พอเริ่มเขียนหลายเรื่องเข้า (ซึ่งจริงๆ ก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่เลย) ชื่อตัวละครก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน
วันก่อนไปนอนบ้านอาม่า เลยบอกแม่ว่า "จดชื่อเพื่อนสมัยเรียนแม่ให้หนูหน่อย" แม่นั่งจดให้เป็นการใหญ่ ได้มา 100 กว่าชื่อ (ใช่ค่ะ แม่เราความจำดีมาก) เลยได้คลังขื่อตัวละครรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเอาไว้ใช้สบายแฮไปอีกพักใหญ่ๆ 😁
ส่วนชื่อตัวละครหลักของเราก็มีที่มาหลายอย่างค่ะ หลักๆ เลยมักจะเลือกจากความหมายเหมาะกับคาแรกเตอร์ของตัวละครนั้นๆ อย่าง 'อาณัติ' หรือ 'อรินท์'
ในบางกรณี ความหมายที่ว่าอาจจะไม่ใช่ความหมายในเชิงภาษา แต่มีความหมายในบริบทของเรื่องซึ่งส่งผลต่อตัวละครโดยตรง อย่าง 'ภูวเนตร' 'พรมีนา' หรือคุณพระเอกเรื่องล่าสุด 'พี่สาม' ที่ 'สาม' ไม่ได้แปลว่าลูกคนที่ 3 แต่มีความหมายอื่นแฝงอยู่ 😏
นอกนั้นก็ยังมีอีกส่วนนึงที่มาจากชื่อของใครบางคนในชีวิตจริงเอามาดัด หรือใช้แบบโต้งๆ เลย
ล่าสุด คุยกับคุณสามีเรื่องลูกค้ากึ่งเพื่อนคนนึง ซึ่งเราไม่ชอบเค้าเลย เพราะชอบมาเอาเปรียบสามีเรา ออกแนวตอดเล็กตอดน้อยได้ก็เอา
ึวันนั้นเป็นครั้งแรกที่คุณสารู้สึกเคืองว่าโดนเอาเปรียบเกินไป เราเลยบอกคุณสาว่า
"อ้วนเอาชื่อxxมาใส่ในนิยายอ้วนด้วย"
คุณสางงมากว่าอารมณ์ไหน
"ให้มันโดนพระเอกแบล็กเมล ละไล่ออกนอกประเทศไปละ ข้อหาหมั่นไส้"
คุณสาคือ 🤣🤣🤣🤣
ว่าแล้วเดี๋ยวเรื่องหน้าจัดอีกซักคน 😈
จำไม่ได้ว่าพี่สามเรียกคุณรินท์ว่าอะไร ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ... เค้าเคยไปเรียกกันไว้ในเรื่องไหนละเนี่ย?? 😵💫
เช้าวันต่อมา บอร์ดที่ชั้นล่างของบริษัทก็มีแถลงการณ์ของรองกรรมการผู้จัดการแปะหรา
ผมขอชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับผมและคุณแสนหวง พนักงานฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้
1. ผมเป็นฝ่ายตามจีบคุณแสนหวง
2. ผมเป็นฝ่ายขอไปส่งคุณแสนหวงที่บ้านโดยได้รับความยินยอมจากครอบครัวของเธอ
3. สถานะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณแสนหวง ณ เวลานี้ เป็นรักข้างเดียว
4. ผมกับคุณแสนหวงยังไม่เคยมีสัมพันธ์เกินเลย
5. เป็นความจริงที่ผมหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาไปถึงขั้นแต่งงาน (ผมอายุ 33 ปี แล้วนะครับ!)
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะเอาใจช่วยให้ผมสมหวังในความรักครั้งนี้ด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
อรินท์🖤
หมายเหตุ: เนื่องจากคำชี้แจงนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกปลดลงภายในครึ่งวัน หากต้องการอ่านซ้ำในภายหลัง กรุณาถ่ายรูปเก็บไว้นะครับ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
#ห่วงหวงพ่วงด้วยรัก มีแผนจะ rewrite เร็วๆ นี้นะคะ
อ่านตอนนี้ได้ความฟีลกู๊ด หวานละมุนใจ แต่ถ้ารออ่านหลัง rewrite จะเพิ่มมุมเล็กๆ ของคุณอรินท์เข้ามา รสชาติก็จะหลากหลายขึ้นอีกนิด (คนเขียนอยากให้คนอ่านรักคุณอรินท์มั่ง เอ็มเค้าน่ารักนะ 😌)
ถ้าใครสนใจอยากแนะนำให้ซื้อไว้ตอนนี้ค่ะ เพราะว่าจะคุ้มมาก หลัง rewrite แล้วขยับราคาขึ้นแน่นอน เนื่องจากจำนวนตอนจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยๆ 5 ตอนเลยค่ะ 😇
อ่านได้บน Meb / Naiin / Dek-D / ReadAWrite
ลดราคาพิเศษเฉพาะช่วง #mebEbookFair2026 นี้นะคะ 😉
ตามที่สัญญาไว้ แวะมารีวิวประสบการณ์การไป 'เกาะนัดพบ' หนึ่งในกิจกรรมของ #งานหนังสือระดับชาติครั้งที่31 ที่ผ่านมาค่ะ 😁
💚 เกาะนัดพบคืออะไร?
ถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็น business matching ระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียนและนักวาดนั่นเอง โดยนักเขียนก็มีทั้ง fiction และ non-fiction ส่วนนักวาดก็จะเป็นสาย comic หรือมังงะ คือมีไอเดียเรื่องของตัวเองด้วยค่ะ
ด้วยความที่กิจกรรมนี้โผล่มาแบบปุบปับช่วงใกล้ถึงวันงาน และรายละเอียดอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก ก็เลยคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะพลาดโอกาสลงทะเบียนเข้าร่วมงานด้วยเหตุนี้ แต่อย่าเพิ่งเสียใจไปค่ะ ดูจาก feedback ของฝั่งสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน และทางฝั่งนักเขียน/นักวาดเอง คิดว่าปีหน้าน่าจะมีกิจกรรมนี้อีกค่ะ 😇
💚 กิจกรรมมีอะไรบ้าง?
