cattodata 🐱📊 ให้ความรู้ Data & AI 🇦🇺🇹🇭 | Data & AI Engineer in Sydney | Microsoft Certified Trainer MCT | สาระเอไอเข้าใจง่าย 📩 DM for Work & Collabs

Sydney, New South Wales
Joined August 2025
LIVE สอน Vibe Coding Pro มา 2 วีค สรุปสอนแถมกันไม่หยุด 🐱🔥 อยากให้ทุกคนได้ความรู้แน่น ๆ ครบ ๆ เข้มข้นทั้ง 4 วัน ได้เรียนกันทั้งการ Vibe Code และ Databricks + Snowflake เข้มข้นมากเวอร์ ทุกคนตั้งใจกันมาก ๆ ฮะ สนุกมาก ๆ เลย และสำหรับ นร คลาสเรา มีของแถมอีกนะ แจก Claude pro free 2 สิทธิ์ สำหรับคนที่จอยกิจกรรม 🎁 - ส่งประกวดผลงาน Vibe Code แจก 1 สิทธิ์ - ร่วมตอบแบบสอบถาม feedback หลังเรียน สุ่มแจก 1 สิทธิ์ สำหรับใครที่อยากลงยังทันน้า เป็น Online คอร์ส Vibe Coding Pro with Data สั่ง AI สร้างระบบใช้เองด้วยกัน (มีวีดิโอเรียนย้อนหลังได้ทั้งคอร์ส) มีส่วนลดให้พิเศษ สำหรับชาวแก๊งเพื่อนสมาชิกเพื่อนแมวของพรี่แคท 🐱💕 เข้าเว็บ vibe.datath.com ใช้โค้ด CATTODATA ลดอีก 400 บาท จากราคาหน้าเว็บจ้า คอร์สนี้สอนร่วมกับพรี่ Perth @woraperth DataTH คนดีคนเดิมฮะ #cattodata #vibecoding #DataTH
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาฟังไลฟ์กันนะค้าบบ สนุกมากๆๆ 🐱🙏💕ตามสัญญา เปิดตัวคอร์สใหม่ของเรา กับ DathTH⚡️Vibe Coding Pro พร้อมโปร Super Early Bird เฉพาะ 48 ชั่วโมงแรก 🐱🔥 มาเรียนด้วยกันน้า รอๆๆ คอร์สนี้เราจะสอนการใช้ Vibe Coding ร่วมกับ Agentic AI เพื่อเปลี่ยน “ไอเดีย” ในหัวให้กลายเป็นของจริง ตั้งแต่เว็บไซต์ แอปที่ทำไว้ใช้เอง เว็บสำหรับงานหรือธุรกิจ ไปจนถึงการเชื่อมข้อมูลจริงเพื่อสร้าง Dashboard, Data App และ Data Chatbot ในคอร์สจะได้ลองใช้ข้อมูลจาก Google Sheets, Databricks และ Snowflake ด้วย 🔥 โดยเฉพาะใครที่สนใจสาย Data & AI จะได้เรียนรู้ Databricks และ Snowflake สอง Data Platform ตัวตึงที่กำลัง Hot มากในตลาดงานตอนนี้ 🐱💕🧱❄️ เป็น Skill ที่องค์กรชอบตามหา ไม่ต้องเขียนโค้ดเก่งก็เรียนได้ เพราะเราใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด และสอนตั้งแต่พื้นฐานเลย 📚 เนื้อหาหลักของคอร์ส ✅ รู้จัก AI Coding Tools และ Code Editor ✅ เทคนิคเขียน Prompt ให้ Context และกำหนด Requirements ให้ AI ทำงานตรงโจทย์ ✅ เปลี่ยนไอเดียเป็นเว็บต้นแบบ และ Deploy ขึ้น Live URL ได้เอง ✅ สร้าง Dashboard และ Data App บน Databricks ✅ เชื่อม Vibe Coding กับ Google Sheets แบบ Real-time ✅ สร้าง Data Chatbot ด้วย MCP Toolbox และ Snowflake ✅ เรียนรู้ Use Case ที่นำไปใช้ต่อได้จริง เช่น Internal Tool, Personal Dashboard, เว็บส่วนตัว และเว็บธุรกิจ 📍 รูปแบบการเรียน เรียนสดออนไลน์ เรียนทั้งหมด 2 สุดสัปดาห์ รวม 4 วัน วันละ 3 ชั่วโมง เวลา 13:00–16:00 น. ตามเวลาไทย 🎥 มี Recording ให้ดูย้อนหลังได้ตลอด 6 เดือน 🎁 โบนัสสำหรับผู้เรียนรอบแรก 🔮 Vibe Coding Cheatsheet รวม Workflow, Checklist และ Prompt Templates ตั้งแต่เริ่มไอเดียจนถึง Deploy 🔮 Vibe Coding Project Ideas รวมไอเดียโปรเจกต์ที่นำไปใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน 🔮 Recording ย้อนหลัง 6 เดือน 🔮 Private Community สำหรับพูดคุยกับผู้เรียนและผู้สอน 🔮 Certificate เมื่อเรียนจบ สอนโดย แอดเพิร์ธ — Analytics Engineer at Canva และ Founder DataTH @woraperth เราเอง @cattodata แอดแคทโตะ 🐱 (ฝน)— Data & AI Engineer ที่ Sydney และ ex-Data & AI Specialist ที่ Microsoft Australia ⚡ โปร Super Early Bird หมดเขตวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59 น. หลังจากนั้นราคาจะปรับขึ้นน้า 👉 ดูรายละเอียดคอร์สและสมัครได้ที่ vibe.datath.com #vibecoding #cattodata #vibecode #dataTH #สาระเอไอ
3
27
1
62
25,636
วันนี้ฟังคลิปของ 9arm เรื่อง ‘วิธีหาพลังพิเศษ’ ชอบแนวคิดนี้มาก คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เก่งในแบบของตัวเองได้จากการเอาทักษะหลายๆ อย่างมารวมกัน - คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย เปิดโซเชียลก็เจอแต่คนเก่งกว่า เรียนก็มีคนเรียนเก่งกว่า ทำงานก็มีคนทำงานเก่งกว่า ภาษาอังกฤษก็มีคนพูดเก่งกว่า สุดท้ายเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง - ปัญหาคือเรากำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทีละแกน ทั้งที่จริงๆ คนเรามีความสามารถหลายแกนมาก - สมมติเราเขียนโปรแกรมได้ 70% สื่อสารได้ 70% เข้าใจ Business ได้ 70% ถ้าเอาแต่ละอย่างไปแข่งกับคนที่เก่งที่สุดในด้านนั้น เราก็แพ้หมด 😭 แต่ถ้าเอาสามสกิลนี้มารวมกันล่ะ? - เราอาจกลายเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะตัวมากๆ เพราะคนที่เขียนโค้ดเก่งระดับเทพอาจสื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง ส่วนคนที่สื่อสารเก่งมากก็อาจไม่เข้าใจ Technical เลย จุดตัดของ Skill เหล่านี้ เรียกว่า Super Power ของแต่ละคน - เปรียบเทียบกับการเล่นเกม ถ้าเราเป็นสาย Late Game สายแครี่ ตัวบาง จะรีบไป flight ตั้งแต่ต้นเกมทำไม เข้าไปก็ตุย ไปฟาร์มก่อนสิ 555 ต้องรู้ว่าตัวเองเก่งในสนามไหน แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสนามนั้น ไม่ใช่ไปแข่งกับคนอื่นในสิ่งที่เขาถนัดกว่าเราอยู่แล้ว - และทุกคนมี Skill Points จำกัด จะเก่งทุกอย่างไม่ได้ คนเก่งแค่ไหนก็มีจุดอ่อน สุดท้ายการทำงานจริงก็ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถต่างกันมาช่วยเติมเต็มกัน - และทุกอย่างมี Trade-off เพราะเวลาและพลังงานของเรามีจำกัด เหมือนเรามีแต้มสกิลในเกม จะอัพมั่วไปหมดก็ไม่ได้ ใครกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง อยากแนะนำให้ลองฟังคลิปนี้ค่ะ บางทีเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่อาจยังหาจุดที่ทักษะของเรามันมารวมกันได้ลงตัวไม่เจอเท่านั้นเอง อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มกันดู แปะในเม้น อันนี้ความเห็นของเราหลังฟังคลิป - จริงๆ เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน คิดอยู่ตลอดว่าตัวเองเป็นเป็ด ไม่สุดซักทาง Technical พอได้ แต่ไม่ได้เทพขนาด Software Engineer (กระผมสาย Data AI) ฝั่ง Data pipeline ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั่งเขียนโค้ดแล้วมีความสุข สาย AI ก็ไม่ได้ไปขนาดนักวิจัย PhD ลงลึก พูดก็ไม่ได้เก่งขนาดพี่ๆ Sales ที่พูดแล้วเคลิ้ม พูดไม่เก่งด้วย 5555 ถ้าถามว่าเก่งที่สุดในแต่ละด้านไหม ก็คงไม่ใช่แน่ๆ - มีคนที่เก่ง Technical กว่าเราเยอะมาก มีคนที่พูดเก่งกว่า มีคนที่ขายเก่งกว่า แต่เราชอบและถนัดเอาความรู้หลายด้านมาเชื่อมกัน และก็ย้อนคิดไปว่า อย่างที่นายอาร์มพูด ไม่ใช่แค่เรื่องด้านอาชีพ ยังมีสกิลการใช้ชีวิตอีก ใครมันจะเคยไปอยู่ 5 ประเทศและติดเที่ยวไปเรื่อยเป็น 40 ประเทศ + ประสบภัยทุกประเทศแบบผ้ม 5555 ถ้าเป็นในเกม Survival กับ Adaptability น่าจะอัพมาเยอะอยู่ คนแบบเราแต่ละคนมีคนเดียวในโลกนะ 🐱🔥 #9arm #การทำงาน #พัฒนาตัวเอง #cattodata #นายอาร์ม
