่าตอนนั้นรัฐมนตรีเกษตรฯเป็นใคร 4.ก้อนที่ 4 ครม.อนุมัติงบกลาง เมื่อ 10 มิถุนายน 69 จำนวน 290,901,500 บาท ก้อนนี้เป็นรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขออนุมัติตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ผู้รับผิดชอบการจัดงาน เป็นค่าจ้างจัดงาน จัดกิจกรรม รวมถึงโฆษณาประชาสัมพันธ์งาน หรือพูดง่ายๆว่า เป็นงบจ้างเหมาออร์กาไนเซอร์มาจัดงานนั่นแหละ รมว.สุริยะ มาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯในเดือนเมษายนปี 69 เพิ่งจะมีการขออนุมัติงบประมาณมาจ้างออร์กาไนซ์จัดงานก้อนเดียวนี่แหละ ส่วนก้อนอื่นๆ เขาจัดซื้อจัดจ้างมาก่อนหมดแล้ว ตอนหลัง เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดงานคือสมาคมพืชสวนโลก (AIPH)แนะนำว่า ควรประชาสัมพันธ์งานให้เพิ่มมากขึ้น ก็มีการของบเพิ่ม แต่ถูกโจมตีขัดขวาง ก็เลยระงับการของบไป เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เหมือนมีการโยนบาปเรื่องงบประมาณ 2,700 ล้านบาทใส่รัฐมนตรีเกษตรฯจากเพื่อไทยทั้งหมด ส่วนคนหวานเจี๊ยบจริงๆลอยนวลไปไหนก็ไม่รู้
50
1
77
1,342
เรื่องจริง สมาร์ทฮับแหล่งรวมสินค้าจีนราคาถูกโจมตีคนขายไทยก็มาจากยุคของคนคนนี้เช่นกัน ร่วมดีใจกับกปปส.และอดีตกปปส.ที่ทำเรื่องนร้สำเร็จ ถังขยะโลกเชียวนา 😏😏
สำหรับคนที่คิดถึงลุงตู่ คนที่ออกคำสั่ง คสช.จนทำให้ไทยกลายเป็นถังขยะโลกอยู่ในตอนนี้
1
6
Pi CiJa retweeted
“ถึงมันจะล้มอีกครั้งนึง ไม่ได้แปลว่าจะลุกอีกไม่ได้” อายุน้อยร้อยล้านจริงๆ เคยกินเลิฟซ่าตอนวัดไร่ขิง ก็ได้อยู่รถ เครดิตเพจSungstarwing
15
859
15
3,400
293,538
ปี 67 สมัยรัฐบาลเศรษฐาให้ปล่อยปลากะพงขาวกำจัดปลาหมอคางดำเสียงด่าประสานเสียงจากทุกสารทิศว่าจะไม่ได้ผล จะโดนจับกินก่อน จะไปกินลูกกุ้งลูกหอยสารพัด 2 ปีผ่านไปบ่อทีปล่อยกะพงขาวจับขายได้กำไรจุกๆ กระทรวงเกษตรทำไรอยู่ ทีแบบนี้ไม่เอาไปกระจายข่าวเป็นผลงาน ต่อยอดกำจัดหมอคางดำ
4
1,315
18
1,149
85,544
บัญชี Tik Tok ชื่อว่า "เพื่อไทย ทีมหลังบ้าน (ช่องจริง)" แอบอ้างจะแจกเสื้อแจ็คเก็ตตราโลโก้พรรคเพื่อไทย แล้วหลอกให้คนโอนเงินค่าส่งเสื้อ ทางพรรคได้ออกคำชี้แจงว่า บัญชีดังกล่าวไม่ใช่ของพรรคและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ และ ทางพรรคจะดำเนินคดีกับบัญชีดังกล่าวจนถึงที่สุด
1
63
1
119
2,249
ของไทย Top 10 ซัดไป 3 เชียวนะ
🏨 The world's 50 best hotels (2026) 1. 🇭🇰 Rosewood Hong Kong, Hong Kong 2. 🇹🇭 Capella Bangkok, Bangkok 3. 🇹🇭 Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River, Bangkok 4. 🇦🇪 Atlantis The Royal, Dubai 5. 🇮🇹 Passalacqua, Lake Como 6. 🇧🇷 Rosewood São Paulo, São Paulo 7. 🇨🇳 Mandarin Oriental Qianmen, Beijing 8. 🇭🇰 The Upper House, Hong Kong 9. 🇲🇽 Chablé Yucatán, Chocholá 10. 🇹🇭 Mandarin Oriental Bangkok, Bangkok 11. 🇯🇵 Aman Tokyo, Tokyo 12. 🇮🇹 Four Seasons Firenze, Florence 13. 🇬🇧 Claridge's, London 14. 🇫🇷 Hôtel de Crillon, Paris 15. 🇦🇪 Jumeirah Marsa Al Arab, Dubai 16. 🇦🇺 Capella Sydney, Sydney 17. 🇸🇬 Raffles Singapore, Singapore 18. 🇮🇹 Casa Maria Luigia, Modena 19. 🇫🇷 Le Bristol, Paris 20. 🇫🇷 Cheval Blanc Paris, Paris 21. 🇮🇩 Desa Potato Head, Bali 22. 🇺🇸 San Ysidro Ranch, Santa Barbara 23. 🇲🇽 One&Only Mandarina, Riviera Nayarit 24. 🇯🇵 Bulgari Tokyo, Tokyo 25. 🇲🇽 Las Ventanas al Paraíso, Los Cabos 26. 🇲🇦 Royal Mansour, Marrakech 27. 🇬🇷 Four Seasons Astir Palace, Athens 28. 