ลำดับของการเข้าร่วมคือทาง Pubat เปิดรับสมัครสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมก่อน จากนั้นถึงมาเปิดรับสมัครฝั่งนักเขียน/นักวาด ซึ่งพอเราจิ้มแบบฟอร์มลงทะเบียนเข้าร่วมไป ก็จะเห็นรายชื่อสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วม และมีบอกภาพรวมไว้ว่าจะมีเปิดรับงานแนวไหนบ้างใน business matching ครั้งนี้ ส่วนเราที่เป็นฝั่งนักเขียนก็กรอกชื่อ นามปากกา (ถ้าไม่มีก็ใช้ชื่อจริงค่ะ) แล้วก็เลือกลักษณะผลงานของเราว่าเป็นงานแนวไหน คร่าวๆ ประมาณนี้
พอปิดลงทะเบียน เราก็มาได้รับอีเมลแจ้งว่าให้เข้าไปจัดการหน้าโปรไฟล์ของตัวเอง และอัพโหลดไฟล์ข้อมูลต่างๆ ให้เสร็จภายในวันที่ 19 ในส่วนของโปรไฟล์นั้นไม่มีอะไรมาก แค่เข้าไปกรอกและแก้ไขข้อมูลของเราเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เรียบร้อย รวมถึงอัพรูปดิสเพลย์ แต่ที่หูตาเหลือกคือ ห๊ะ! ต้องอัพเอกสารด้วยเหรอ?? เพราะนี่ก็เย็นใจว่างานตั้งเกือบสิ้นเดือน ไว้ค่อยทำรายละเอียดทีหลัง สรุปเลยต้องมานั่งทำรายละเอียดเรื่องที่จะนำไปเสนอหูตาเหลือก 😅
นอกจากส่วนของการเตรียมโปรไฟล์ตัวเองแล้ว เราก็จะเห็นโปรไฟล์ของฝั่งสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมด้วยค่ะ สามารถไปไล่ดูได้ว่าแต่ละสำนักพิมพ์เปิดรับแนวไหน มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น ไม่รับ 18+ บางสำนักพิมพ์ก็รับแนวเดียวเลยก็มี (แม้ว่าเค้าจะมีงานพิมพ์หลากหลายแนว)
จากนั้น เช้าวันที่ 20 เวลาเหมือนจะ 10 โมงรึเปล่านะ...? ก็เปิดให้นักเขียน/นักวาดทุกคนเข้าไปทำนัดสำนักพิมพ์พร้อมกัน
วิธีการทำนัดคือกดปุ่มนัดหมาย พอเข้าไปจะเห็น slot เวลา (แบ่งเป็นรอบละ 10 นาที) เราสามารถเลือก slot เวลาไหนก็ได้ จากนั้นก็ต้องเขียนข้อความเพื่อบอกว่าเราจะขอนัดคุยกับเค้าเรื่องอะไร แล้วกด submit
ข้อเสียของระบบคือ หลังจาก submit แล้วจะแก้ไม่ได้นะคะ เรามีทำผิดแล้วแก้ไปอันนึง ปรากฏว่ามันกลายเป็นไปอยู่ในช่องนัดเก่าของเมื่อปีที่แล้วไปเลย ทั้งที่ตอนแก้ไขก็ไม่มีให้เลือกวันเวลาใหม่ สรุปเลยต้องไปกดขอนัดหมายใหม่อีกรอบ
กับอีกอย่างนึงก็คือ ตอนที่เข้าไปทำนัด เราไม่เห็นเลยค่ะ ว่า slot เวลาไหนมีคนนัดไปแล้วรึยัง จนกว่าสำนักพิมพ์จะกดรับแล้ว ดังนั้นมันก็เลยออกแนววัดดวงหน่อยๆ ว่าเราอาจจะไปทำนัดซ้ำใน slot เวลาเดียวกับคนอื่นและโดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธมา
ระบบเปิดให้นักเขียน/นักวาดทำนัดได้ถึง 27 พูดง่ายๆ ก็คือวันก่อนวัน business matching กันเลยทีเดียว ข้อเสียก็คือนัดหลายๆ นัดเลยขึ้น pending และคนต่างจังหวัดก็ตกที่นั่งลำบาก ต้องมาลุ้นกันว่าสำนักพิมพ์จะนัดรับมั้ยเอาวันสุดท้าย เพราะบางเจ้าก็จะรอมาเลือกรับนัดเอาวันใกล้ๆ เลยค่ะ
คนที่ได้รับนัดกับสำนักพิมพ์ จะต้องไปลงทะเบียนที่หน้าห้องก่อนเวลา 15 นาที และสตาฟฟ์ของกิจกรรมจะเรียกให้เราไปยืนสแตนด์บายรอเข้าห้องเป็นรอบๆ ระหว่างรอก็มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งเล่นสบายๆ และมีเบรกซึ่งจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ กินแทนมื้อเที่ยงได้เลยทีเดียว
💚 business matching เป็นยังไง?
ลักษณะที่จัดในงานนี้ จะเหมือนกับงาน rights fair ทั่วไป คือเข้าไปในห้องจะมีโต๊ะตั้งเรียงเป็นแถวๆ ห่างกันพอประมาณ แต่ละโต๊ะมีป้ายบอกว่าโต๊ะไหนเป็นของสำนักพิมพ์ไหน แต่ไปถึงบอกได้เลยค่ะว่าตาลาย สตาฟฟ์ต้องเป็นคนชี้เป้าให้เราว่าโต๊ะที่เราจะไปคุยคือโต๊ะไหน
แต่ละโต๊ะจะมีเก้าอี้ฝั่งสำนักพิมพ์ 2 ตัว ฝั่งเรา 2 ตัว บางสำนักพิมพ์ก็มีบก.มาเป็นคู่ค่ะ มีแค่บางส่วนที่ฉายเดี่ยว และเนื่องจากเวลามีจำกัดแค่ 10 นาที นั่งปุ๊บ แนะนำตัวยื่นนามบัตรกันปั๊บ ก็เริ่มแนะนำงานเลยค่ะ ไม่ต้องรอให้เค้าถาม
การพูดคุยบนโต๊ะ business matching มันจะไม่ใช่การพรีเซนต์งาน แต่เป็นการไปเสนอไอเดียและพูดคุยกัน ดังนั้น ไม่ควรเตรียมคำพูดไปยาวค่ะ สิ่งที่สำนักพิมพ์อยากรู้จากเรามีแค่ logline และจุดขายของพล็อตที่เราเอาไปเสนอ จากนั้นเค้าก็จะเริ่มยิงคำถามในจุดที่เค้าอยากรู้หรือสงสัย ดังนั้น ถ้าให้เราแนะนำคือไม่ต้องท่องอะไรไป เรียบเรียงข้อมูลในหัวเพื่อให้สามารถตอบคำถามเค้าได้ครบถ้วนที่สุดก็พอ
คำถามนึงที่นักเขียนทุกคนควรจะเตรียมไป คือการถามว่าพล็อตนี้ หรือหนังสือเล่มนี้จะขายใคร? เพราะมันเป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่อยากรู้ ไม่ใช่ว่าเค้ามองตลาดไม่ออก แต่เค้ากำลังจะถามว่า คุณเข้าใจงานของตัวเองดีแค่ไหนนั่นเอง
เท่าที่คุยกับหลายๆ คน สำนักพิมพ์มักจะให้ feedback มาในทันทีค่ะ ว่าอาจจะยังไม่ตรง หรือว่าขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือมากกว่านั้นคือสนใจจะตีพิมพ์งานชิ้นนี้ ดังนั้น ให้เผื่อใจไว้ว่า หลังจากเข้าไปคุยแล้ว กลับมาอาจจะมีงานเปเปอร์ที่ต้องทำเพิ่มเติมรออยู่
แต่ต่อให้ถูกปฏิเสธ มันก็เหมือนเราได้เข้าไปแนะนำตัวแล้วค่ะ สำนักพิมพ์มักจะบอกว่าถ้าต่อไปมีงานลักษณะไหน สามารถเสนอเข้ามาให้ดูใหม่ได้ หรืออะไรแบบนี้ ก็คือเป็นการเปิดโอกาสในการเจาะเข้าสำนักพิมพ์ให้กับตัวเองแล้ว 👍
พอครบ 10 นาทีปุ๊บ แน่นอนค่ะว่าต้องโดนไล่ออกจากห้อง 😆 ต่อให้ทางสำนักพิมพ์ยังอยากคุยอะไรกับเราต่อ เค้าก็ช่วยเราไม่ได้ค่ะ เพราะมีคนอื่นรอต่อคิวเราอยู่ ดังนั้น อะไรที่อยากพูดอยากนำเสนอ ก็ต้องรีบพูดก่อนจะหมดเวลา
💚 คำถามที่เพื่อนๆ อาจสงสัย
บอกก่อนว่าอันนี้ตอบจากประสบการณ์นะคะ กรุณาอย่าถือเป็นแนวทาง อาจจะมีคนอื่นที่มีเทคนิคที่แตกต่างและดีกว่าเรา ลองปรึกษาเพื่อนๆ หลายๆ คนค่ะ
🔹 เขียนข้อความยังไงดีตอนทำนัด?