3
466
6
793
26,258
วิธีหาพลังพิเศษ
จากโพสต์เรื่อง ‘วิธีหาพลังวิเศษ’ เลยเป็นแรงบันดาลใจ ลองใช้ AI ให้ Rank แต่ละ Skill ให้ ถ้าใครคุยกับเอไอบ่อยๆ เราสร้าง Prompt นี้มา ไปเล่นได้ฮะ เผื่อได้ไอเดียค้นหาตัวตน แปะด้านล่างนะ มาเล่นกัน!! ของเรานี่ สายเป็ดของจริง 5555 Class: Hybrid Pathfinder ไม่ใช่ตัวละครที่เลือกอัปสกิลด้านเดียวจนสุด แต่เป็นสายผสมที่มีประสบการณ์จริงหลายด้าน และเอาความรู้ต่างสาขามาใช้ร่วมกันได้ 🐱🔥 สกิล Combo - Tech × Business × Writing แปลเรื่องเทคนิคซับซ้อนให้กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเข้าใจและนำไปใช้ Adaptability × Survival - รับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่และความไม่แน่นอนได้ดี ของทุกคนเป็นยังไงมาแชร์กันได้ อยากเห็น ---PROMPT--- 🎮 PROMPT: ถ้าชีวิตฉันเป็นเกม RPG ฉันจะเป็นตัวละครอะไร? สมมติว่าชีวิตจริงคือเกม RPG และคุณเป็น Game Master ที่รู้จักฉันจากบทสนทนาที่ผ่านมา ฉันอยากรู้ว่า Skill Points ที่สะสมมาตลอดชีวิตถูกใช้ไปกับอะไร และทักษะหลายอย่างที่มี เมื่อนำมารวมกันจะกลายเป็น Super Power อะไรที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่น STEP 1 — วิเคราะห์ตัวฉัน ใช้ประวัติการสนทนา Memory และข้อมูลเกี่ยวกับฉันที่เข้าถึงได้ ทั้งเรื่องงาน การเรียน งานอดิเรก ความสนใจ ประสบการณ์ชีวิต บุคลิก วิธีคิด จุดแข็งและจุดอ่อน อย่าวิเคราะห์เฉพาะอาชีพ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องงาน! ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ถามเพิ่มไม่เกิน 5 คำถาม ห้ามแต่งข้อมูลขึ้นเอง STEP 2 — สร้าง RPG Character Profile กำหนดข้อมูลต่อไปนี้จากตัวตนจริงของฉัน * Character Name: ฉายาตัวละคร * Class / Subclass: สายอาชีพและความเชี่ยวชาญ * Level: ระดับตัวละคร พร้อมอธิบายเกณฑ์ประเมิน * Passive Abilities: ความสามารถติดตัว * Ultimate Skill: Super Power เฉพาะตัว * Weaknesses / Debuffs: จุดอ่อนและข้อจำกัด STEP 3 — สร้าง Skill Stats 8 ด้าน ให้ AI เลือกหมวด Skill ทั้ง 8 ด้านเองตามตัวตนของฉัน ไม่ใช้หมวดสำเร็จรูปเหมือนกันทุกคน ให้คะแนน 0–100 ตามหลักฐานที่มี โดย * มีทั้งสกิลสูง ปานกลาง และต่ำอย่างสมเหตุสมผล * ไม่อวยหรือให้ทุกสกิลเกิน 80 * แยกสิ่งที่เก่งจริงออกจากสิ่งที่แค่สนใจ * ระบุเมื่อคะแนนเป็นเพียงการคาดเดา STEP 4 — สร้าง CHARACTER DASHBOARD 🎮 สำคัญที่สุด: ต้องแสดงหน้าสถานะตัวละครแบบเกม RPG พร้อมกราฟจริง ไม่ใช่แค่ตารางหรือคำบรรยาย Dashboard ต้องมี Character Name, Class, Level, Skill Stats ครบ 8 ด้าน, Strengths, Weaknesses และ Ultimate Skill แสดง Skill Stats เป็น Horizontal Bar Chart คะแนน 0–100 พร้อมตัวเลขกำกับ สีแยกตามระดับ และความยาวแท่งตรงกับคะแนนจริง ให้เลือกรูปแบบตามความสามารถของ AI ตามลำดับ 1. Interactive Dashboard: ใช้เครื่องมือสร้างกราฟหรือ UI ที่แสดงผลได้จริง และกดดูรายละเอียด Skill ได้ถ้ารองรับ 2. Image Dashboard: ถ้าสร้าง UI ไม่ได้ ให้สร้างภาพ Character Status Screen สวย ๆ ภาพเดียว พร้อมกราฟครบทุกสกิล 3. Text Dashboard: ถ้าทำทั้งสองแบบไม่ได้ ให้ใช้หลอดพลังตัวอักษร เช่น ███████░░░ 70/100 เลือกธีม Fantasy / Sci-Fi หรือธีมที่เหมาะกับบุคลิกของฉัน และตรวจสอบว่ากราฟแสดงผลจริง ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดไว้ แสดง Dashboard ก่อน แล้วค่อยอธิบายผลวิเคราะห์ STEP 5 — ค้นหา Super Power ที่แท้จริง วิเคราะห์ต่อว่า 1. ฉันใช้ Skill Points ไปกับอะไรเยอะที่สุด? 2. ทักษะ 3–4 อย่างใดที่รวมกันแล้วทำให้ฉันแตกต่าง? 3. Super Power ของฉันคืออะไร และใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? 4. Blind Spots หรือจุดอ่อนที่ฉันอาจมองไม่เห็นคืออะไร? 5. ถ้าได้ Skill Points เพิ่มอีก 20 แต้ม ควรลงทุนอัปสกิลอะไร และเพราะอะไร? กติกาสุดท้าย: วิเคราะห์ตรงไปตรงมา ไม่อวย ไม่แต่งเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง และอย่าใช้คำตอบกว้าง ๆ ที่ใช้ได้กับทุกคน ฉันอยากเห็นตัวละคร RPG ที่สะท้อนชีวิตจริงของฉันมากที่สุด! ---PROMPT---
34
cattodata🐱📊 retweeted
วันนี้ฟังคลิปของ 9arm เรื่อง ‘วิธีหาพลังพิเศษ’ ชอบแนวคิดนี้มาก คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เก่งในแบบของตัวเองได้จากการเอาทักษะหลายๆ อย่างมารวมกัน - คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย เปิดโซเชียลก็เจอแต่คนเก่งกว่า เรียนก็มีคนเรียนเก่งกว่า ทำงานก็มีคนทำงานเก่งกว่า ภาษาอังกฤษก็มีคนพูดเก่งกว่า สุดท้ายเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง - ปัญหาคือเรากำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทีละแกน ทั้งที่จริงๆ คนเรามีความสามารถหลายแกนมาก - สมมติเราเขียนโปรแกรมได้ 70% สื่อสารได้ 70% เข้าใจ Business ได้ 70% ถ้าเอาแต่ละอย่างไปแข่งกับคนที่เก่งที่สุดในด้านนั้น เราก็แพ้หมด 😭 แต่ถ้าเอาสามสกิลนี้มารวมกันล่ะ? - เราอาจกลายเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะตัวมากๆ เพราะคนที่เขียนโค้ดเก่งระดับเทพอาจสื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง ส่วนคนที่สื่อสารเก่งมากก็อาจไม่เข้าใจ Technical เลย จุดตัดของ Skill เหล่านี้ เรียกว่า Super Power ของแต่ละคน - เปรียบเทียบกับการเล่นเกม ถ้าเราเป็นสาย Late Game สายแครี่ ตัวบาง จะรีบไป flight ตั้งแต่ต้นเกมทำไม เข้าไปก็ตุย ไปฟาร์มก่อนสิ 555 ต้องรู้ว่าตัวเองเก่งในสนามไหน แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสนามนั้น ไม่ใช่ไปแข่งกับคนอื่นในสิ่งที่เขาถนัดกว่าเราอยู่แล้ว - และทุกคนมี Skill Points จำกัด จะเก่งทุกอย่างไม่ได้ คนเก่งแค่ไหนก็มีจุดอ่อน