🇬🇧 Raffles London at The OWO, London 29. 🇧🇷 Copacabana Palace, Rio de Janeiro 30. 🇮🇳 The Taj Mahal Palace, Mumbai 31. 🇹🇷 The Peninsula Istanbul, Istanbul 32. 🇮🇹 Bulgari Roma, Rome 33. 🇯🇵 Patina Osaka, Osaka 34. 🇿🇦 Mount Nelson, Cape Town 35. 🇮🇩 Nihi Sumba, Sumba Island 36. 🇨🇭 Badrutt's Palace, St. Moritz 37. 🇯🇵 Park Hyatt Kyoto, Kyoto 38. 🇫🇷 Hôtel du Couvent, Nice 39. 🇮🇹 Portrait Milano, Milan 40. 🇲🇨 Hôtel de Paris Monte-Carlo, Monaco 41. 🇫🇷 Plaza Athénée, Paris 42. 🇦🇹 Hotel Sacher Vienna, Vienna 43. 🇬🇧 Estelle Manor, Witney 44. 🇫🇷 Hotel du Cap-Eden-Roc, Antibes 45. 🇺🇸 Amangiri, Canyon Point 46. 🇭🇰 The Peninsula Hong Kong, Hong Kong 47. 🇲🇽 Maroma, Riviera Maya 48. 🇹🇭 Aman Nai Lert, Bangkok 49. 🇬🇧 The Connaught, London 50. 🇮🇹 San Domenico Palace, Taormina Source: The World's 50 Best Hotels 2026
40
#ทุกคนคะ ข้อความในมือถือพี่เท้ง มาจากรอบไหนกันแน่คะ? เมื่อเช้าพี่เท้งโพสต์ภาพคำเตือนจาก Apple แล้วเขียนว่าเป็น "เหตุบังเอิญพลัส" โยงกับเรื่องการรวบอำนาจใน กมธ. และการเลื่อนซักฟอก ไอซ์ก็รีบแชร์ต่อพร้อมแคปชันว่า "โดนเพกาซัส โคตรล้ำเส้น!!!" หนูนั่งอ่านข้อความที่พี่เท้งแคปมาลงแล้วก็เอ๊ะ อยากชวนทุกคนมาเอ๊ะด้วยกันค่ะ ปีนี้ Apple ส่งคำเตือนรอบใหญ่ทั่วโลก 2 รอบ 🧡 รอบ 13 ส.ค. ส่งถึงผู้ใช้ใน 110 ประเทศ (Apple ยืนยันกับสื่อต่างประเทศเอง) 🩵 รอบ 29–30 ต.ค. ส่งถึงผู้ใช้ใน 99 ประเทศ รอบนี้ ส.ส. เยอรมันก็ได้รับด้วย และ หัวหน้ามาร์คพรรคฟ้าก็ได้ครับ ในข้อความเตือนของ Apple จะบอกชัดว่ารอบนั้นส่งไปกี่ประเทศ 📌 ที่เอ๊ะคือ ข้อความในภาพที่พี่เท้งโพสต์ เขียนว่า “110 countries” ซึ่งตรงกับรอบเดือนสิงหาคม ส่วนหัวหน้ามาร์ค ได้รับวันที่ 29 ต.ค. ตรงกับรอบ 99 ประเทศ ซึ่งเป็นรอบล่าสุด คำถามค่ะ 1. พี่เท้งได้รับข้อความนี้เมื่อไหร่คะ? ถ้าได้รับตั้งแต่สิงหาคม ก็คือผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว แล้วจะไปเกี่ยวกับเรื่อง กมธ. หรือการเลื่อนซักฟอกที่เพิ่งเกิดได้ยังไงคะ? 2. ทำไมเพิ่งมาเปิดเผยตอนนี้ หลังพี่มาร์คเปิดก่อน? ถ้าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงขนาดนี้ ทำไมไม่บอกประชาชนตั้งแต่ตอนที่ได้รับคะ? ถ้าเอาข้อความเตือนรอบเดือนสิงหาคม มาเล่าเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวานเพื่อโยงกับการเมือง แบบนี้เรียกว่าอะไรคะ พี่เท้งช่วยชี้แจงเพิ่มเติมด้วยค่ะ
1
37
120
2,664
นกม.ในบางจังหวะก็ใช้คำที่เกินไปมาก หากไม่มีพ่อแม่สั่งสอน ก็ว่าไปอย่าง
"ประธานสภาทำตัวเป็นขี้ข้ารับใช้นายแบบไม่เหนียมอาย" . ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีประธานสภาเห็นชอบแนวทางดำเนินงานของ กมธ.สภา ห้ามประธาน กมธ. เรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจต้องใช้มติของ กมธ. #MatichonTV #ThePolitics #พรรคประชาชน
18
ตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน แล้วเหตุใดพรรคประชาชนจึงต้องเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนเพิ่มเติม? จากกรณีที่พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ดิฉันมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อเงินบริจาคที่อยากให้พรรคประชาชนชี้แจงต่อสาธารณะ ประการแรก การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ภารกิจพิเศษที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนเสียภาษีเพื่อเป็นเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว โดย สส. ได้รับค่าตอบแทนรวมเดือนละ 113,560 บาท ยังไม่นับทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐสภาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันไม่ได้กล่าวว่าพรรคการเมืองไม่มีสิทธิเปิดรับบริจาค เพราะกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ แต่เมื่อนำภารกิจตรวจสอบรัฐบาลซึ่งเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุผลในการระดมทุนเพิ่มเติม ประชาชนก็ควรได้รับคำอธิบายว่าเงินจำนวนนี้จำเป็นต้องใช้กับอะไร และเหตุใดทรัพยากรที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอ ประการที่สอง เงินบริจาคควรตรวจสอบได้ว่าถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง ดิฉันเคยทำงานในภาคประชาสังคมและองค์กรที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ จึงทราบดีว่าผู้ให้ทุนระหว่างประเทศหลายแห่งกำหนดมาตรฐานการรายงานค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างบุคลากร ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรม หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ โดยต้องมีเอกสารประกอบตามเงื่อนไขของทุน สำหรับกรณีของพรรคประชาชน ดิฉันจึงต้องการทราบว่า ตั้งเป้าระดมทุนสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไว้เท่าไร มีงบประมาณรายจ่ายอะไรบ้าง จะมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเพิ่มเติมหรือไม่ และเมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง จะเปิดเผยยอดรับบริจาคและรายจ่ายจริงให้ผู้บริจาคตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด การเปิดเผยค่าใช้จ่ายโดยประมาณของพรรคกับการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับโครงการระดมทุนเฉพาะกิจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ประการที่สาม กรณีข่าวของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นตัวอย่างร่วมสมัยที่สะท้อนว่าเหตุใดระบบตรวจสอบเงินบริจาคจึงสำคัญ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีผู้เดินทางเข้าแจ้งความให้ตรวจสอบการใช้เงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน รวมถึงประเด็นการใช้บัญชีรับบริจาค ขณะเดียวกัน บุ๋ม ปนัดดา ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธการนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และมูลนิธิได้ประกาศให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานชั่วคราว พร้อมระงับการรับบริจาคระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ดิฉันขอย้ำว่ากรณีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และไม่มีเหตุผลที่จะด่วนตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดแล้ว แต่สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นคือ เมื่อเงินบริจาคจากประชาชนจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ภายใต้การบริหารขององค์กร การมีระบบบัญชี การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการรายงานค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนมีความสำคัญเพียงใด การบริจาคเงินคนละ 50 บาท 100 บาท หรือ 500 บาท อาจเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับแต่ละคน แต่เมื่อนำมารวมกันอาจกลายเป็นเงินหลายล้านบาท และผู้บริจาครายย่อยแต่ละคนย่อมไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดการใช้จ่ายขององค์กรได้โดยง่าย