อันนี้ตอนแรกเราก็ไม่รู้ เข้าใจว่าสำนักพิมพ์เค้าจะเข้าไปดูเอกสารที่อัพโหลด ก็เลยส่งข้อความไปกลางๆ ว่าขอนัดนำเสนอไอเดียหนังสือ แต่ตอนทำนัดซ้ำรอบหลังก็มาปรับแก้เป็น pitch ไปเลยค่ะว่า พล็อตที่เราจะเสนอเค้าคือพล็อตอะไร จุดขายประมาณไหน และพอมาคุยกับสำนักพิมพ์ก็ถึงรู้ว่า เค้าไม่ได้เข้าไปดูเอกสารที่เราอุตส่าห์ปั่นแทบตายนั่น เพราะไม่มีเวลา เนื่องจากมันช่วงงานหนังสือพอดีนั่นเอง
ดังนั้น สรุปง่ายๆ คือ ในส่วนเนื้อหาใส่รายละเอียดพล็อตที่เราจะเสนอไปเลยค่ะสั้นๆ ขายตัวเองอย่างเต็มที่ สำนักพิมพ์จะได้รู้ว่าเราน่าสนใจพอที่เค้าจะรับนัดมั้ย
🔹 นัดได้กี่เจ้า?
ถ้าเรามีพล็อตที่ตรงกับความต้องการของทุกสำนักพิมพ์ จะทำเรื่องนัดทุกสำนักพิมพ์ก็ไม่มีใครห้ามค่ะ แต่ที่แนะนำคือ
1. 'ต้องตรง' ถ้าไม่ตรงสำนักพิมพ์ไม่รับค่ะ
2. ดูสภาพตัวเองนิด อย่าลืมว่าการไปนั่งนำเสนอซ้ำๆ และตอบคำถามหลากหลาย มัน drain สมองค่อนข้างมากทีเดียว ถ้านัดเยอะเกิน แล้วตัวเองมึน จะกลายเป็นนำเสนอได้ไม่ดี แล้วอาจจะพลาดสำนักพิมพ์ที่อยากได้จริงๆ ไปก็ได้
3. พล็อตเดียวกัน เสนอหลายสำนักพิมพ์ อาจจะทำให้ความน่าสนใจลดลง โดยเฉพาะสำหรับเจ้าใหญ่ๆ เพราะเค้ามองว่ามันมีโอกาสที่เราจะขายให้เจ้าอื่นไปก่อนที่เค้าจะตัดสินใจ พูดง่ายๆ คือเค้าอาจเสียเวลาพิจารณางานเราไปโดยเปล่าประโยชน์ เว้นแต่ว่า เราจะมั่นใจว่าพล็อตเรามันน่าสนใจมากจริงๆ
🔹 ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง?
เอกสารประกอบการนำเสนอ แน่นอนว่าต้องมีค่ะ เพราะการนั่งพูดลอยๆ ปากเปล่าอาจจะทำให้คนฟังหลุดโฟกัส จับประเด็นไม่ทัน และยังอาจจะลืม เพราะอย่าลืมว่าเค้าต้องนั่งฟังคนมานั่งเล่าเกิน 20 รอบตลอดทั้งวัน
แต่จะเตรียมอะไรไปแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับงานที่เราเอาไปเสนอค่ะ ถ้ามีพล็อตเดียว อาจจะเป็นกระดาษ A4 ธรรมดาไปเลยก็ได้ แค่พิมพ์รายละเอียดตัวโตๆ อ่านง่ายชัดเจน ไม่มีข้อมูลเรียงเป็นพรืด หรือบางคนก็อาจจะเตรียมเป็น present ในแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊กไปก็มี กรณีของนักวาด เราเห็นน้องบางคนพิมพ์เล่ม on demand มาเป็นตัวอย่างเลยค่ะ
ในกรณีของเรา เราทำเป็นแคตตาล็อกไปตามภาพ เนื่องจากเรามีพล็อตหลายพล็อต และแต่ละพล็อตมีสไตล์แตกต่างกัน เราเลยต้องใช้รูปโปสเตอร์เข้ามาช่วยให้เค้าสามารถกวาดตามองแล้วบอกได้ทันทีว่าเค้าสนใจพล็อตไหน
🔹 จำเป็นต้องเขียนจบก่อนมั้ย?
ไม่ค่ะ เพราะอันนี้เป็น business matching ไม่ใช่การเปิดรับต้นฉบับ มันคือการเข้าไปขายไอเดีย แต่แน่นอนว่า เราต้องมีทรีตเมนต์ที่จบเรียบร้อยแล้ว จะแบบคร่าวๆ หรือละเอียดก็แล้วแต่ เพราะถ้าสำนักพิมพ์สนใจ เค้าจะอยากได้รายละเอียดจากเรา
ส่วนกำหนด time frame ในการเขียน ก็จะเป็นการตกลงกันอีกทีค่ะ ว่าเราคิดว่าเราจะเริ่มเขียนช่วงไหน เขียนจบเมื่อไหร่ และสำนักพิมพ์เองมีคิวพิมพ์ช่วงไหน ประมาณนี้ค่ะ
💚 เราเก็บมารีวิว เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ดี ถึงปีนี้จะขลุกขลักพอสมควร แต่มันก็เป็นเพราะทุกคนก็ใหม่เหมือนกันหมด ทั้งผู้จัด เรา และสำนักพิมพ์ เรามองว่านี่คือโอกาสที่เปิดประตูให้กับนักเขียนอิสระแล้ว ครั้งหน้าก็อยากให้เพื่อนๆ สมัครกันเยอะๆ อย่ากังวลว่าตัวเองโนเนม เราก็โนเนม (มาก) อย่างเดียวที่สำคัญสำหรับงานนี้คือ 'ไอเดีย' ค่ะ
แล้วเจอกันปีหน้า ในงาน business matching นะคะ 😉
สิ่งที่ทำเมื่อกลับถึงนครนายก... ส่งสองหนุ่มสาวไปเชียงใหม่ + ส่งพ่อจ๋าแม่จ๋าของตัวป่วนไปสพฐ.
เข้าไม่เข้าไม่รู้ เราจะส่ง 😆
ปล. น้องเต่าได้มาจากที่สั่งพวงกุญแจอาโอโมริให้อาจารย์ล่าสุดค่ะ บังเอิญร้านแถมสีเขียวมาให้พอดี (น้องมีหลายสี) เลยเอามาเกาะคีย์บอร์ดน่ารักๆ
“ฉันไปร้านนั้นแป๊บนะคะ เผื่อพี่ราวี่ถาม”
คำพูดของเธอถูกส่งต่อมาถึงไกด์หนุ่มว่า
“ผมกับกิมอยู่ร้านตรงนู้นนะครับ”
แล้วคนบอกก็เดินก้าวยาวๆ ตามหลังหญิงสาวไป
ร้านที่แม่สาวนักชิมให้ความสนใจ เป็นเบเกอรี่ร้านเล็กๆ หน้ากว้างแค่ครึ่งห้อง ถ้าไม่สังเกตให้ดีแทบจะมองไม่เห็น หน้าร้านดูทึบทึมด้วยผนังเป็นเนื้อไม้ทาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ตัดกับเคาน์เตอร์ภายในที่ทาสีแดงกับสีครีมสว่างสดใส ทันทีที่เดินเข้าใกล้ร้านจะได้กลิ่นหอมอบอวลของเนย กลิ่นหวานปนไหม้นิดๆ ของคาราเมล และกลิ่นอันมีลักษณะเฉพาะตัวของเนื้อมะพร้าวผสมน้ำตาล โชยมาแตะจมูก ชวนน้ำลายสอ
ตอนเขาเข้าไปถึง หญิงสาวกำลังยืนอยู่ด้านในสุดของตัวร้านแคบยาว พยายามตัดสินใจเลือกมาการองหลากสีตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
“คุณนี่ชอบกินขนมจริงๆ เลยนะ”
“ของคาวก็ชอบค่ะ แต่จะให้กินพาสต้าไปวิ่งไปก็ไม่ไหวนี่คะ แล้วร้านนี้กลิ่นหอมมากเลย คนขายบอกว่า มาการองเป็นสินค้าแนะนำของร้านเค้า ฉันก็เลยว่าจะลองชิมดูน่ะค่ะ คุณเอาด้วยมั้ยคะ?”