สุดท้ายการทำงานจริงก็ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถต่างกันมาช่วยเติมเต็มกัน - และทุกอย่างมี Trade-off เพราะเวลาและพลังงานของเรามีจำกัด เหมือนเรามีแต้มสกิลในเกม จะอัพมั่วไปหมดก็ไม่ได้ ใครกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง อยากแนะนำให้ลองฟังคลิปนี้ค่ะ บางทีเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่อาจยังหาจุดที่ทักษะของเรามันมารวมกันได้ลงตัวไม่เจอเท่านั้นเอง อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มกันดู แปะในเม้น อันนี้ความเห็นของเราหลังฟังคลิป - จริงๆ เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน คิดอยู่ตลอดว่าตัวเองเป็นเป็ด ไม่สุดซักทาง Technical พอได้ แต่ไม่ได้เทพขนาด Software Engineer (กระผมสาย Data AI) ฝั่ง Data pipeline ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั่งเขียนโค้ดแล้วมีความสุข สาย AI ก็ไม่ได้ไปขนาดนักวิจัย PhD ลงลึก พูดก็ไม่ได้เก่งขนาดพี่ๆ Sales ที่พูดแล้วเคลิ้ม พูดไม่เก่งด้วย 5555 ถ้าถามว่าเก่งที่สุดในแต่ละด้านไหม ก็คงไม่ใช่แน่ๆ - มีคนที่เก่ง Technical กว่าเราเยอะมาก มีคนที่พูดเก่งกว่า มีคนที่ขายเก่งกว่า แต่เราชอบและถนัดเอาความรู้หลายด้านมาเชื่อมกัน และก็ย้อนคิดไปว่า อย่างที่นายอาร์มพูด ไม่ใช่แค่เรื่องด้านอาชีพ ยังมีสกิลการใช้ชีวิตอีก ใครมันจะเคยไปอยู่ 5 ประเทศและติดเที่ยวไปเรื่อยเป็น 40 ประเทศ + ประสบภัยทุกประเทศแบบผ้ม 5555 ถ้าเป็นในเกม Survival กับ Adaptability น่าจะอัพมาเยอะอยู่ คนแบบเราแต่ละคนมีคนเดียวในโลกนะ 🐱🔥 #9arm #การทำงาน #พัฒนาตัวเอง #cattodata #นายอาร์ม
3
466
6
793
26,258
cattodata🐱📊 retweeted
[สาระเอไอ] ใช้ AI ทำงานเสร็จใน 10 นาที แต่ทำไมคนรับต้องเสียเวลาแก้ต่ออีก 2 ชั่วโมง? 🐱🔥 เคยไหมเพื่อนร่วมงานส่ง AI ส่งสไลด์มาให้ 30 หน้า หน้าตาสวยมาก หัวข้อครบ Bullet เป๊ะ ภาษาดูโปรสุด ๆ แต่พออ่านจบ ตกลงประเด็นสำคัญคืออะไร? ตัวเลขมาจากไหน? แล้วอยากให้เราทำอะไรต่อ? บางทีก็ต้องรื้อทำใหม่เกือบหมด เอ้า!!! 🐱💢 เรื่องแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Workslop คืองานที่สร้างด้วย AI แล้วดูเหมือนเสร็จสมบูรณ์ สไลด์สวย รายงานยาว สรุปดูดี แต่ข้างในกลับไม่มีเนื้อหาที่ช่วยให้งานเดินต่อได้จริง คำนี้มาจากงานวิจัยของ BetterUp Labs ร่วมกับ Stanford Social Media Lab ที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review เมื่อกันยายน 2025 โดยสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ 1,150 คน พบว่า - 40% เคยได้รับ Workslop ในเดือนที่ผ่านมา - คนที่เจอประเมินว่าราว 15.4% ของงานที่ได้รับเข้าข่าย Workslop - เจอแต่ละครั้งเสียเวลาเคลียร์งานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 56 นาที - ที่พีคคือ 53% ยอมรับว่าตัวเองก็เคยส่งงานลักษณะนี้ให้คนอื่นเหมือนกัน 5555 แปลว่าเราอาจเป็นทั้งคนโดนและคนปล่อยของในเวลาเดียวกัน แล้วทำไม Workslop ถึงแย่กว่างานชุ่ยแบบเดิม? เพราะงานชุ่ยแบบเดิมดูออกง่ายว่ายังไม่เสร็จ แต่ Workslop หน้าตาเหมือนงานเสร็จแล้ว! คนรับเลยต้องเสียเวลาแยกว่าอะไรจริง อะไร AI แต่งขึ้น อะไรยังไม่ได้ตรวจสอบ แล้วสุดท้ายก็ต้องไปถามคนส่งหรือทำใหม่เองอยู่ดี สมมติคนส่งประหยัดเวลาไป 10 นาที แต่คนรับกลับต้องเสียเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ภาระงานไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายจากโต๊ะคนส่งไปตกที่โต๊ะคนรับเท่านั้นเอง ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเรื่องภาพลักษณ์ คนที่ได้รับ Workslop ราวครึ่งหนึ่งมองว่าคนส่งมีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์น้อยลง 42% มองว่าน่าเชื่อถือน้อยลง และ 32% ไม่ค่อยอยากทำงานร่วมด้วยอีก คือใช้ AI เพื่อให้งานดูดี แต่ดันทำให้คนอื่นมองว่าเราเก่งน้อยลงแทน งานวิจัยพูดถึงคนใช้ AI สองแบบ คือ 1. Pilot คนที่รู้ว่าต้องการอะไร คุมทิศทางเอง ใช้ AI ช่วยคิด ช่วยตรวจ กับ 2. Passenger คนที่ปล่อยให้ AI ทำงานแทบทุกอย่างเพื่อเลี่ยงการลงแรงคิดเอง ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Pilot ใช้ AI บ่อยกว่า แต่กลับสร้าง Workslop น้อยกว่ากลุ่ม Passenger ราวครึ่งหนึ่ง! ปัญหาเลยไม่ใช่ว่าใช้ AI มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ใช้มันยังไงต่างหาก แล้วจะใช้ AI ยังไงไม่ให้กลายเป็นคนส่ง Workslop? ลองปรับวิธีทำงานง่าย ๆ แบบนี้ - ก่อนส่งงาน ถามตัวเองว่า “ถ้าคนรับถามกลับ เราอธิบายเองได้ไหม?” ถ้าไม่ได้ แปลว่างานอาจยังไม่พร้อมส่ง - บอก Context ให้ AI ชัด ๆ ว่าใครอ่าน เอาไปตัดสินใจเรื่องอะไร มีข้อมูลจริงอะไรบ้าง ไม่ใช่สั่งแค่ “ทำสไลด์เรื่อง X ให้หน่อย” - ให้ AI ช่วยตัดก่อนเติม เช่น “สรุป 3 ประเด็นที่ต้องตัดสินใจ พร้อมข้อมูลสนับสนุนและสิ่งที่ยังไม่รู้” ไม่ใช่เอะอะก็ขอให้ขยายเนื้อหา - บอกให้ชัดว่าอยากให้คนรับทำอะไรต่อ และถ้าส่วนไหนยังไม่ได้ตรวจสอบก็บอกตรง ๆ อย่าให้คนรับต้องไปเดาเอง ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ AI ทำให้งานสวยๆ ได้ง่ายมากแล้ว อยากได้รายงาน 20 หน้า สไลด์ 50 หน้า ก็สร้างได้ในไม่กี่นาที แต่ก่อนส่งเรายังต้องอ่าน ต้องคิด และต้องรับผิดชอบสิ่งที่อยู่ในนั้นอยู่ดี ลิงก์งานวิจัยในเม้นจ้า #สาระเอไอ #cattodata #Workslop #AIatWork
4
41
5
65
5,881
cattodata🐱📊 retweeted
สาย Data, AI หรือ Tech ที่อยาก Upskill หรือ เรียนต่อ ป โท ต่างประเทศ มี Event นี้มาแนะนำ น่าสนใจมาก 🐱📊🔥 ใครทำงานสาย Data อยู่แล้ว แต่อยากต่อยอดความรู้ให้ลึกขึ้น หรือกำลังมองหาโอกาสเรียนต่อด้าน Data Science, Business Analytics, AI หรือ Technology ในต่างประเทศ มีงานนี้มาแนะนำ 🎓 “QS Discover Masters & MBA Fair” งานเรียนต่อต่างประเทศที่รวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำ 40+ สถาบัน จาก UK, US, Canada, Australia และอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก มาให้พูดคุยและสอบถามข้อมูลกันแบบตัวต่อตัวเลย ไม่ต้องหาข้อมูลเองทีละที่ จัดโดย QS (Quacquarelli Symonds) ผู้จัดทำ QS World University Rankings งานนี้น่าสนใจยังไงสำหรับคนสาย Data? - ปกติเวลาจะเรียนต่อ เราต้องหาข้อมูลจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยมาเทียบกันเอง แต่งานนี้เราสามารถเดินดูได้เลยว่าแต่ละหลักสูตร ป.