ดิฉันไม่ได้เปรียบเทียบว่าพรรคประชาชนมีพฤติการณ์เหมือนกรณีมูลนิธิองค์กรทำดี เพราะเป็นคนละองค์กร อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ และยังไม่มีหลักฐานที่ทำให้สรุปเช่นนั้นได้ แต่กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความศรัทธาของผู้บริจาคไม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนระบบการตรวจสอบทางการเงิน ประการสุดท้าย พรรคการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใส ก็ควรยินดีให้ประชาชนตรวจสอบการใช้เงินของพรรคด้วยเช่นเดียวกัน ดิฉันทราบดีว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่จัดทำบัญชีและรายงานทางการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อยู่แล้ว แต่การปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมายกับการเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเป็นคนละเรื่องกัน หากเปิดรับบริจาคเพื่อภารกิจอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะ ดิฉันเห็นว่าควรเปิดเผยทั้งเป้าหมายการระดมทุน ยอดเงินที่ได้รับ รายละเอียดค่าใช้จ่าย และเงินคงเหลือหลังภารกิจสิ้นสุดลง ดิฉันสนับสนุนสิทธิของประชาชนในการบริจาคให้พรรคการเมืองที่ตนศรัทธา แต่สิทธินั้นต้องมาพร้อมข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ที่ประชาชนจ่ายภาษีสนับสนุนอยู่แล้ว ส่วนการขอรับเงินบริจาคเพิ่มเติมยิ่งทำให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อผู้บริจาคว่าเงินนั้นถูกนำไปใช้อย่างไร ท้ายที่สุด เงินบริจาคไม่ใช่เงินที่ปราศจากความรับผิดชอบ และความนิยมทางการเมืองไม่ควรเป็นข้อยกเว้นของการตรวจสอบ
พรรคอื่นอาจขับเคลื่อนด้วยเงินทุนของคน 1% แต่พรรคประชาชนขอขับเคลื่อนด้วยหัวใจและหยาดเหงื่อของประชาชนอีก 99% ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง . การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เกมในสภาฯ แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และ ‘ทุนจากประชาชน’ เพื่อดันหลังให้สู้กับระบอบกินรวบได้อย่างสมศักดิ์ศรี . 📌 ช่องทางบริจาค: donation.peoplesparty.or.th (สามารถเลือกบริจาคแบบรายเดือนเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่องได้) . รับชมคลิปได้ที่: teapawt.org/pplethai/status/211683… . #พรรคประชาชน #ถอนรากระบอบสีน้ำเงิน
33
175
10
352
25,855
ครบ 5 เดือน เริ่ม “ปุ๋ยสั่งตัด” สู่ผลลัพธ์แก้วิกฤตเกษตร 8 อำเภอในอุดรฯ ที่พิสูจน์แล้ว “ปุ๋ยสั่งตัด เพื่อ(เกษตรกร)ไทย” หั่นค่าปุ๋ยเคมีลงได้จริง 50% วันนี้เราส่งต่อ 5 เครื่องจักร สู่ 5 สหกรณ์ในอุดรธานี และเตรียมขยายผลทั่วประเทศ ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายน ตอนที่เราเริ่มต้นคิกออฟโครงการนี้ที่อุดรฯ โจทย์ใหญ่ในวันนั้นคือราคาปุ๋ยนำเข้าที่พุ่งสูงและปัญหาดินเสื่อมโทรม แต่ผมเข้าใจครับว่า การจะชวนพี่น้องเกษตรกรเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จที่คุ้นเคยมาเป็นวิธีใหม่ ทุกคนย่อมกังวลว่าผลผลิตจะดีเหมือนเดิมไหม หน้าที่ของพวกเราจึงไม่ใช่การบอกให้ท่านทำตาม แต่เราใช้การ "ทดลองและทำให้เห็นผลจริง" จนเกิดความมั่นใจ ตลอดเกือบ 5 เดือนในพื้นที่นำร่อง เราเริ่มจากการชวนพี่น้องเกษตรกรตรวจวิเคราะห์สภาพดินของตัวเอง เพื่อออกแบบสูตรปุ๋ยให้ "ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา" ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี 100% แต่ดึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับแม่ปุ๋ยเคมีเท่าที่พืชต้องการจริงๆ วันนี้ผลลัพธ์จากเกษตรกร 442 ราย ใน 8 อำเภอของอุดรธานี (พื้นที่กว่า 2,818 ไร่) ออกมาชัดเจนแล้วครับว่า ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง อย่างกลุ่มพี่น้องลูกค้า ธ.