หญิงสาวถามเพราะสั่งไว้แค่กล่องเล็กสี่ชิ้น คนที่ยืนอยู่ใกล้จนไหล่แทบจะเกยกันส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ ผมไม่ถนัดของหวาน”
“อ้าว! แล้วไม่บอกกันก่อนล่ะคะ? ฉันก็ชวนคุณกินเจลาโต ไหนจะพายอีก”
“มันก็สนุกดีนะคุณ กลับไปเมืองไทยก็ไม่ใช่ว่าจะไปวิ่งกินไอศกรีมที่ไหนได้”
‘คนชวน’ มองรอยยิ้มบางๆ ของชายหนุ่มแล้วพยักหน้าพอใจ
“ถ้าคุณรู้สึกแบบนั้นก็ค่อยยังชั่วค่ะ”
เธอรับถุงบรรจุกล่องมาการอง ที่ดูหรูหราสมฐานะความเป็นร้านขนมในฝรั่งเศส มาจากคนขาย เอ่ยขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษ แล้วชี้ให้ชายหนุ่มดูขนมหน้าตาเหมือนก้อนอะไรสักอย่างขยุกขยุยสีน้ำตาล กองพูนอยู่ในถาดหน้าร้าน
“อันนั้นก็มาการองนะคะ ป้ายเขียนไว้ แปลกดี ไม่เคยเห็นเลย แต่เค้าขายเป็นถุงใหญ่อย่างเดียว เสียดายจังค่ะ”
“ซื้อไปแบ่งกันชิมบนรถสิคุณ คนอื่นๆ ก็คงอยากลองชิมเหมือนกัน”
“จริงด้วยค่ะ!”
ออกไปหน้าร้าน หญิงสาวชูถุงขนมอวดบรรดาลูกทัวร์ ที่เกินครึ่งเขยิบมายืนเมียงมองอย่างสนอกสนใจกันอยู่ด้านนอก รวมทั้งไกด์ราวี่ด้วย
“เดี๋ยวไปชิมด้วยกันบนรถค่ะ”
แต่พายุดูสายตาเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์แต่ละคนแล้ว ค่อนข้างแน่ใจว่า สิ่งที่ทุกคนสนใจในตอนนี้ เห็นทีคงจะไม่ใช่รสชาติของมาการองเป็นแน่
.
รถแล่นออกมาได้เล็กน้อย แกมกาญจน์ก็ฝากไกด์ราวี่เอาถุงบรรจุ ‘มาการองรวมรส’ เดินแจกทุกคนบนรถ ตัวเธอกับพายุหยิบกันไว้คนละชิ้น หญิงสาวดมกลิ่นขนมในมือ กัดชิมคำเล็กๆ แล้วทำหน้าพิลึก
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะคุณ?”
“ขนมก็มีตั้งหลายรส แต่ฉันดันหยิบได้ไส้ลูกเกดเนี่ยสิคะ”
“คุณไม่ชอบกินลูกเกดล่ะสิ?”
“ไม่ค่อยชอบค่ะ แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้”
“งั้นเอามาแลกกัน”
ชายหนุ่มยื่นชิ้นของตัวเองให้อย่างมีน้ำใจ
“ไม่ได้สิคะ คุณกินของคุณไปเถอะค่ะ บอกฉันด้วยว่าได้รสอะไร”
พายุไม่ฟังคำปฏิเสธ เขาฉวยข้อมือหญิงสาวไว้ แล้วยื่นหน้าเข้ามางับชิ้นขนมในมือเธอไปต่อหน้าต่อตา
แกมกาญจน์มองริมฝีปากบางที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ใต้ดวงตาเป็นประกายแพรวพราวของชายหนุ่ม แล้วรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“คุณคงต้องกินชิ้นนี้แล้วล่ะ”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
อ่าน #ทริปอุตลุดรักหวุดหวิด ได้บน Meb / Dek-D / ReadAWrite / Naiin
ลดราคาพิเศษเฉพาะในช่วง #mebEbookFair2026 นี้นะคะ 😇
มาแล้วค่า!! กิจกรรมแจกพวงกุญแจ #คิสเล่นๆกลายเป็นรัก
กติกาง่ายๆ แคปหลักฐานว่ามีอีบุ๊กคิสเล่นๆ มาโพสต์ในคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ พร้อมระบุว่าคุณเป็น "ทีมพ่อจ๋า" "ทีมย่าจ๋า" หรือ "ทีมกองดอง"
รอบนี้มีมาแจก 9 เซ็ตค่ะ คนเขียนอยากแจกมากกกก... มาเล่นกันเยอะๆ นะคะ
ร่วมสนุกกันได้ถึง 26 ตุลาคม 2569 นี้ค่ะ 😁
“ไลน์หาผมทำไม? ทำไมไม่โทรหาคู่หมั้นคนเก่งของคุณล่ะ?”
หญิงสาวนิ่งไปนานจนเหมือนมีใครกดปุ่มพอส
“ฉันกับคุณบุริมไม่ได้สนิทกันขนาดจะคุยเรื่องส่วนตัวหรอกค่ะ”
เขาพยักหน้าช้าๆ อย่างยียวน
“คุยเรื่องส่วนตัวไม่ได้ แต่นอนด้วยกันได้สินะครับ?”
นลัทยักไหล่เลียนแบบเขา
“คนที่ไม่รู้กระทั่งชื่อคู่นอนอย่างคุณ มีสิทธิ์วิจารณ์ฉันเรื่องนี้ด้วยเหรอคะ?”
เขาเลยยักไหล่บ้าง
“อย่าลากผมเข้าไปพัวพันกับเรื่องของพวกคุณก็แล้วกัน ผมเกลียดไอ้พวกเรื่องรักสามเส้า”
ริมฝีปากอิ่มบิดเบ้เป็นรอยยิ้มขบขัน
“ก่อนจะเป็นรักสามเส้าได้ มันต้องมีคำว่า ‘รัก’ อยู่ในนั้นก่อนไม่ใช่เหรอคะ? ระหว่างฉันกับคุณบุริม แล้วก็คุณ ไม่มีคำคำนั้นมาตั้งแต่แรก เพราะงั้นมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอนค่ะ คุณสบายใจได้”
ทรรศเป็นฝ่ายนิ่งไปบ้าง
เขารู้ว่าหญิงสาวมาดื่มเพราะทุกข์ใจ สีหน้าของเธอซีดเผือด และดวงตาก็แห้งผากไม่ต่างไปจากวันนั้น แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงนึกอยากประชดเรื่องว่าที่คู่หมั้นของเธอขึ้นมา รู้ทั้งรู้ว่าเธอเองก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับการหมั้นหมายซึ่งมารดาของเธอเป็นผู้จัดแจงแม้แต่น้อย
“เอาเป็นว่าไหนๆ ผมก็มาแล้ว คุณมีอะไรอยากจะบ่น ก็พูดมาเลยครับ”
“ฉันไม่มีอะไรจะพูดหรอกค่ะ”
เธอส่ายหน้าน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มอ่อนจาง
“แต่ก็ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มา ดื่มให้เต็มที่เลยค่ะ วันนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง”
“ถ้าคุณไม่มีเรื่องที่อยากพูด...”