โทอะไรน่าสนใจบ้าง ทั้ง Data Science, Business Analytics, AI, Computer Science หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง - สนใจหลักสูตรไหนก็แวะเข้าไปพูดคุย ถามรายละเอียดกับตัวแทนมหาวิทยาลัยได้โดยตรงเลย - วางแผนเติบโตในสายอาชีพ อยากขยับจาก Data Analyst ไปสู่ Data Scientist หรือเปลี่ยนสายไปทำงานด้าน AI และ Technology สามารถพูดคุยกับมหาวิทยาลัยเพื่อหาหลักสูตรที่เหมาะกับเป้าหมายเราได้ - หาโอกาสรับทุนเรียนต่อ อันนี้น่าสนใจมาก! 🐱🎓 ในงานสามารถสอบถามข้อมูลทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ พร้อมโอกาสสมัครทุนการศึกษาจาก QS เลย มูลค่ารวมกว่า 1.6 ล้านบาท - เปรียบเทียบตัวเลือกเรียนต่อต่างประเทศ ทั้งหลักสูตร ค่าใช้จ่าย คุณสมบัติผู้สมัคร และขั้นตอนการสมัคร เพื่อช่วยวางแผนเรียนต่อได้ง่ายขึ้น และเค้ามีกิจกรรมฟรีอีกเยอะเลย ✅ ตรวจ CV และรับคำแนะนำจาก Career Coach ✅ ถ่ายภาพ Professional Headshot สำหรับ LinkedIn (อันนี้ชอบนะ ปกติเคยไปถ่ายที่ร้านแบบเสียเงิน 555) ✅ เข้าร่วมสัมมนาและ Q&A เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ ✅ รับส่วนลดคอร์สเตรียมสอบ GMAT/GRE และสิทธิ์ทำ Mock Test รายละเอียดของงานนะคะ 📅 วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2569 ⏰ 18.00–21.30 น. 📍 Hilton Bangkok Grande Asoke (ใกล้ BTS อโศก / MRT สุขุมวิท) 🎟️ เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ สามารถเข้าร่วมได้ทั้งนักศึกษา คนทำงานสาย Data, Developer, Software Engineer หรือใครที่สนใจต่อยอดความรู้ด้าน AI และ Technology งานนี้เป็นโอกาสดีมากจะได้ดูพวกหลักสูตรและพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรงเลย มหาลัยไหนมาบ้าง ลิสต์ไว้ให้ในใต้โพสต์นี้นะคะ มีหลายมหาลัยน่าสนใจเลย 👉 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี: tinyurl.com/cattodata 📝 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ: [email protected] #เรียนต่อต่างประเทศ #ทุนปริญญาโท #ทุนการศึกษา #QSDiscover #StudyAbroad
1
47
2
112
6,720
cattodata🐱📊 retweeted
Speech หัวหน้าที่ทัชใจวันนี้ นี่ก็ปลายปีแล้ว เราต้อง Slow down for Christmas 🎄😌 I love this energy 🐱🔥 (ห้วหน้าบ้านเหลืองเหมือนกัน 555)
1
16
6
29
36,118
cattodata🐱📊 retweeted
เป็นประเทศที่ท้อกับการเดินทางสุดๆ555555555
เมื่อก่อนเคยคิดว่านั่งๆ ไปเดี๋ยวก็ถึง ตั้งแต่ย้ายมาออสเตรเลียคือ 10 ชม++ มันไม่ถึงง 😭 ปีที่แล้วไปติ่งที่เกาหลี นั่งเกือบ 11 ชม ด้วยความขานึงมันแพงมากแล้วแบบมากๆ 1200$ ขาเดียว ติด ส อา ด้วย เพราะจองแบบอีกไม่กี่วันบิน เพิ่งประกาศแฟนมีต ขากลับยังมีแบบถูก เอาถูกสุดๆไปเลย 395$ ถูกมากกกก โปรค่ายส้ม รวมราคากันก็ไม่แย่นะ!!! พบว่าแย่555 แย่ที่ตอนขาไปเนี่ย นั่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซะที เดินสวนสนามเลย ออกไปเดินหลังเครื่องบ่อยมาก 11 ชม!!! แล้วแสงก็แยงตาไม่รู้ทำไมเครื่องมันสว่าง ไมเกรนขึ้นครั้งแรก ข้าวก็แย่มาก เหมือนกินกระดาษ สั่งมาม่ากินไปสองรอบ (ก็ยังไม่ถึง!!!) รู้สึกเหมือนโดนทำโทษ ยังไม่รวมปวดหลังปวดคออีก พออออ แต่ที่พักถูกเกินก็อันตราย ยุโรปนี่เช็คแล้วเช็คอีกว่าไม่ถูกเกินจนมี bed bug ใช่ไหม เดี๋ยวเสียค่าหมอเพิ่มอีก สรุปเลือกไม่ได้ ไม่ได้ไป 555
1
1
1
600
cattodata🐱📊 retweeted
ไม่มีคอมเม้นเรื่อง HR ไทย เพราะไม่ค่อยได้เจอ แต่อยากเสริมเรื่อง STAR เลยอยากเสริม บ เทค (และไม่เทคก็มี) นิยมให้ตอบแบบนี้ บางที่ส่งคู่มือมาเลย STAR เป็นเทคนิคในการเล่าเรื่อง / ตอบคำถาม โครงสร้างการตอบ 4 ส่วน ประกอบด้วย Situation, Task, Action และ Result เพื่อช่วยให้ตอบคำถามได้แบบมี Structure - S - Situation (สถานการณ์): เล่าที่มาว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ที่ไหน และเมื่อไหร่ - T - Task (เป้าหมาย): เรามีหน้าที่แก้ปัญหาอะไรในสถานการณ์นั้น - A - Action (การกระทำ): เล่าสิ่งที่เราทำลงไปจริงๆ เพื่อแก้ปัญหา - R - Result (ผลลัพธ์): ผลลัพธ์เป็นตัวเลขหรือความสำเร็จที่ชัดเจน ใช้ได้กับทุกเรื่องเลย ตัวอย่างสมมุติเขียนเรื่องการสร้างเพจของเรา STAR Example – Building CattoData Page S: I noticed that a lot of Data & AI content was too technical for general audiences. T: I wanted to make complex topics easier and more practical to understand. A: I researched topics, created simple content, tested different formats, and improved based on audience feedback. R: The account reached millions of impressions and led to new opportunities. บ เทคนิยมใช้เวลาสัมภาษณ์มากๆ แปะข้อมูลเพิ่มเติมให้ในเม้นนะคะ #STAR #การสัมภาษณ์ #cattodata
ตั้งแต่เริ่มเข้ากระบวนการหางาน สัมงานในออส รู้เลยว่า HR บริษัทไทยคือประสาทแดกที่ 1 ที่นี่เจอ HR บอที่แบบดีมากๆ ส่ง PDF ข้อมูลบริษัทมาให้อ่านก่อนสัม/ 1 วันก่อนสัม มีส่งแนวทางคำถามที่จะถาม บอกให้เราซ้อมตอบแบบ STAR method มีรีวิวหลังสัม มีส่งอีเมล์/sms มาขอก่อนจะโทรมา ไม่ได้โทรมาแบบสุ่มเวลา คือ มีขั้นตอนที่ปฏิบัติกับเราแบบให้เกียรติ ไม่ได้มองเราเป็นแค่คนหิวเงิน อยากได้งาน จะทำไรก็ได้กับเรา
2
499
1
574
36,741
cattodata🐱📊 retweeted
อันนี้จริง แม้เราจะเป็นผู้สมัครก็ต้องเลือกดีๆ เหมือนกัน - ให้ลองคิดเลยว่าเดี๋ยวเราต้องอยู่กับหัวหน้าคนนี้ คนกลุ่มนี้ที่สัมภาษณ์ถ้ามีคนในทีม ไปอีกเป็นปีๆ เราจะโอเคมั้ย แว้บแรกความรู้สึกที่คุยเป็นยังไง อยากทำงานด้วย หรือ อยากหนีจากตรงนี้ตั้งแต่ยังไม่เข้า - เคยไปสัมภาษณ์ทุนเรียนต่างประเทศที่นึง แต่เป็นแบบต้องกลับมาทำงานใช้ทุน เพิ่งเคยรู้สึกว่าแค่สัมภาษณ์ก็อยากจะหนีแล้วเป็นยังไง แม้ offer เงินดีมาก + ทุนค่าเรียนเป็นล้าน สรุปไม่เซ็น ไม่เอา หาอันอื่นต่อไป รู้สึกว่าน่าจะต้องเอาเงินมาคืนก่อนเวลาแน่ๆ น่าจะอยู่ไม่ถึงครบสัญญาใช้ทุน แม้แค่ 2 ปี - อีกที่เพิ่งเล่า เคยสัมแล้วเงินเพิ่มให้จาก Offer เดิมหลังต่อรองอีกให้เกิน 40% + Sign-on bonus หลักแสน แต่คุยตำแหน่งงานแล้วไม่คลิกมากๆ เค้าลงประกาศไว้เป็นอันนึง พอคุยไปคุยมาแล้วนี่มันเดอะแบกนี่ ทำคนเดียวทั้งหมดไปเลย มันดูไม่ค่อยจะตรง JD นะ เค้าบอกจริงๆ หาคนทำอันนี้แหละ แต่ลงไว้กลางๆ ก่อนเพราะหาคนมาสมัครไม่ได้ แต่คุยแล้วเรา Qualified มากๆ เดี๋ยวๆๆ สรุปไม่ไป 555 (ก็ว่าทำไมให้เงินเยอะจัง พรี่หา Senior แต่เงินที่เสนอให้เยอะนะ แต่ไม่ถึงราคาซีเนียร์แน่ๆ...)