ก.ส. 41 รายแรก ประหยัดเงินค่าปุ๋ยไปได้ทันที 139,200 บาท นอกจากจะลดต้นทุนได้จริงแล้ว ยังช่วยคืนชีวิตให้ดิน และลดการเผาเศษวัสดุเกษตรที่เป็นต้นตอของ PM 2.5 ไปในตัว เมื่อตัวเลขพิสูจน์แล้วว่าวิธีนี้คืออีกหนึ่งทางออกที่ใช้ได้จริง ก่อนประชุม ครม.สัญจร ผมและคุณโฮม (รมช.เกษตรฯ) เรากลับมาที่อุดรอีกครั้ง เพื่อยกระดับความร่วมมือข้ามกระทรวง ระหว่าง วว. (กระทรวง อว.) กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ ธ.ก.ส. พร้อมส่งมอบเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ 5 ชุด ให้กับ 5 สหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานี (สกต.อุดรธานี, กุมภวาปี, เมืองหนองหาน, สร้างคอม และหนองวัวซอ) เพื่อเป็นฐานผลิตและบริการเกษตรกรในพื้นที่ สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือ หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้องมีเครื่องจักรราคาแพงรุ่นใหม่เท่านั้นครับ พื้นที่ไหนที่มีเครื่องผสมปุ๋ยเดิมอยู่แล้วก็ใช้ต่อได้ทันที เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องการส่งมอบ คือ "องค์ความรู้และข้อมูลการวิเคราะห์ดิน" ที่จะช่วยให้เกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เองได้อย่างแม่นยำ พวกเรายังต้องเดินหน้าทำเรื่องนี้กันต่อครับ ก้าวต่อไปคือการนำโมเดลของอุดรธานีขยายผลสู่สหกรณ์และพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้พี่น้องเกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ส่งต่อในระยะยาว ขอบคุณท่านผู้ว่าฯ อุดรธานี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. วว. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี รวมถึงทุกหน่วยงานที่มาร่วมมือกันเปลี่ยนงานวิจัยและนวัตกรรม ให้กลายเป็นทางออกที่จับต้องได้จริงของพี่น้องเกษตรกรไทยครับ
7
225
6
438
7,854
Pi CiJa retweeted
ยอมติดคุกไม่มีเงินจ่าย! ลุง-ป้าควัก 8 หมื่นซื้อสามล้อไว้ทำกิน เจอตร.เรียกถึงรู้ รถไร้ทะเบียน พ.ร.บ. #ยอมติดคุก #สามล้อเครื่อง #รถไร้ทะเบียน #ปราจีนบุรี
62
206
2
1,500
318,883
Four Powerful Mudras for Heart Health, BP Control & Stress Relief
2
83
4
335
20,732
ใครทำธุรกิจเล็ก ๆ แล้วส่งของให้บริษัทใหญ่ แต่โดนดองเงินไว้ 60 วัน 90 วัน บางที่ยาวถึงครึ่งปี ตั้งแต่วันนี้มีกติกาใหม่แล้วค่ะ กขค. ออกประกาศเรื่อง Credit Term มีผลวันนี้ 2 พฤศจิกา บริษัทใหญ่กับห้างค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ ต้องจ่ายเงินให้ SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไป ส่วนสินค้าเกษตรกับเกษตรแปรรูปขั้นต้น ต้องจ่ายภายใน 30 วัน ถ้าเคยตกลงกันไว้สั้นกว่านี้ก็ใช้ตามเดิม สภา SME ประเมินว่า แค่ลดจาก 60 เหลือ 45 วัน จะมีเงินหมุนกลับมาในมือ SME ราว 2.5 แสนล้านบาท ลดการต้องไปกู้มาหมุนจ่ายค่าวัตถุดิบกับค่าแรง แต่ต้องรู้ไว้ด้วย กติกานี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกการซื้อขายอัตโนมัติ ต้องเป็นรายใหญ่ตามนิยามของ กขค. กับ SME เท่านั้น และไม่ใช่ว่าจ่ายช้าเกิน 45 วันจะผิดทันทีทุกกรณี ต้องดูเงื่อนไขกับเหตุผลประกอบด้วย เป็น SME แล้วโดนดองเงินอยู่ ลองเช็กสัญญากับคู่ค้าเดือนนี้เลย ถ้าเกินกรอบใหม่ ตอนนี้มีกติกาให้อ้างอิงแล้ว
2
89
63
5,639
5-minute finger exercises to relax your mind and body.