ชายหนุ่มยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ รสหวาน นุ่มนวล ทว่าซับซ้อนของมัน เข้ากันดีเหลือเกินกับความรู้สึกของเขาในยามนี้
“งั้นก็ถอดหน้ากากออกมาวางไว้ก็พอครับ แล้วผมจะนั่งดื่มเป็นเพื่อนคุณจนกว่าที่นี่จะปิดเอง”
มือเรียว สั่นเทา เอื้อมไปแตะแก้วเครื่องดื่มของตัวเอง แล้วกลับนิ่งอยู่แบบนั้น ครู่ใหญ่ หยดน้ำหยดเล็กๆ จึงหยดลงบนพื้นผิวเรียบลื่นสีดำสนิทของเคาน์เตอร์บาร์
เขายกเครื่องดื่มขึ้นจิบอีกครั้ง ทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ปลายหูรับรู้ถึงเสียงสะอื้นเบาๆ ของหญิงสาวข้างตัว
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
อ่าน #ทุกที่มีmistletoe ได้บน Meb / Dek-D / ReadAWrite / Naiin
เล่มแรกอ่านฟรี เล่มที่ 2-3 ลดราคาพิเศษเฉพาะช่วง #mebEbookFair2026 นะคะ 😉
หลังจากนี้ไปจะใช้รูปโปรไฟล์นี้เป็นการถาวรแล้วนะคะ (แต่อาจจะมีเวอร์ชั่นเทศกาลต่างๆ โผล่มาประปราย)
เรื่องเกิดจากล่าสุดปรึกษากับคุณสามี ว่าสงสัยจะต้องใช้รูปมิสถั่วงอกเป็นโลโก้ประจำตัวละ เพราะทุกคนชินกับภาพลักษณ์นี้ไปซะแล้ว
คุณสามีสนับสนุนทันทีค่ะ ก็เลยเริ่มมานั่งหานักวาดอย่างจริงจัง เพราะอยากได้สไตล์มินิมอลแบบเดิม แต่น่ารักขึ้น
ลงเอยที่มาเจอนักวาดชาวญี่ปุ่น คุณ Shio บนแพลตฟอร์ม Coconala ก็เลยได้รูปอันแสนจะถูกใจนี่มา
ฝากเนื้อฝากตัวมิสอย่างเป็นทางการด้วยนะคะ 🥰
พล็อต #มากกว่ารักคือมัคคิอาโต้ ปิดจบในเวอร์ชั่น 5 ที่ 14,500 คำ ลองแบ่งบทคร่าวๆ ได้ 22 บท รวมบทส่งท้าย ถ้าไม่งอกก็น่าจะจบที่ 176 หน้า A4 หรือแถวๆ 80,000 คำค่ะ
หลังจากนี้คือการปั่นแบบสปีดเร็วกว่านรก ต้องขอโทษทั้งคุณพี่สามและคนอ่านที่ต้องให้รอกันเนิ่นนานขนาดนี้เลยนะคะ 😣
“คุณมาได้ยังไง?”
เธอถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว หันไปมองหน้าเขา แถวนี้ไม่ใช่ย่านผับบาร์ที่หนุ่มนักท่องราตรีอย่างเขาจะมาตระเวนยามดึก
“ผมมาดื่มกับเพื่อนที่บาร์นั่น เป็นโชคดีของคุณที่ผมเดินออกมานอกร้านพอดี... คุณไม่ควรหยุดตอบพวกมันตั้งแต่แรก ไม่รู้หรือไง? คุณควรจะเดินผ่านไปเลย”
เขาตำหนิ
หญิงสาวชะงัก น้ำเสียงของจุนฟังดูราวกับเธอเป็นปัญหาน่ารำคาญที่เขาบังเอิญผ่านมาเจอเข้า พอบวกกับไข้ซึ่งเริ่มขยับสูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ความน้อยใจจึงแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ
“ฉันก็ไม่ได้ขอให้คุณช่วยนี่คะ”
“โอ้! โทษที! ผมไม่ทันคิดว่าคุณอาจจะอยากสนุกกับพวกนั้น”
“ฉันจะอยากหรือไม่อยากทำอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องสนใจ”
“แย่หน่อยนะ เพราะบังเอิญผมดันสนใจไปแล้ว”
อรยาเม้มปาก
“ผมจะไปส่ง เดินไป”
เขาออกคำสั่ง และเธอก็เชิดหน้า
“ไม่!”
“อยากให้ผมจูบคุณที่นี่ตอนนี้เลยมั้ย?”
“อย่ามาพูดจาแบบนั้นกับฉันนะ!”
“งั้นก็เดิน!”
คิ้วเข้มของจุนขมวดมุ่น ดวงตาเรียววาบวับด้วยความโกรธ แต่เขาโกรธเป็นคนเดียวหรือไงล่ะ?
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าคุณจะกลับเข้าไปในบาร์นั่น”
“งั้นมาดูกันว่าเราจะไปถึงที่ไหนก่อน ระหว่างห้องคุณกับห้องผม”
เขาคว้าแขนเธอได้ก็ออกเดินลิ่ว หญิงสาวทำได้แค่เซหลุนๆ ไปตามแรงดึงของเขาเท่านั้น
“ปล่อย! นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ? ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่ จนกว่าคุณจะยอมให้ผมเดินไปส่ง ไม่อย่างงั้นเราก็จะไปที่ห้องผม”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคงลากเธอไปจนถึงรอยัลเครสตามที่พูดแน่
“เดี๋ยว! ก็ได้!”
เขาหยุดเดิน และยอมปล่อยแขนเธอให้เป็นอิสระ
“อยากเดินตามไปก็เรื่องของคุณ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ว่าฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ!”
อรยาหมุนตัวกลับ เดินนำเข้าไปตามถนนเส้นเดิม ใจอยากจะแกล้งเดินเร็วๆ ให้เขากวดตาม แต่ในความเป็นจริง นอกจากพิษไข้จะทำให้เธอเริ่มตาลายหน่อยๆ แล้ว ขาสั้นๆ ของเธอให้จ้ำเท่าไหร่ก็คงหนีไม่ทันขายาวๆ ของคนที่เดินตามหลังอยู่ดี ดังนั้น ถึงจะยังโมโหเขาอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็เดินด้วยความเร็วตามปกติ พอถึงบ้านก็เดินลิ่วขึ้นบันไดไปยังประตูบ้านโดยไม่แม้แต่จะหันไปขอบคุณเขา
ที่เธอไม่คิดคือจุนจะเดินตามขึ้นมา ทันทีที่เธอไขกุญแจเสร็จ เขาก็มาถึงตัว มือหนึ่งผลักบานประตูให้เปิดออก อีกมือหนึ่งผลักไหล่เธอจนเซหัวทิ่มเข้าไปในบ้าน
“นี่น่ะเหรอ ที่คุณบอกว่าดูแลตัวเองได้? แค่จะไม่ให้ผู้ชายเข้าบ้านยังทำไม่ได้เลย”
“ก็คุณเล่นทีเผลอ!”