อยากให้ทุกคนที่ไปสัมภาษณ์งาน มี mindset ว่าไม่ใช่แค่บริษัทเลือกเรา แต่เราก็เลือกบริษัทเหมือนกัน เพราะการสัมภาษณ์มันคือ 2-way communication ที่ไม่ใช่แค่เขาถามเราฝ่ายเดียวนะ ๆ แต่เราก็มีสิทธิ์ถาม มีสิทธิ์พิจารณาบริษัทเหมือนกัน ถ้าไปด้วย mindset นี้ เราจะไม่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไก่รองบ่อนจนยอมให้เขากด ส่วนตอนสัมภาษณ์ อยากให้ลองสังเกตว่า hiring manager และพี่ ๆ ในทีมที่สัมภาษณ์เรา mindset เป็นยังไง ฟังแล้วดูเป็นคนด้อยค่าคนอื่นหรือเปล่า น่าจะสามารถช่วยให้เราเติบโตในหน้าที่การงานได้มั้ย ถ้าเรามีปัญหาจะกล้าปรึกษาคน ๆ นี้มั้ย จากประสบการณ์เรา ที่ไหนที่สัมภาษณ์แล้วจบด้วยความรู้สึกประทับใจ แบบคิดว่าต่อให้ไม่ได้งานที่นี่ แค่ได้มาสัมภาษณ์ก็คุ้มค่าแล้ว ที่นั่นมักจะเป็นที่ที่ดี แต่ถ้าสัมภาษณ์แล้วรู้สึกไม่ดี หรือมีอะไรเอ๊ะ ๆ ต่อให้ offer ดียังไงก็ไม่ไปอ่ะ เพราะคงอยู่ได้ไม่นานแน่ ๆ
1
36
50
3,803
cattodata🐱📊 retweeted
จะว่าไปตอนอยู่ไทยคำนวนแบบนี้เหมือนกัน พอรวมโบนัส (fix) + สวัสดิการอื่นๆ คือต้องเกิน 40% ถึงเริ่มน่าไป หลังต่อรอง สรุปอีกฝั่งให้ Offer มาใหม่ จากตอนแรก +35% เป็น เพิ่มเกิน 40% + ให้เงิน Sign-on Bonus เป็นเงินก้อนอีกหลักแสน + มีค่าเดินทางและค่าอื่นๆให้ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ไปอยู่ดี หลังคุยตำแหน่งงานแล้วไม่คลิก วนคิดอยู่เหมือนกันว่าคิดผิดไหมและเค้า Offer ขนาดนี้ยังไม่ไปอีกเหรอ ได้เงินก้อนอีก (บ ข้ามชาติ) และพบว่าคิดถูกมากในลางสังหรณ์ (และหมอดู) คราวนั้นที่ไม่ไป อีกปีต่อมาอยู่ที่เดิมต่อ สุดท้ายได้ Offer +100% จำได้ในตอนนั้นว่าไม่ได้คำนวนอะไรเลยเพราะเคยทำไว้แล้ว อันนี้คือต้องไปแล้ว ไม่ได้ต่อรองอะไรเลย โดน Low ball ป่าวยังไม่รู้ 555 ให้เกินที่เสนอไปตอนแรกเลยไม่รู้จะต่อรองยังไงละ
มาเล่าประสบการณ์จริงในการต่อรองเงินเดือน โดยการใช้ Template ด้านล่างนี้ ขอไม่เปิดชื่อบริษัทและเรื่องนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ตัวเลขที่อยู่ในตารางนี้ แค่ปัดให้กลมๆ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับของจริง และแน่นอน เลขนี้ ไม่ใช้ Final Offer ที่ผมได้ เป็นแค่ตัวเลข ตั้งต้นตอนแรกที่ใช้ต่อรอง ไฟล์นี้ทำหลายเวอร์ชั่นเพราะต้องส่งไปมากับ HR ผมหยิบ v.2 มา เริ่มตั้งแต่มี Offer มาเรียกผมไปสัมภาษณ์ ผมแจ้งตัวเลขที่คาดหวังไว้มากกว่าที่เขา Offer มา พอสัมภาษณ์ Final หมดแล้ว ผมก็แจกแจงรายละเอียดทุกอย่างลงตาราง พร้อมกับต่อรองทีละหัวข้อ เริ่มจากฐานเงินเดือน บ.ปัจจุบันมี Fix โบนัส 1 เดือน และเรียกมันว่าเป็น 13 month salary โดยใช้คำนวณ โบนัสรายปีด้วย ดังนั้นเลยเอามารวมเป็นฐานเงินเดือนได้ และเมื่อเทียบกับ Offer ที่ได้คือ +12% ต่อมาในหมวด allowance บ.ปัจจุบันไม่มีค่าเดินทางให้ เพราะผมไม่ใช่เซล แต่จะได้ค่าโทรศัพท์ (ทุกการเดินทาง Biz Trip เบิกค่าใช้จ่ายตามจริง) โดยการต่อรองรอบแรก บ.ใหม่มีให้แค่ โทรศัพท์บริษัท ไม่จ่ายเป็นเงินให้ แล้วก็ไม่มีค่าเดินทาง แต่ผมต่อรองไปว่า ปกติ Work From Home ได้ 3 วัน แล้วเอาเข้าจริง หัวหน้าผมให้ Flexible กว่าเพราะเป็น Regional ไม่ต้องเข้าออฟฟิตบ่อยๆ ได้ แต่ บ.ใหม่ ให้ WFH วันเดียว งั้นผมขอค่าเดินทาง ก็เจรจา จนได้มา ในส่วนของโบนัส ตรงนี้ บ.ปัจจุบัน ให้เป็น % x ผลประกอบการ x ผลการประเมิน x เงินเดือนทั้งปี(13เดือน) ดังนั้นตอนคำนวณลงไปผมคิด minimum เอาแค่ % มาคิด ไม่เอาผลประกอบการกับผลการประเมินมา ส่วน บ.ใหม่ ไม่ได้คิดซับซ้อนอะไร แต่ให้เป็นเลขกลมๆ มาว่าปกติ ที่จ่ายมีตั้งแต่ 2-4 เดือน จุดนี้ต้องระวัง ถ้าเอาเลขมากสุดไปคำนวณ มันจะเป็นภาพลวงตามาก เพราะอย่าลืม โบนัส มันตามผลประกอบการ ถ้าไม่ดี ไม่จ่าย ไม่มีเขียนในสัญญา ดังนั้นผมใช้ เลขน้อยสุด ถือว่าเป็น Worse Case Scenario มาคิด ซึ่งเอาจริงๆ ควรเป็น 0 ด้วยซ้ำ อ่อลืมบอก บ.ปัจจุบัน เขียนวิธีคำนวณโบนัสไว้ในสัญญาจ้างด้วยนะ ดังนั้นแปลว่า ยังไง มันก็ต้องได้ 18% ตามสูตร เพียงแต่ว่าถ้า performance บ.เรา หรือ ตัวเราแย่ ก็อาจจะได้ลดหลั่นลงไป พอคำนวนมาถึงตรงนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้่นคือ +14% ซึ่งเอาจริงๆ ผมเรียกไป +20% นะ แปลว่ายังห่างอยู่ ก็ต้องมาดู รายการอื่นๆ ซึ่งก็เรียกมันว่าเป็น Other benefit ละกัน หลักๆ เลยคือ ประกันสุขภาพกลุ่ม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วันลา และ นโยบาย Work From Home อะไรที่เป็นตัวเลข แปลงเป็นเงินได้ เอามาคำนวณได้เลย จริงๆ ผมแปลงวันลา มาเป็นเงินด้วย แต่อยู่ในอีก version นึง สุดท้ายในการต่อรองเงินเดือน มันไม่ใช่ การพูดประโยคคมๆ หรืออะไรพวกนั้น แต่มันคือการแจกแจงสิ่งที่เราควรจะได้ หรืออะไรที่เราเสียไป แล้วต้องการมันกลับมาโดยแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นที่บริษัทให้ได้ ต่างหาก ส่วนผลลัพธ์ว่าการเจรจานี้ไปจบตรงไหน ผมก็ตอบได้ว่า ก็ได้ตามที่ผมเรียกไปคือ +20% ของ Total Package และที่เจ็บที่สุด ไม่ใช่ใครอื่น แค่คือภาษีเงินได้ปีนั้น ที่โคตรจะเจ็บเลย ปล. บริษัททั้งสองเป็นบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในไทย ดังนั้นค่าต่างๆ มักจะมีวิธีการไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าใช้กับบริษัทไทยแท้ หลายอย่างอาจจะไม่มี ก็ต้องปรับๆ กันไปครับ
1
58
107
5,920
สวิสในความทรงจำ ค่าที่พัก ค่าที่กินยังไม่เท่าไหร่ แต่ค่า Swiss pass นี่แพงร้องขอชีวิต ไปมา 2 รอบ รอบแรก Geneva อีกรอบแถว Zermatt จำได้ว่าสวยและแพง แต่ตอนนั้นอยู่ยุโรปและไปเที่ยวหลายๆ ที่ มีความใกล้เคียงกันแหละ 555 แต่ภูเขา Matterhorn นี่แนะนำให้ไปจริงๆ ถ้าฟ้าเปิด ชอบมากก พกช็อกโกแลตไปด้วยนะ ไปประกบถ่าย 😹
ไปสวิต ยังไงก็แสนอัพคับ อยู่สวิตสัก 7 วัน ซื้อสวิตพาส 8 วัน 18,000 ค่าที่พัก 7 คืนก็คง 20,000 อัพ เอาแบบไม่แย่ไปและไม่ดีมาก เพราะฉันนอนแบบไหนก็ได้ ขอแค่ได้นอน เพราะอยากไปนอนที่ Lauterbrunnen กับเมืองอื่น ๆ อีก ไหนจะค่าอาหารมื้อละ 1,000 อัพ × 7 วัน 2 มือ 14,000 โดยประมาณ (ต้องพกมาม่าสัก 10 กระป๋อง 🤭) ค่าตั๋วเครื่องไปสวิต คาดเดา 35,000 ค่ารถไฟ Gracia Express ราว ๆ 6 พัน ประเทศเดียวก็แสนแล้ว 🤣
3
8
9
887
cattodata🐱📊 retweeted