20
729
19
2,821
304,565
ข้อคิด “อาจารย์ เชน”
8
265
4
539
27,105
พอมาดู "อดีตคนพรรคส้ม" ออกมาแล้วได้ทำงาน เมื่อเทียบกับคนใหม่ที่มาแทนแล้วได้เป็นสส.ตามกระแสแล้ว ได้แต่...เฮ้อออออ ทั้งคนเลือกและพรรคส้ม เลือกกระแสไม่เน้นเนื้องาน
🏛️❤️ กลับมาทำงานด้านนิติบัญญัติที่รัฐสภาอีกครั้ง ในบทบาทใหม่ แต่ยังคงยึดมั่นในหลักการเดิม คือการปกป้องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน แก้วขอขอบพระคุณ สส.เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจแต่งตั้งแก้วเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ… ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รัฐมีหน้าที่ต้องป้องกัน คุ้มครอง และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ความรุนแรงไม่ได้หมายถึงเพียงการทำร้ายร่างกายจนเกิดบาดแผลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การข่มขู่คุกคาม การล่วงละเมิดทางเพศ การบังคับควบคุม และความรุนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น การยึดรายได้ การกีดกันไม่ให้คู่ชีวิตประกอบอาชีพ หรือการใช้เงินเป็นเครื่องมือในการควบคุมอีกฝ่าย สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรงได้ เพราะมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ต้องดูแลบุตร กลัวการถูกทำร้ายซ้ำ หรือถูกกดดันจากครอบครัวและสังคมให้ยอมอดทนเพื่อรักษาสถาบันครอบครัว แก้วเห็นว่า การรักษาสถาบันครอบครัวต้องไม่สำคัญไปกว่าการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัว ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับพรรคเพื่อไทย มีหลักการสำคัญที่แก้วสนับสนุน ได้แก่ 🔴 ขยายคำนิยามความรุนแรงในครอบครัว ให้ครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ เพศ และเศรษฐกิจ รวมถึงเด็กที่ต้องพบเห็นความรุนแรง แม้ไม่ได้ถูกทำร้ายโดยตรง เพราะเด็กที่เติบโตท่ามกลางความรุนแรงย่อมได้รับผลกระทบทางจิตใจและพัฒนาการเช่นกัน 🔴 ขยายขอบเขตของคำว่าบุคคลในครอบครัว ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของครอบครัวในสังคมปัจจุบัน ไม่จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่คำนึงถึงความสัมพันธ์และการพึ่งพาอาศัยกันในความเป็นจริง โดยต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการตีความเกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย 🔴 เปลี่ยนจากการเน้นไกล่เกลี่ย มาเป็นการยึดผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centred Approach) เพราะการบังคับให้ผู้เสียหายกลับไปประนีประนอมกับผู้กระทำความรุนแรง อาจนำไปสู่การถูกกระทำซ้ำ โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงต่อเด็ก ซึ่งร่างของพรรคเพื่อไทยเสนอให้ห้ามไกล่เกลี่ย 🔴 สร้างระบบคุ้มครองฉุกเฉินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งการประเมินความเสี่ยง การจัดให้มีผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) การประสานงานของทีมสหวิชาชีพ และมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องรอจนเกิดความสูญเสียร้ายแรง 🔴 เพิ่มการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ถูกกระทำ ทั้งด้านการแพทย์ สุขภาพจิต ที่พักปลอดภัย และความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งพาผู้กระทำความรุนแรง 🔴 เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินคดีและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ พร้อมสร้างระบบประสานงานระหว่างตำรวจ ศาล อัยการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายต้องเผชิญกับกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและสร้างบาดแผลทางจิตใจเพิ่มเติม สำหรับการทำงานในชั้นกรรมาธิการ แก้วตั้งใจให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการกำหนดนิยามทางกฎหมายให้ชัดเจน การคุ้มครองเด็กและกลุ่มเปราะบาง