หญิงสาวทั้งฉุนกับการกระทำอันไม่มีเหตุผลของเขา ทั้งโมโหตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เรื่องให้ผู้ชายตรงหน้ากล่าวหาว่าไร้ความสามารถ และยังรู้สึกแย่กับอาการปวดศีรษะตุบๆ เหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบ จนอยากจะร้องไห้ แต่ก็ยังกัดฟันเถียง
“คนประสงค์ร้ายที่ไหนมันจะเตือนล่วงหน้ากันล่ะครับ คุณผู้หญิง?”
“งั้นคุณเองก็ประสงค์ร้ายเหมือนกันสิท่า?”
ดวงตาของจุนลุกวาบ อรยาบอกได้ทันทีว่าตัวเองล้ำเส้นเข้าให้แล้ว เธอถอยกรูด แต่ก็เป็นอย่างที่คิด ขาสั้นๆ ของเธอหรือจะก้าวหนีเขาพ้น ชายหนุ่มก้าวแค่ไม่กี่ทีก็ถึงตัวเธอ หญิงสาวเม้มปากแน่นเมื่อใบหน้าของเขาโน้มเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่สามารถบังคับจูบเธอได้ เขาก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปหาซอกคอ พร้อมกับที่มือเย็นเฉียบของเขาสอดเข้ามาใต้เสื้อและสัมผัสแผ่นหลังของเธอ
“หยุดนะ!”
“โอ้พระเจ้า! ตัวคุณร้อนเป็นไฟเลย!”
เขาอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน แขนใต้เสื้อยังโอบตัวเธอไว้แน่น ขณะที่เขาใช้อีกมือแตะหน้าผากของเธอ ไม่สนว่าเธอจะพยายามเบือนหน้าหนี
“คุณมีไข้”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ!”
อรยาพยายามผลักเขาออก พอไม่เป็นผลก็เริ่มสะอื้น โดยที่ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะเธอกำลังโมโหเขามาก หรือเป็นเพราะเธอกำลังรู้สึกอ่อนแอจากพิษไข้กันแน่
จุนไม่สนใจท่าทางของเธออีกตามเคย เขาก้มตัวลงทีเดียวก็ช้อนตัวเธอขึ้นได้เหมือนตุ๊กตา แล้วอุ้มตรงขึ้นไปที่ห้องนอน ไม่สะทกสะท้านแม้เธอจะทุบเขาไปสองสามอั้ก เขาวางเธอลงบนเตียง ยังมีแก่ใจตวัดผ้านวมคลุมตัวให้ ก่อนถาม
“คุณมียาใช่มั้ย? อยู่ตรงไหน?”
หญิงสาวเมินหน้าไปเสียอีกทาง ประโยคต่อมาของเขาจึงเน้นเสียงหนักขึ้นกว่าเดิม
“ยาอยู่ไหน?”
“กรุณากลับไปซะ ฉันดูแลตัวเองได้”
“ใช่ ผมเห็นแล้วว่าคุณดูแลตัวเองได้ดีมาก”
เขาเท้าเอว ตอบโต้เธอด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย
“ตกลงว่ายาอยู่ไหน?”
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมตอบ จุนก็เท้าแขนลงมาคร่อมตัวเธอไว้
“ยา... หรือเซ็กส์ เลือกมา”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
อ่าน #เก็บรักมาปักแจกัน ได้บน Meb / Dek-D / ReadAWrite / Naiin
ลดราคาพิเศษเฉพาะช่วงงาน #mebEbookFair2026 นี้เท่านั้นนะคะ 😊
เก็บเรื่องเล่าด้นสดมาฝาก จากที่ไปเรียน Story Telling มาวันนี้ค่ะ 😁
กิจกรรม workshop นี้คือให้เวลา 1 นาที ทอยลูกเต๋าทั้ง 4 ลูก แล้วเล่าเรื่องจากรูปที่ทอยได้ให้จบ
และนี่คือเรื่องของเราตามลูกเต๋าในรูป 😏
มีมนุษย์ต่างดาวตนนึงอยากสัมผัสแสงแดดซึ่งดาวตัวเองไม่มี เลยเดินทางมายังโลก และแล่นเรือออกไปในทะเล จนกระทั่งไปเจอเข้ากับเกาะร้างเล็กๆ มันก็คิดว่าที่นี่แหละเหมาะ เลยจอกเรือลงไปนอนอาบแดดเล่นอย่างเพลิดเพลิน
แต่อยู่ดีๆ ดันมีพายุฝนโผล่มา ฟ้าผ่าเรือของมันไหม้ มันเลยกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวติดเกาะ
มนุษย์ต่างดาวไม่มีทางเลือก เลยต้องใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนี้ อยู่ไปนานวันเข้า จากตัวโล้นๆ ร่างกายก็เริ่มมีขนงอก เพราะพยายามปรับตัวเพื่อกักเก็บความชื้นให้กับผิวหนัง
มนุษย์ต่างดาวอายุยืนยาว มันมีชีวิตอยู่จนกระทั่งมนุษย์พัฒนาขึ้น และสามารถแล่นเรือมาถึงเกาะนี้ได้ในที่สุด
มนุษย์เจอมนุษย์ต่างดาว และรับมันขึ้นเรือกลับไปบนแผ่นดินใหญ่ด้วย ป่าวประกาศด้วยความตื่นเต้นว่าพวกเขาค้นพบลิงตัวใหญ่เท่าคน
พวกเขาตั้งขื่อให้มันว่า 'ชิมแปนซี'
🤣🤣🤣🤣
ตอนเล่าจบ ขำทั้งคนฟังคนเล่า นี่ฉันเล่าอะไรออกไป??!!!
แต่ก็ได้รับคำชมจากอาจารย์ว่า improvise ไก้ดีมาก
เลยเก็บมาเล่าสู่กันฟังสนุกๆ ค่ะ 🤭
ความคิดระหว่างโหนอยู่บน MRT โล่งๆ .... ถ้านางเอกสูงเท่าเราพระเอกจะต้องสูงเท่าไหร่ถึงจะโหนราวแบบเอาแขนคร่อมเหนือบ้านางเอกได้แบบสบายๆ...?
ว่าแล้วก็เริ่มวัดความสูงตัวเองกับเสาข้างๆ ผู้ชายข้างๆ ยืนมองแบบ... พี่มาวัดความสูงอะไรในนี้อ่ะ??
โทษทีน้อง ก็คนมันสงสัย 😅
ฉันขยับตัวอย่างยากลำบาก
ไม่สิ... ฉันขยับตัวไม่ได้!
เสียงแสกสากทำให้ฉันต้องรีบเขม้นมองออกไปข้างหน้า เพื่อจะพบว่ามีแผ่นฝ้าใสๆ บดบังวิสัยทัศน์ภายนอกอยู่
นี่มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง?
แล้วที่นี่มันที่ไหน??
อย่างเดียวที่ชัดเจนในตอนนี้คือ คนพวกนี้กำลังพาฉันไปที่ไหนสักแห่ง ภาพพร่ามัวที่เคลื่อนผ่านไปกับจังหวะไหวโยกเยกบอกฉันแบบนั้น ไม่ว่าพวกมันจะมีแผนอะไร มันต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับฉันแน่!
แต่ฉันขยับตัวไม่ได้ แค่เปล่งเสียงก็ยังไม่ได้ ทั้งที่พวกมันกำลังพาฉันเดินฝ่าผู้คนมากมาย ฉันกลับทำไม่ได้กระทั่งร้องขอความช่วยเหลือ
บ้าจริง!