📌 วิธีส่วนตัวผมจะวัดจาก Location ของที่ทำงานเป็นหลัก ครับ ไม่ได้ดูแค่ว่าอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แต่ดูว่าการเดินทางคุ้มกับงานที่ได้ไหม ☐ ระยะทาง จากบ้านถึงออฟฟิศ ใช้เวลากี่นาที (Door-to-Door) ☐ การเดินทาง ใกล้ BTS/MRT ไหม ต้องต่อรถกี่รอบ ☐ Rush Hour ช่วงเวลาเข้างาน เลิกงาน รถติดหรือคนแน่นแค่ไหน ☐ ค่าเดินทาง รวมต่อเดือนเท่าไหร่ เทียบกับเงินเดือนที่ได้รับ ☐ รูปแบบการทำงาน เข้าออฟฟิศกี่วัน มี Hybrid/WFH ไหม ☐ คุณภาพชีวิต กลับถึงบ้านกี่โมง ยังมีเวลาพักผ่อนหรือทำอย่างอื่นไหม ☐ ความคุ้มค่า เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น คุ้มกับเวลาและค่าเดินทางที่เสียไปหรือเปล่า สำหรับผม ที่ทำงานที่ดี ไม่ควรทำให้เราเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน และเงินเดือนที่สูงขึ้นก็อาจไม่คุ้ม ถ้าต้องแลกกับเวลาชีวิตวันละ 3-4 ชั่วโมงครับ
เพื่อนๆที่ทำงานในกรุงเทพกัน มารีวิวการเดินทางให้เด็กปริมณฑลฟังได้ไหมคะ เพื่อเป็นการตัดสินใจในการหางานใหม่ 💌⊹
8
6
986
cattodata🐱📊 retweeted
เคยเขียนโพสต์เรื่องการเตรียมสัมภาษณ์งานไว้หลายอัน ถ้าแนะนำเลยก็การตอบแบบ STAR ค่ะ เพื่อให้คำตอบของเรากระชับและชัดเจนมี Structure STAR ⭐ S – Situation: เกิดอะไรขึ้น ⭐ T – Task: เรารับผิดชอบอะไร ⭐ A – Action: เราทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา ⭐ R – Result: ผลลัพธ์เป็นยังไง บ เทคและ บ ใหญ่ๆ นิยมใช้เวลาสัม บางที่ส่งคู่มือ STAR มาให้ก่อนเลย ลองเอาไปประยุกต์ใช้ได้ เช่น “ตอนนั้น Data Pipeline มีปัญหาทำให้ Report ไม่อัปเดต (S) เราเลยต้องหาสาเหตุและแก้ให้ทันก่อนทีม Business เริ่มงาน (T) โดยตรวจสอบ Logs จนพบว่าต้นทางเปลี่ยนชื่อ Column เลยแก้ Mapping และเพิ่ม Schema Validation (A) ทำให้ Pipeline กลับมาทำงานได้ทันเวลา และป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ (R)” เป็นต้น เคยเขียนเรื่องสัมภาษณ์งานไว้หลายโพสต์ลองดูได้นะคะ เทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์แบบ STAR xitter.cf/cattodata/status/20800… คำถามที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งาน xitter.cf/cattodata/status/20808… Interview Tips เรื่อง Culture xitter.cf/cattodata/status/20811… หากโดนถามว่า “มีอะไรอยากถามไหม?” จะถามอะไรกลับดี xitter.cf/cattodata/status/21074… คำถามมองตัวเองยังไงใน 5-10 ปี xitter.cf/cattodata/status/20913… โพสต์รวมโพสต์ที่มีประโยชน์ของเราฮะ xitter.cf/cattodata/status/20832…
เริ่มกลัวการสัมภาษณ์งาน 🥺 ใครมีเทคนิคดี ๆ ในการสัมภาษณ์งานแนะนำหน่อยค่ะ เซกค่อนจ้อบของเจนซี
1
249
607
12,285
จากโพสต์เรื่อง ‘วิธีหาพลังวิเศษ’ เลยเป็นแรงบันดาลใจ ลองใช้ AI ให้ Rank แต่ละ Skill ให้ ถ้าใครคุยกับเอไอบ่อยๆ เราสร้าง Prompt นี้มา ไปเล่นได้ฮะ เผื่อได้ไอเดียค้นหาตัวตน แปะด้านล่างนะ มาเล่นกัน!! ของเรานี่ สายเป็ดของจริง 5555 Class: Hybrid Pathfinder ไม่ใช่ตัวละครที่เลือกอัปสกิลด้านเดียวจนสุด แต่เป็นสายผสมที่มีประสบการณ์จริงหลายด้าน และเอาความรู้ต่างสาขามาใช้ร่วมกันได้ 🐱🔥 สกิล Combo - Tech × Business × Writing แปลเรื่องเทคนิคซับซ้อนให้กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเข้าใจและนำไปใช้ Adaptability × Survival - รับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่และความไม่แน่นอนได้ดี ของทุกคนเป็นยังไงมาแชร์กันได้ อยากเห็น ---PROMPT--- 🎮 PROMPT: ถ้าชีวิตฉันเป็นเกม RPG ฉันจะเป็นตัวละครอะไร? สมมติว่าชีวิตจริงคือเกม RPG และคุณเป็น Game Master ที่รู้จักฉันจากบทสนทนาที่ผ่านมา ฉันอยากรู้ว่า Skill Points ที่สะสมมาตลอดชีวิตถูกใช้ไปกับอะไร และทักษะหลายอย่างที่มี เมื่อนำมารวมกันจะกลายเป็น Super Power อะไรที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่น STEP 1 — วิเคราะห์ตัวฉัน ใช้ประวัติการสนทนา Memory และข้อมูลเกี่ยวกับฉันที่เข้าถึงได้ ทั้งเรื่องงาน การเรียน งานอดิเรก ความสนใจ ประสบการณ์ชีวิต บุคลิก วิธีคิด จุดแข็งและจุดอ่อน อย่าวิเคราะห์เฉพาะอาชีพ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องงาน! ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ถามเพิ่มไม่เกิน 5 คำถาม ห้ามแต่งข้อมูลขึ้นเอง STEP 2 — สร้าง RPG Character Profile กำหนดข้อมูลต่อไปนี้จากตัวตนจริงของฉัน * Character Name: ฉายาตัวละคร * Class / Subclass: สายอาชีพและความเชี่ยวชาญ * Level: ระดับตัวละคร พร้อมอธิบายเกณฑ์ประเมิน * Passive Abilities: ความสามารถติดตัว * Ultimate Skill: Super Power เฉพาะตัว * Weaknesses / Debuffs: จุดอ่อนและข้อจำกัด STEP 3 — สร้าง Skill Stats 8 ด้าน ให้ AI เลือกหมวด Skill ทั้ง 8 ด้านเองตามตัวตนของฉัน ไม่ใช้หมวดสำเร็จรูปเหมือนกันทุกคน ให้คะแนน 0–100 ตามหลักฐานที่มี โดย * มีทั้งสกิลสูง ปานกลาง และต่ำอย่างสมเหตุสมผล * ไม่อวยหรือให้ทุกสกิลเกิน 80 * แยกสิ่งที่เก่งจริงออกจากสิ่งที่แค่สนใจ * ระบุเมื่อคะแนนเป็นเพียงการคาดเดา STEP 4 — สร้าง CHARACTER DASHBOARD 🎮 สำคัญที่สุด: ต้องแสดงหน้าสถานะตัวละครแบบเกม RPG พร้อมกราฟจริง ไม่ใช่แค่ตารางหรือคำบรรยาย Dashboard ต้องมี Character Name, Class, Level, Skill Stats ครบ 8 ด้าน, Strengths, Weaknesses และ Ultimate Skill แสดง Skill Stats เป็น Horizontal Bar Chart คะแนน 0–100 พร้อมตัวเลขกำกับ สีแยกตามระดับ และความยาวแท่งตรงกับคะแนนจริง ให้เลือกรูปแบบตามความสามารถของ AI ตามลำดับ 1. Interactive Dashboard: ใช้เครื่องมือสร้างกราฟหรือ UI ที่แสดงผลได้จริง และกดดูรายละเอียด Skill ได้ถ้ารองรับ 2. Image Dashboard: ถ้าสร้าง UI ไม่ได้ ให้สร้างภาพ Character Status Screen สวย ๆ ภาพเดียว พร้อมกราฟครบทุกสกิล 3. Text Dashboard: ถ้าทำทั้งสองแบบไม่ได้ ให้ใช้หลอดพลังตัวอักษร เช่น ███████░░░ 70/100 เลือกธีม Fantasy / Sci-Fi หรือธีมที่เหมาะกับบุคลิกของฉัน และตรวจสอบว่ากราฟแสดงผลจริง ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดไว้ แสดง Dashboard ก่อน แล้วค่อยอธิบายผลวิเคราะห์ STEP 5 — ค้นหา Super Power ที่แท้จริง วิเคราะห์ต่อว่า 1. ฉันใช้ Skill Points ไปกับอะไรเยอะที่สุด? 2. ทักษะ 3–4 อย่างใดที่รวมกันแล้วทำให้ฉันแตกต่าง? 3. Super Power ของฉันคืออะไร และใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? 4. Blind Spots หรือจุดอ่อนที่ฉันอาจมองไม่เห็นคืออะไร? 5. ถ้าได้ Skill Points เพิ่มอีก 20 แต้ม ควรลงทุนอัปสกิลอะไร และเพราะอะไร? กติกาสุดท้าย: วิเคราะห์ตรงไปตรงมา ไม่อวย ไม่แต่งเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง และอย่าใช้คำตอบกว้าง ๆ ที่ใช้ได้กับทุกคน ฉันอยากเห็นตัวละคร RPG ที่สะท้อนชีวิตจริงของฉันมากที่สุด! ---PROMPT---