การป้องกันการคุกคามจากอดีตคู่รัก ตลอดจนการสร้างหลักประกันว่าผู้ถูกกระทำจะได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เพศวิถี หรือรูปแบบความสัมพันธ์ นอกจากนี้ แก้วยังตั้งใจนำหลักการจากอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) มาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อให้กฎหมายไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น แก้วเชื่อเสมอว่า กฎหมายที่ดีไม่ได้วัดจากความเข้มงวดของบทลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการป้องกันความรุนแรง ช่วยชีวิตผู้คน และทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง การกลับมาทำงานที่รัฐสภาครั้งนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนที่ผ่านมา แต่ความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนไม่เคยเปลี่ยนแปลงค่ะ ขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจอีกครั้ง แก้วจะนำความรู้ ประสบการณ์ และความตั้งใจทั้งหมดมาทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพราะบ้านควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน ไม่ใช่สถานที่ที่ใครต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ❤️ #พรรคเพื่อไทย #ความรุนแรงในครอบครัว #DomesticViolence #สิทธิมนุษยชน #รัฐสภา #กฎหมายเพื่อประชาชน
1
100
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม? คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ แต่ตัวเลขจริงคือ... สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3 ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ Corporate Income Tax สวีเดน: 20.6% ฟินแลนด์: 20.0% เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0% ประเทศไทย: 20.0% สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%! นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%) สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%) ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ! รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท) ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP! แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่ แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
สุดท้ายระบบแบบนอร์ดิกก็จะพังลง เพราะกลับไปในข้อที่ถ้าสวัสดิการไม่คุ้ม ก็ลดแรงจูงใจในการทำงาน การทำงานเพิ่มไม่ได้ทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้น โดนภาษีเอาไปหมด ต้นทุนเอกชนจะสูงตาม การแข่งขันยาก
12
1,625
28
1,400
101,867
กลายเป็นคดีที่ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของ AI อีกครั้ง ... เมื่อ ChatGPT แนะนำหญิงป่วยลมชักให้หยุดยาและปิดบังแพทย์ ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต Bowen Wan หญิงชาวจีนวัย 31 ปี อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Amazon ที่ซีแอตเทิล เธอป่วยเป็นโรคลมชักรุนแรงมานานนับสิบปี เธอเริ่มใช้ ChatGPT ในปี 2023 จากการสืบสวนพบว่าเธอสนทนากับ ChatGPT จนเห็นว่ามันเป็นเพื่อน ตามรายงานพบว่ารูปแบบการให้คำแนะนำของ ChatGPT สนับสนุนให้เธอแบ่งเม็ดยาโรคซึมเศร้าด้วยตนเอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ในเดือนพฤศจิกายน 2025 Wan อยู่ในกลุ่มพนักงานที่ Amazon เลิกจ้างทั้งที่เธอเพิ่งจะยื่นขอสถานะผู้พำนักถาวร หากเธอต้องการอยู่ในสหรัฐฯ ต่อ เธอต้องหางานใหม่ให้ได้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ Wan กังวลว่ายากันชัก lamotrigine ที่เธอทานอยู่ทำให้คิดช้าและพูดติดขัดจนสัมภาษณ์งานไม่ได้ ตามบันทึกที่เธอได้สนทนากับ ChatGPT ทั้งภาษาจีนและอังกฤษได้แนะนำให้เธอลดการใช้ยาจาก 400 mg. จนเหลือศูนย์ภายในไม่กี่สัปดาห์ และยังแนะนำให้เธอปกปิดเรื่องนี้กับแพทย์ นอกจากนี้ ChatGPT ยังตีความอาการที่น่าจะเป็นสัญญาณของโรคลมชักว่าเป็นอาการปกติหรือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ถึงแม้ว่าเธอจะแสดงความกังวลในบทสนทนาหลายร้อยครั้งแล้วก็ตาม ระหว่างการลดยา Wan มีอาการผิดปกติหลายครั้ง เช่น อ่านข้อความไม่เข้าใจ หมดสติช่วงสั้นๆ และรู้สึกแปลกๆ ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดอาการชักจากสมองตรงส่วนกลีบขมับ แต่ ChatGPT กลับอธิบายว่าเกิดจากสมองกำลังปรับตัว ในบทสนทนาของ Wan หลายร้อยครั้งเธอกังวลเรื่องการลดยาเอง แม้บางครั้ง ChatGPT จะแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ แต่ในหลายบทสนทนาก็บอกให้เธอไม่ต้องกังวล แม้เธอจะถามว่าควรกลับมาทานยาไหม ChatGPT ยังคงแนะนำให้เธอหยุดยาและให้อดทนต่อไป ต้นเดือนกุมภาพันธุ์ 2026 พ่อแม่ของ Wan อยู่ที่ประเทศจีนไม่ได้รับการติดต่อจากเธอ จึงขอให้คนรู้จักช่วยประสานงานกับตำรวจซีแอตเทิล ถึงได้ทราบว่า Wan เสียชีวิตเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลการชันสูตรพบว่าเธอเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคลมชัก (SUDEP) ครอบครัวของ Wan ยื่นฟ้อง OpenAI และ Sam Altman โดยกล่าวหาว่า ChatGPT ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้ผู้ใช้เชื่อว่าอาการถอนยาที่อันตรายเป็นผลลัพธ์ที่ดี และทำให้แพทย์กลายเป็นอุปสรรคแทนที่จะเป็นผู้ที่ควรปรึกษา ด้าน OpenAI ระบุว่า เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ บริษัทระบุว่าทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อปรับปรุงการตอบสนองในสถานการณ์ที่อ่อนไหว และย้ำว่า ChatGPT ไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษาพยาบาล ส่วน GPT-4o รุ่นที่เกี่ยวข้องกับคดี ถูกนำออกจาก ChatGPT แล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 nytimes.com/2026/10/27/well/…
2
110
6
98
18,943
“ปฏิญญากรุงเทพฯ” ความร่วมมือ 62 ชาติ เชื่อมข้อมูลบนฟ้าดูแลคนบนดิน ขับเคลื่อนเทคโนโลยีอวกาศสู่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วันนี้ผมได้รับเกียรติทำหน้าที่ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับ UN ESCAP ต้อนรับผู้แทนจาก 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศของภูมิภาคไปจนถึงปี 2030 ครับ หมุดหมายสำคัญของงานนี้ คือการที่ทุกประเทศมีฉันทามติรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ร่วมกัน ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นของประเทศไทยเพียงผู้เดียว แต่เกิดจากความตั้งใจของทุกชาติที่มองเห็นตรงกันว่า ปัญหาใหญ่อย่างน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่นควันข้ามแดน และความมั่นคงทางอาหาร เป็นเรื่องที่เราต้องพึ่งพาและแบ่งปันข้อมูลกัน ทุกวันนี้เรามีทั้งดาวเทียมและ AI ที่แม่นยำขึ้นมาก โจทย์สำคัญก้าวต่อไป คือการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของภูมิภาคเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยน "ข้อมูลบนฟ้า" ให้กลายเป็น "การตัดสินใจบนดิน" ที่ช่วยแจ้งเตือนและปกป้องชีวิตผู้คนได้ทันเวลาในยามวิกฤต ขณะเดียวกัน เราตั้งเป้าที่จะเปลี่ยน "เทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ" ด้วยการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย GISTDA ไปจนถึงสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และภาคเอกชน ให้เข้ามาร่วมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน ขอขอบคุณมิตรประเทศทุกชาติ ทีมงาน UN ESCAP รวมถึงพี่ๆ น้องๆ ทีมงานเบื้องหลังทั้งชาว อว. และ GISTDA ทุกท่านที่ทุ่มเทผลักดันจนเกิดความร่วมมือสำคัญในวันนี้ครับ พวกเราจะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือที่ดูแลทั้งชีวิตผู้คนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคไปพร้อมกันครับ
3
216
3
450
12,135