และที่มันแย่ไปกว่านั้นก็คือ คนมากมายที่ว่านั่น ไม่มีใครสังเกตเห็นฉันสักคน หรือ... อาจจะเห็น แต่ไม่มีใครคิดจะสนใจ!
พวกมันโยนฉันลงกับเบาะหลังรถ จากนั้นก็ขึ้นรถ เปิดเพลงแนว easy listening เบาๆ แล้วก็ออกรถ คุยกันถึงปาร์ตี้เย็นนี้อย่างสนุกสนาน แค่คิดถึงว่าฉันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงในค่ำคืนนี้ของพวกมัน ฉันก็ขนลุกชันด้วยความสยดสยอง
พวกมันเลี้ยวรถ พาเราออกถนนใหญ่ ฉันบอกได้จากเสียงจราจรที่เริ่มพลุกพล่านขึ้น กับความเร็วรถที่เปลี่ยนไป
ที่ไหน?
พวกมันกำลังจะพาฉันไปที่ไหน?
ที่ไหนที่จะเป็นที่ตายของฉัน?
ขณะที่ใจกระวนกระวายจนแทบคลั่ง สิ่งที่ฉันทำได้มีแค่นอนเบิ่งตาเปิดหู รับรู้ถึงความขรุขระของถนนเป็นช่วงๆ พวกมันเลี้ยวกี่ครั้ง ล้อตกลงในหลุมของฝาท่อระบายน้ำขนาดใหญ่กี่หน เสียงโลหะซึ่งฉันไม่เคยใส่ใจสักนิด ดังก้องกังวานอยู่ในหัวของฉันราวกับเป็นเสียงกรีดร้องของสัญญาณเตือนภัย
นาน... อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของฉัน... กว่ารถจะจอดสนิท
พวกมันจะเอาฉันออกมาจากรถ สิ่งที่ฉันมองเห็นผ่านฝ้าใสคือเค้ารางของบ้านทาวน์เฮาส์สีขาวหลังใหญ่ หน้าบ้านมีสวนหย่อมเล็กๆ จากภาพพร่ามัวตรงหน้า มันช่างดูสะอาดสะอ้านสวยงาม
แต่มันกำลังจะเป็นนรกสำหรับฉัน
พวกมันพาฉันเข้าไปในบ้าน วางลงบนพื้นแข็งไม่เบานัก ตอนนั้นเองที่ฉันมองไปเห็นมัน...
มันคือ ‘แท่นประหาร’ แท่นไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบน กว้าง ใจของฉันสั่นระรัว สายตาพร่าเลือนด้วยความกลัวจับใจ
นี่ฉันจะต้องมาตายแบบนี้จริงๆ น่ะหรือ?
ล้อกันเล่นใช่ไหม?
เรื่องบ้าบอแบบนี้มันจะเป็นจริงไปได้ยังไง?
“จะทำเลยมั้ย ที่รัก?”
ไอ้คนผู้ชายถาม
“ทำเลยสิคะคุณ จะรออะไรล่ะ?”
เมียของมันตอบ
มือใหญ่เอื้อมมาคว้าตัวฉันไปวางพาดลงบนแท่นไม้ ขนาดว่าอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ มันยังดูสะอาดสะอ้าน ปราศจากกลิ่นคาวเลือด แต่ฉันรู้ดีว่ามีไม่รู้กี่ชีวิตที่ถูกพรากไปบนไอ้แท่นบ้าๆ นี่ และตอนนี้ฉันคือรายต่อไป
โอ้... ไม่นะ ไม่ ฉันยังไม่อยากตาย! มันต้องไม่ใช่แบบนี้!
ได้โปรด... ใครก็ได้ช่วยให้ฉันหลุดพ้นออกไปจากไอ้นรกบ้าๆ นี่ที!
ฉันภาวนาให้ตัวเองช็อกหมดสติไปซะ จะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก ช็อกตายไปเลยได้ยิ่งดี แต่สติสัมปชัญญะของฉันยังครบถ้วนจนน่าสมเพช ทำได้แค่เบิ่งตากว้าง รับรู้ถึงร่างสูงทะมึนที่เข้ามายืนค้ำเหนือตัวฉัน ในมือกุมมีดเล่มยาว คมกริบ
มันถึงกับฮัมเพลงด้วยซ้ำ ระหว่างที่จ้องมองมายังฉัน
ไม่ๆๆ อย่าทำแบบนี้!
ฉันกรีดร้องอยู่ในใจ
ไม่! ได้โปรด… ฉันมีชีวิต… ฉันก็มีชีวิตนะ… ฉันยังมีชีวิตอยู่นะ!!
ภาพปลายมีดที่ค่อยๆ จรดลงมาช้าๆ กลายเป็นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนภาพทุกอย่างเริ่มบิดเบี้ยว แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังเห็นมันค่อยๆ จรดมีดเฉือนเนื้อของฉันออกไปอย่างประณีตราวกับกำลังทำงานศิลปะ
“อุ๊ยตาย… คุณดูสิคะ เนื้อดีกว่าที่คิดนะเนี่ย”
มันยิ้มย่องด้วยความยินดีในขณะที่ฉันเจ็บปวดเจียนคลั่ง รับรู้ถึงส่วนเสี้ยวของร่างกายอันแหว่งวิ่น ทว่าฉันไม่อาจดิ้น ไม่อาจกรีดร้อง ทำไม่ได้แม้กระทั่งร้องไห้
ฆ่าฉัน! ถ้าจะทำแบบนี้ ได้โปรดฆ่าฉันไปเลยดีกว่า!
คมมีดของมันกรีดเฉือนลงมาอีกครั้ง ใบมีดเย็นเฉียบแหวกผ่านผิวเนื้อ ความเจ็บปวดอันสาหัสสากรรจ์ยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ น่าตลกเหลือเกินที่ฉันยังคงหายใจอยู่
“แค่นี้คงพอแหละมั้ง”
มันเปรย มองชิ้นส่วนที่ตัดออกไปจากร่างฉันอย่างพึงพอใจ ก่อนคว้าไอ้พลาสติกฝ้าใสนั่นมาคลุมตัวฉันอีกครั้ง นาทีต่อมา ฉันก็ถูกโยนเข้ามาในตู้แคบๆ เย็นเฉียบ
ในนั้นยังมีเหยื่อแบบฉันอีก และแทบไม่มีใครสมประกอบ บางส่วนมีสภาพซึ่งบ่งบอกชัดว่าถูกทิ้งเอาไว้แบบนี้มานาน
มันจบลงแล้ว… ไม่มีทางรอด ไม่มีทางหนี…
ชีวิตที่เหลือของฉันนับจากนาทีนี้ คือการเฝ้ารอเผชิญกับความเจ็บปวดแบบเดิมซ้ำๆ ตามแต่สองคนผัวเมียนั่นจะเป็นผู้ดลบันดาล จนกว่าฉันจะแห้งตายอยู่ในนี้
หรือถ้าโชคดี พวกมันอาจจะฆ่าฉันซะในวันพรุ่งนี้ ถ้าแบบนั้น ฉันก็จะไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป
ความเจ็บปวดยังไม่จางหาย ทว่าความกลัวที่กัดกินอยู่ภายในทำให้ความรู้สึกของฉันเริ่มมึนชา
“โอ๊ย! ตายจริง ลืมซะได้!”