วันนี้ฟังคลิปของ 9arm เรื่อง ‘วิธีหาพลังพิเศษ’ ชอบแนวคิดนี้มาก คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เก่งในแบบของตัวเองได้จากการเอาทักษะหลายๆ อย่างมารวมกัน - คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย เปิดโซเชียลก็เจอแต่คนเก่งกว่า เรียนก็มีคนเรียนเก่งกว่า ทำงานก็มีคนทำงานเก่งกว่า ภาษาอังกฤษก็มีคนพูดเก่งกว่า สุดท้ายเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง - ปัญหาคือเรากำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทีละแกน ทั้งที่จริงๆ คนเรามีความสามารถหลายแกนมาก - สมมติเราเขียนโปรแกรมได้ 70% สื่อสารได้ 70% เข้าใจ Business ได้ 70% ถ้าเอาแต่ละอย่างไปแข่งกับคนที่เก่งที่สุดในด้านนั้น เราก็แพ้หมด 😭 แต่ถ้าเอาสามสกิลนี้มารวมกันล่ะ? - เราอาจกลายเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะตัวมากๆ เพราะคนที่เขียนโค้ดเก่งระดับเทพอาจสื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง ส่วนคนที่สื่อสารเก่งมากก็อาจไม่เข้าใจ Technical เลย จุดตัดของ Skill เหล่านี้ เรียกว่า Super Power ของแต่ละคน - เปรียบเทียบกับการเล่นเกม ถ้าเราเป็นสาย Late Game สายแครี่ ตัวบาง จะรีบไป flight ตั้งแต่ต้นเกมทำไม เข้าไปก็ตุย ไปฟาร์มก่อนสิ 555 ต้องรู้ว่าตัวเองเก่งในสนามไหน แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสนามนั้น ไม่ใช่ไปแข่งกับคนอื่นในสิ่งที่เขาถนัดกว่าเราอยู่แล้ว - และทุกคนมี Skill Points จำกัด จะเก่งทุกอย่างไม่ได้ คนเก่งแค่ไหนก็มีจุดอ่อน สุดท้ายการทำงานจริงก็ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถต่างกันมาช่วยเติมเต็มกัน - และทุกอย่างมี Trade-off เพราะเวลาและพลังงานของเรามีจำกัด เหมือนเรามีแต้มสกิลในเกม จะอัพมั่วไปหมดก็ไม่ได้ ใครกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง อยากแนะนำให้ลองฟังคลิปนี้ค่ะ บางทีเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่อาจยังหาจุดที่ทักษะของเรามันมารวมกันได้ลงตัวไม่เจอเท่านั้นเอง อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มกันดู แปะในเม้น อันนี้ความเห็นของเราหลังฟังคลิป - จริงๆ เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน คิดอยู่ตลอดว่าตัวเองเป็นเป็ด ไม่สุดซักทาง Technical พอได้ แต่ไม่ได้เทพขนาด Software Engineer (กระผมสาย Data AI) ฝั่ง Data pipeline ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั่งเขียนโค้ดแล้วมีความสุข สาย AI ก็ไม่ได้ไปขนาดนักวิจัย PhD ลงลึก พูดก็ไม่ได้เก่งขนาดพี่ๆ Sales ที่พูดแล้วเคลิ้ม พูดไม่เก่งด้วย 5555 ถ้าถามว่าเก่งที่สุดในแต่ละด้านไหม ก็คงไม่ใช่แน่ๆ - มีคนที่เก่ง Technical กว่าเราเยอะมาก มีคนที่พูดเก่งกว่า มีคนที่ขายเก่งกว่า แต่เราชอบและถนัดเอาความรู้หลายด้านมาเชื่อมกัน และก็ย้อนคิดไปว่า อย่างที่นายอาร์มพูด ไม่ใช่แค่เรื่องด้านอาชีพ ยังมีสกิลการใช้ชีวิตอีก ใครมันจะเคยไปอยู่ 5 ประเทศและติดเที่ยวไปเรื่อยเป็น 40 ประเทศ + ประสบภัยทุกประเทศแบบผ้ม 5555 ถ้าเป็นในเกม Survival กับ Adaptability น่าจะอัพมาเยอะอยู่ คนแบบเราแต่ละคนมีคนเดียวในโลกนะ 🐱🔥 #9arm #การทำงาน #พัฒนาตัวเอง #cattodata #นายอาร์ม
2
19
1
39
1,777
เผื่อใครขี้เกียจ Select 🎮 PROMPT: ถ้าชีวิตฉันเป็นเกม RPG ฉันจะเป็นตัวละครอะไร? สมมติว่าชีวิตจริงคือเกม RPG และคุณเป็น Game Master ที่รู้จักฉันจากบทสนทนาที่ผ่านมา ฉันอยากรู้ว่า Skill Points ที่สะสมมาตลอดชีวิตถูกใช้ไปกับอะไร และทักษะหลายอย่างที่มี เมื่อนำมารวมกันจะกลายเป็น Super Power อะไรที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่น STEP 1 — วิเคราะห์ตัวฉัน ใช้ประวัติการสนทนา Memory และข้อมูลเกี่ยวกับฉันที่เข้าถึงได้ ทั้งเรื่องงาน การเรียน งานอดิเรก ความสนใจ ประสบการณ์ชีวิต บุคลิก วิธีคิด จุดแข็งและจุดอ่อน อย่าวิเคราะห์เฉพาะอาชีพ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องงาน! ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ถามเพิ่มไม่เกิน 5 คำถาม ห้ามแต่งข้อมูลขึ้นเอง STEP 2 — สร้าง RPG Character Profile กำหนดข้อมูลต่อไปนี้จากตัวตนจริงของฉัน * Character Name: ฉายาตัวละคร * Class / Subclass: สายอาชีพและความเชี่ยวชาญ * Level: ระดับตัวละคร พร้อมอธิบายเกณฑ์ประเมิน * Passive Abilities: ความสามารถติดตัว * Ultimate Skill: Super Power เฉพาะตัว * Weaknesses / Debuffs: จุดอ่อนและข้อจำกัด STEP 3 — สร้าง Skill Stats 8 ด้าน ให้ AI เลือกหมวด Skill ทั้ง 8 ด้านเองตามตัวตนของฉัน ไม่ใช้หมวดสำเร็จรูปเหมือนกันทุกคน ให้คะแนน 0–100 ตามหลักฐานที่มี โดย * มีทั้งสกิลสูง ปานกลาง และต่ำอย่างสมเหตุสมผล * ไม่อวยหรือให้ทุกสกิลเกิน 80 * แยกสิ่งที่เก่งจริงออกจากสิ่งที่แค่สนใจ * ระบุเมื่อคะแนนเป็นเพียงการคาดเดา STEP 4 — สร้าง CHARACTER DASHBOARD 🎮 สำคัญที่สุด: ต้องแสดงหน้าสถานะตัวละครแบบเกม RPG พร้อมกราฟจริง ไม่ใช่แค่ตารางหรือคำบรรยาย Dashboard ต้องมี Character Name, Class, Level, Skill Stats ครบ 8 ด้าน, Strengths, Weaknesses และ Ultimate Skill แสดง Skill Stats เป็น Horizontal Bar Chart คะแนน 0–100 พร้อมตัวเลขกำกับ สีแยกตามระดับ และความยาวแท่งตรงกับคะแนนจริง ให้เลือกรูปแบบตามความสามารถของ AI ตามลำดับ 1. Interactive Dashboard: ใช้เครื่องมือสร้างกราฟหรือ UI ที่แสดงผลได้จริง และกดดูรายละเอียด Skill ได้ถ้ารองรับ 2. Image Dashboard: ถ้าสร้าง UI ไม่ได้ ให้สร้างภาพ Character Status Screen สวย ๆ ภาพเดียว พร้อมกราฟครบทุกสกิล 3. Text Dashboard: ถ้าทำทั้งสองแบบไม่ได้ ให้ใช้หลอดพลังตัวอักษร เช่น ███████░░░ 70/100 เลือกธีม Fantasy / Sci-Fi หรือธีมที่เหมาะกับบุคลิกของฉัน และตรวจสอบว่ากราฟแสดงผลจริง ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดไว้ แสดง Dashboard ก่อน แล้วค่อยอธิบายผลวิเคราะห์ STEP 5 — ค้นหา Super Power ที่แท้จริง วิเคราะห์ต่อว่า 1. ฉันใช้ Skill Points ไปกับอะไรเยอะที่สุด? 2. ทักษะ 3–4 อย่างใดที่รวมกันแล้วทำให้ฉันแตกต่าง? 3. Super Power ของฉันคืออะไร และใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? 4. Blind Spots หรือจุดอ่อนที่ฉันอาจมองไม่เห็นคืออะไร? 5. ถ้าได้ Skill Points เพิ่มอีก 20 แต้ม ควรลงทุนอัปสกิลอะไร และเพราะอะไร? กติกาสุดท้าย: วิเคราะห์ตรงไปตรงมา ไม่อวย ไม่แต่งเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง และอย่าใช้คำตอบกว้าง ๆ ที่ใช้ได้กับทุกคน ฉันอยากเห็นตัวละคร RPG ที่สะท้อนชีวิตจริงของฉันมากที่สุด! ---PROMPT---
1
1
189
ตัดภาพมาทางนี้ Q4ชี้เป็นตาย ยิ่งใกล้คริสต์มาสปีใหม่ทุกคนยิ่งบ้าขึ้นเรื่อยๆ the purge is coming to town
Speech หัวหน้าที่ทัชใจวันนี้ นี่ก็ปลายปีแล้ว เราต้อง Slow down for Christmas 🎄😌 I love this energy 🐱🔥 (ห้วหน้าบ้านเหลืองเหมือนกัน 555)
2
2
2
585
cattodata🐱📊 retweeted
[ทุนการศึกษา] 🇪🇺 ทุน Erasmus Mundus เรียนต่อปริญญาโทที่ยุโรปแบบ Fully Funded รอบปี 2027 เริ่มทยอยเปิดรับแล้ว 🐱🔥 เป็นทุนที่น่าสนใจมากๆ ส่วนตัวมีเพื่อนจบโครงการนี้หลายคน ได้ไปหลายๆประเทศเลย โครงการนี้น่าสนใจตรงที่เราไม่ได้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวตลอดหลักสูตร แต่ได้ย้ายไปเรียนอย่างน้อย 2 ประเทศในยุโรป บางหลักสูตรเรียนจบได้ปริญญาจากหลายมหาวิทยาลัยด้วย มีตั้งแต่ Computer Science, Data Science, AI, Engineering, Environment, Public Health ไปจนถึง Business และ Humanities รวมไปถึงสังคมศาสตร์เลย ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกสมัครหลักสูตรไหน ทุนครอบคลุมอะไรบ้าง? - ค่าเรียนเต็มจำนวน - เงินสนับสนุน €1,400/เดือน - ถ้าเรียน 2 ปี ได้สูงสุด €33,600 หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท - เงินส่วนนี้เอาไว้ใช้เป็นค่าครองชีพ ค่าเดินทาง วีซ่า และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน - มีประกันตามเงื่อนไขของหลักสูตร ตัวอย่าง 2 หลักสูตรที่ประกาศรอบสมัครปี 2027 แล้ว - 🇫🇮 EDISS อันนี้เหมาะกับสาย Data, AI และ Software Engineering เลย เรียนปีแรกที่ฟินแลนด์ ปีที่สองไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพันธมิตรในยุโรป เปิดรับ 16 พ.ย. 2026 – 12 ม.ค. 2027 - 🇪🇺 Euroculture เหมาะกับสาย Humanities, Social Sciences และ International Relations ได้เรียนเรื่องสังคมและวัฒนธรรมยุโรปในหลายประเทศ เปิดรับ 15 ต.ค. 2026 – 15 ม.ค. 2027 (รอบทุน) ส่วนคุณสมบัติก็ไม่ได้ใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด บางหลักสูตรกำหนด IELTS บางหลักสูตรกำหนดพื้นฐานวิชาที่ต้องเคยเรียนมา ต้องเข้าไปดูเป็นรายหลักสูตร ใครยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ลองเข้าไปดู Erasmus Mundus Catalogue ของสหภาพยุโรปได้เลย มีหลักสูตรให้เลือกเยอะมาก แต่ต้องดูด้วยว่าหลักสูตรที่สนใจยังมีทุนเต็มจำนวนเปิดให้สมัครในปีนั้นหรือเปล่า เพราะไม่ได้มีทุนให้ทุกหลักสูตรทุกรอบ และการได้เข้าเรียนก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ทุนอัตโนมัติ ลิงค์แปะในเม้นจ้า ไปสมัครกันน #ErasmusMundus #ทุนเรียนต่อ #FullyFunded #cattodata #ทุนการศึกษา
1
257
426
21,289
อีกหนึ่งโฆษณาน่าสนใจจาก Sydney 🇦🇺 5555 โฆษณาแบบหมอภูมิแพ้ต้องร้องไห้ คุณแพ้ขนแมวเหรอครับ? ฉีดยาพ่นจมูกของเราสิ แล้วจะ "BE AN ALLERGY BOSS" แมวเต็มบ้านหมาเต็มเมืองได้แบบผม แม้แต่เสื้อก็ยังเป็นขน 🐱🐱🐱🐱🐱🔥
อีกหนึ่งตัวอย่างโฆษณาอ่อมที่ออส 55555 ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ป้ายโฆษณา “Can’t do that if you’re driving” (ถ้าขับรถเอง ก็ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก) เป็นคนสวมหัวม้านั่งอยู่ในรถ ซึ่งถ้าเป็นคนขับก็คงทำไม่ได้ เพราะมองถนนไม่เห็นแน่ๆ!! ไงล่ะ!!! 🐴🔥 (แล้วทำไมชั้นต้องอยากใส่หัวม้านะ...นีาเราอยากเป็นม้าหรือนี่!! 😭) ไป search เพิ่มไอเดียคือ การเป็นผู้โดยสารให้อิสระมากกว่าการขับรถเอง - อยากเล่นมือถือ ก็ทำได้ - อยากนอนหลับ ก็ทำได้ - อยากแต่งหน้า ร้องเพลง ก็ทำได้ - แม้แต่ใส่หัวม้าก็ยังได้! อ่ออออ.....ไม่ได้ขับรถก็ไม่ได้อยากใส่ว้อยย เคยเห็นคนใส่ครั้งแรกจากปาร์ตี้ฮาโลวีนใน Squid game นี่แหละ 55555 เข้าไม่ถึง 😹
1
232
ถ้านับความบ่อย 🇦🇺 Australia นี่นับไหม 555 เมืองที่อาศัยอยู่แล้ว แต่บินในประเทศบ่อยเกมือนกัน Tasmania 5x, Melbourne 5x, Adelaide2x, Brisbane2x ยังไม่เคยไป Perth เลย ตั๋วแพง+บินนานเหมือนไป ตปท อยากไปเหมือนกัน 🇯🇵 น่าจะ 10+ รอบ ไปมาทั่วทั้งเกาะ ทั้งตอนเรียนญี่ปุ่น อยู่ออสแล้วก็ยังไป รักญี่ปุ่นแหละ 555 🇬🇧 UK น่าจะ 5+ รอบ ไปบ่อยอยู่ช่วงนึงตอนเรียนไอร์แลนด์ บินไปใกล้มาก วีซ่าแยก ไม่กิน เมืองใกล้สุดคือ ชม กว่าถึง แต่หลังเรียนจบก็ไม่ได้ไปอีกเลยเพราะไกล และอยู่นอกเชงเก้น จะไปทีคืออยู่แต่ในยุโรป 🇺🇸 US น่าจะ 5+ รอบเหมือนกัน ส่วนใหญ่ไปทำงาน และช่วงนึงทำงาน US เลยไปเที่ยวในประเทศบ่อยมาก บินเหมือนจะออกนอกโลก หลังจากนั้นก็เพิ่งไปมาเพราะไปติ่ง ไปคอน จริงๆ แอบใกล้ออสนะ บินตู้มเดียวถึง 🇰🇷 เกาหลี 4 รอบ ไปติ่งอย่างเดียวปาไปแล้ว 3 ไม่ได้เที่ยวเลยเหมือนไปทำภารกิจ ไปใช้ชีวิต 5555 ลงเครื่องปุ้ปไปติ่ง กลับไปกินข้าวเย็น ช็อปปิ้ง กลับบ 🇫🇷 ฝรั่งเศส น่าจะ 3 รอบ ส่วนใหญ่ไปนอกเมืองอื่นๆ ด้วยนอกจากปารีสก็ชอบนะ 🇮🇹 อิตาลี น่าจะ 3 รอบเหมือนกัน 🇳🇿 New Zealand 2 รอบ ประเทศพี่น้อง อยู่ใกล้สุดแถวนี้ แต่ไปมาแค่ 2 รอบ ค่าตั๋วแพงมากเวอร์ อยู่ใกล้แค่นี้ มีปีนึงชวนคนไปเล่นสกีนิวซีแลนด์ (เล่นไม่ค่อยเป็นหรอก หาเรื่องเที่ยว555) สรุปบวกไปมา ไปญี่ปุ่นอาจจะคุ้มกว่า ช่วงพีคสกีนิวนี่ตั๋ว 1000$ ที่พักยิ่งไปไกล ค่าสกีอะไรอีก จบที่ญี่ปุ่นอีกแล้ววว นอกนั้นประปรายมาก
ประเทศไหนที่คุณไปเที่ยวบ่อยที่สุดกันครับ และไปมาแล้วกี่ครั้ง ของผม > ญี่ปุ่น 🇯🇵 6 / สิงคโปร์🇸🇬 2 / เวียดนาม 🇻🇳2 (กำลังมีรอบ3)
1
4
3
798
การได้งานและย้ายมาออสเตรเลียของเราก็ว่ามีส่วนจาก Butterfly effects 🐱🦋 ตอนแรกก็หาโอกาสย้ายประเทศอยู่แล้วแต่มองแค่ US Canada Europe ได้มาออสเตรเลียเฉย ตอนนั้นได้ทุนไปเรียน Ireland 🇮🇪 → ไปเที่ยว ไปปีนเขาที่ Hallstatt → บังเอิญเจอคน Google → เขาบอกมี Potential ให้ลองสมัครดู เลย refer ให้ → สัมภาษณ์ Google USA แล้วไม่ได้ → ผิดหวังมาก ช่วงนั้นเลยหว่านสมัครบริษัทอื่น 🐱🔥 เพื่อย้ายประเทศ→ ได้บริษัท...คู่แข่ง → ได้ relocate มา Australia 🇦🇺 คือถ้าขี้เกียจไปปีนเขาวันนั้นทุกอย่างจะเปลี่ยนไปไหม? เคยเล่าเต็มๆไว้นี่ฮะ xitter.cf/cattodata/status/21091…
คุยกับรุ่นพี่คนนึง ตอนเราโดนเลย์ออฟ หางานพร้อมกันในออสเตรเลีย พี่เขาก็หาไปเรื่อยๆ ผ่านไปหนึ่งปีจนปีนี้ พี่ทักมาบอกว่าเพิ่งได้งาน จากตอนไปเที่ยว ไปดูโลมา นั่งเล่น เจอเจ้าของบริษัทมาคุยด้วย บอกอ้าว หางานหรอ เขาก็หาคนตำแหน่งนี้พอดี งั้นมาเริ่มงานเลยมั้ย หลังจากนั้นเจ้าของบ.ออกตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมให้ไปดูงาน ให้ดูระบบอะไรให้ครบ สรุปได้คอมใหม่ ได้งาน แถมจะทำเรื่องสปอนเซอร์ให้ต่ออีก แกว่าการหางานมันคือดวงปะ จังหวะชีวิต จังหวะโชคจะพาคนมาเจอกัน นี่ก็งงกับพี่เขาด้วย งงไปหมด
1
2
169
cattodata🐱📊 retweeted
จิ้น ฟีลเหมือนมีป๋าดัน (กราบบ)
สมาชิกติ๊กฟ้าคนใหม่ ไปรุมฟอลกันได้ฮะ 🐱🔥
1
1
1
255