เสียงอุทานแว่วๆ จากภายนอกทำให้พวกเราตื่นตระหนก บรรยากาศหดหู่เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาในฉับพลัน
ประตูเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับที่มันเยี่ยมหน้าเข้ามามองด้วยรอยยิ้ม
“อยู่ไหนน้า...?”
โอ้ ไม่... ได้โปรด อย่าเป็นฉัน...
ไม่ใช่ฉัน... ต้องไม่ใช่ฉัน...
ฆ่าฉัน ได้โปรดฆ่าฉันซะที!
ฉันรู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องระงมท่ามกลางความเงียบงัน
มันหันมาทางฉัน ก่อนเอื้อมมือมา ฉันรู้สึกถึงความกลัวที่แผ่ไปทั่วร่างราวกับกำลังถูกสารพิษร้ายแรงกำลังกัดกร่อน
มันจะเอาฉันไปเฉือนอีกใช่ไหม?
มันจะเฉือนตรงไหน?
เฉือนอีกเท่าไหร่มันถึงจะพอใจ?
ฉันจะเจ็บปวดมากไหม?
หรือว่าครั้งนี้ฉันจะต้องตายไปจริงๆ?
ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีช่างยาวนาน หัวใจของฉันเต้นรัวราวกับจะระเบิด ฉันรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี แล้วทันใดนั้นฉันก็ลุกพรวดขึ้นนั่ง หูได้ยินเสียงตัวเองกรีดร้องดังลั่น
ฉันยกมือขึ้นคลำไปตามลำตัวเป็นอันดับแรก ตามด้วยการเหลียวมองไปรอบตัว
นี่มันห้องนอนของฉันเอง...
ฉันเอื้อมมือสั่นเทาไปกดสวิตช์เปิดไฟหัวเตียง ใจยังคงเต้นรัวแรง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
มันเป็นแค่ความฝัน...
ฉันบอกตัวเองซ้ำๆ ยกมือขึ้นแนบอก อดไม่ได้ที่ก้มลงมองสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้ง
ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรแหว่งวิ่น ไม่มีอะไรถูกตัดออกไป ไม่มีส่วนไหนเว้าแหว่ง
ใช่ ฉันต้องรู้อยู่แล้วสิว่ามันเป็นแค่ความฝัน...
เรื่องแบบนั้นมันต้องเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว...
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจ ฉันถึงได้ฝันพิลึกพิลั่นบ้าบอแบบนั้นได้
แต่อย่างหนึ่งที่ฉันรู้... รู้และมั่นใจสุดๆ ในนาทีนี้... นั่นคือฉันคงกินผักไม่ลงไปอีกนาน!
Daily Thriller เรื่อง[สยอง]ธรรมดา โดย ปานาลิส
“เอาอย่างงี้ดีมั้ยครับ เราทำงานของคุณภายใต้เงื่อนไขของผม?”
“ฉันขอลองฟังดูก่อนแล้วกันค่ะ ว่าทางเราจะทำได้มั้ย”
“ไม่ใช่พวกคุณ แต่เป็นคุณ”
ชายหนุ่มกระดิกนิ้วมาทางเธอด้วยสีหน้ากึ่งล้อเลียน กึ่งเจ้าเล่ห์ และทำให้คนถูกมองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ
โบราณว่าไว้ ไม่ควรเล่นกับไฟ แต่อาโปมั่นใจว่าที่เธอนั่งอยู่กับเขาตอนนี้เป็นเรื่องงานล้วนๆ แล้วทำไมเธอกลับรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างมันผิดที่ผิดทางอย่างไรพิกล
“ไม่มีการใส่ชื่อผม หรือให้ข้อมูลใดๆ ที่จะทำให้คนเดาได้ว่าเป็นผม”
เขาบอกเงื่อนไขข้อแรก ซึ่งอาโปเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร จึงผงกศีรษะรับ
“ซึ่งนั่นรวมถึงจะต้องไม่มีการบันทึกเสียง ไม่มีการถ่ายรูปด้วย คุณต้องวาดเอาเอง ถ้าคุณอยากจะเก็บภาพบางอย่างไว้ใช้ประกอบ”
นั่นก็รับได้อีกเหมือนกัน
“ตลอดช่วงการสัมภาษณ์ หรือการเก็บข้อมูลอะไรก็ช่างที่คุณเห็นว่าจำเป็น จะต้องมีแค่คุณกับผมสองคนเท่านั้น”
เขาเน้นคำว่า ‘เท่านั้น’ ชัดเจน
“และเราจะคุยกันที่ห้องของผม”
หนนี้อาโปไม่ยอมพยักหน้า
“ห้องของคุณ? ทำไมต้องเป็นห้องคุณด้วยคะ?”
“เพราะว่า…”
เศาร์โน้มตัวเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิมราวกับกำลังจะอธิบายอะไรที่สลักสำคัญ หญิงสาวกำลังจดจ่อรอฟังคำตอบของเขา จึงไม่ทันระวังตัวเมื่อหลังมือของเศาร์เอื้อมมาปัดผ่านผิวแก้ม ปลายนิ้วโป้งของเขาสัมผัสริมปากล่างของเธอราวกับจะปัดบางสิ่งออกให้อย่างแผ่วเบา
อาโปสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ก่อนที่ใบหน้าจะซับสีแดงเรื่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มตาพราว ขบขันกับปฏิกิริยาของเธอ ขัดกับคำอธิบายเป็นการเป็นงานซึ่งชายหนุ่มพูดต่อได้อย่างไม่ติดขัด
“นอกจากเรื่องที่เราคุยกันจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แล้ว ระหว่างที่เราคุยกัน บางครั้งผมก็จำเป็นต้องถูกเนื้อต้องตัวคุณบ้างเหมือนเมื่อกี้ เพื่อให้คุณนึกภาพออก มันจะเหมาะกว่าถ้าเราไปคุยกันในที่รโหฐาน เว้นแต่ว่าบางเรื่องผมจะเห็นว่าควรออกไปสถานที่จริง… เงื่อนไขข้อนี้ หลักๆ ก็เพื่อตัวคุณเองนะครับคุณน้ำ”
เขาจ้องลึกเข้ามาในตาเธอนิ่ง
“แต่…”
“คุณไม่ไว้ใจผม”
เพลย์บอยผู้อ่านหนังสือเพื่อให้รู้จักรู้ใจผู้หญิง พูดต่อให้โดยไม่มีร่องรอยกล่าวหาหรือตัดพ้อแต่อย่างใด
ในเมื่อปลาฮุบเบ็ดแล้วก็ไม่ควรปล่อยหลุดมือไป
อาโปบอกตัวเอง และตัดสินใจลองต่อรองอีกหน่อย
“มันไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจคุณแบบเฉพาะเจาะจงนะคะ แต่ฉันเป็นผู้หญิง ให้อยู่กับผู้ชายตามลำพังมันก็ออกจะ…”
“ผมรับรองว่าจะไม่มีการสัมผัสที่คุณไม่ยินยอมหรือไม่ต้องการ”
รอยยิ้มรื่นรมย์ปรากฏบนริมฝีปากของเขาอีกครั้ง ขณะที่เขาเอนตัวกลับไปพิงพนักเก้าอี้สบายๆ ตามเดิม และจ้องมองตรงมา
“อย่ากังวลไปเลยครับ เพลย์บอยอย่างผมก็มีศักดิ์ศรีนะคุณ”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
อ่าน #APlayboyManual ตำรับรักเพลย์บอย ได้บน Meb / ReadAWrite / Dek-D / Naiin
ลดราคาพิเศษเฉพาะช่วง #mebEbookFair2026 นี้เท่านั้นค่ะ 😁















