
แท็กสาระ: #studywithmatcha 🐰◝。 แท็คการเรียนในแต่ละวัน: #วันนี้มัตฉะทําอะไร🍡 ⛺ 🌳 for advice, feel free to DM・ᴗ・ 🧷shopee link รวมเครื่องเขียนที่ใช้ทั้งหมด👇
dek67🥦🍄
Joined August 2022
- Tweets8.8K
- Following175
- Followers1.2K
- Likes3K
Pinned Tweet
✮⋆˙ How to A-Level Eng : 88.75 TGAT1 : 83.33 ᯓᰔ (ปี68) ver.อ่านเองไม่ลงเรียนพิเศษ #dek69 #dek70 #วันนี้dek70ทําอะไร #studywithmatcha
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
อารมตอนนี้อยุ่ในตรงกลางระหว่าง
1. วิ่งตามความฝันแบบโชเนนจั๊ม ใส่ทุกอย่างให้สุด you only live once เกิดมาครั้งเดียว ชีวิตนี้จะลิขิตเอง
2. โลกนี้คือมายา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของเราเลยสักอย่าง แม้แต่ชีวิตนี้
ละไม่รุ้ต้องวางตัวเองไว้ตรงไหน คิดทุกวัน 🥲
พูดโดยคนเรียนวิศวะ5556655555544
จริงๆเรื่องนี้มันมีเหตุผลในความมั่นหลอนๆของพวกวิศวะอยู่
ย้อนกลับไป 30 ปีก่อนในไทย ตอนเศรษกิจไทยยังบูม คณะวิศวะคือคณะที่คะแนนสูงพอๆกับแพทย์
เช่นปี39
วิศวะจุฬาคะแนนสูงสุดต่ำสุดคือ 490-351
หมอจุฬาคะแนนสูงสุดต่ำสุดคือ 452-334
แต่หมอต้องสอบชีวะวิศวะไม่ต้องสอบชีวะ ซึ่งถ้าเอาคะแนนชีวะที่1รุ่นตอนนั้นที่ได้ 50คะแนนมาถ่วงกัน ก็คือคะแนนแทบจะติดกันเลย หรือว่าง่ายๆในยุคนั้น คนเรียนวิศวะจุฬาคนที่คะแนนต่ำที่สุดยังสามารถติดหมอได้ทุกมหาลัยถ้าไม่ใช่จุฬา
แปลว่ามันได้เด็กเก่งไปเยอะมากจากคณะวิศวะ พอเด็กมันเก่งอยู่แล้วจบออกมาไม่ว่ามันจะเรียนคณะเชี่ยไรมันก็เก่งให้มันไปเรียน ปวสมันก็เก่ง
แล้วพอคณะมันเด็กเก่งเยอะบริษัทส่วนใหญ่ไม่ว่า industrial ไหนแม่งก็จะ bias คนจบวิศวะก่อน การเงิน ไอที ติวเตอร์ การท่องเที่ยว ceo บริษัทในไทยมันเลยถูก dominated by วิศวะ
Fast forword มาปจบ ศกไทยเหี้ย ไม่มีธุรกิจกลุ่ม hightech มาลงทุน วิศวะตกงาน คณะแม่งก็เด็กเก่งมาเรียนน้อยลง ส่วนใหญ่มีแต่ควายหลุดคอกมาเรียนให้โดนรีไทร์ออก แต่ยังเสือกพราวกับคำว่าวิศวะ ทั้งที่แม่งโง่ควายงงเกาะบุญเก่ากิน เชื่อกุเถอะถ้านับมหาลัยดังๆ วัดค่าเฉลี่ย เด็กวิศวะดีไม่ดีโง่คณิตกว่าคนเรียนบัญชีด้วยซ้ำ
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
ในสภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอจนเหลือพลังงานแค่ 10% ตามที่ต้นทวิตบอก มันจะทำให้
- การควบคุมอารมณ์ผิดปกติ(amygdala ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น)
- สมองด้านเหตุผลก็ผิดปกติ(prefrontal cortex ทำงานแย่ลง)
- แถมยังมี cortisol ที่เป็น stress system ของร่างกายออกมาทำงานร่วมด้วยอีก
เพราะงั้นการแสดงพฤติกรรมแย่ๆออกมาในช่วงเวลานั้น ทั้งที่ปกติไม่เป็นก็เป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะ threshold ความเครียดมันต่ำลง เลยถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น
การจะมาตัดสินว่าเค้ามีคาร์แรคเตอร์แย่ๆ จากการที่เค้าโมโหในช่วงเวลาแบบนั้นก็เกินไปหน่อย พฤติกรรมของคนมันประกอบไปด้วยสารเคมีในสมองรวมทั้งฮอร์โมนต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่จาก free will จิตใจ หรือคาร์แรคเตอร์อย่างเดียว
เคยสังเกตไหมว่า คาแรกเตอร์จริงของคน ไม่ได้โผล่ตอนเขาพลังเต็ม แต่โผล่ตอนแรงเหลือแค่ 10%
- กลับบ้านสามทุ่ม ลูกถามคำถามเดิมเป็นรอบที่ 5 แล้วยังตอบดีๆ
- รถติด 2 ชั่วโมง แต่ไม่ลงกับพนักงานเก็บเงินที่ทางด่วน
- งานพังตอนห้าโมงเย็นวันศุกร์ แล้วไม่หันไปหาคนผิดก่อนหาทางแก้
ตอนนอนครบ กินอิ่ม งานลื่น ใครๆ ก็ใจดีได้
คาแรกเตอร์คือสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ตอนที่แรงหมดไปแล้ว
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
ทุกครั้งที่อ่านเจอตัวละครมี trauma ถูกเร่งให้โตเกินวัย ถูกผู้ใหญ่สักคนและผู้คนรอบตัวในสังคมใหม่ babying ได้รับความรักหรือความอ่อนโยนจนทำตัวไม่ถูก ทำตัวเหมือนเม่น แข็งนอกอ่อนใน แว้ด ๆ ปากไม่ตรงกับใจ ข้างนอกพร้อมกัด ข้างในใจอ่อนยวบ ฉันจะรู้สึกว่า inner child ได้รับการเติมเต็ม
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
ชอบประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนี้มาก เขาบอกว่า...
“อะไรก็ตามที่คุ้มค่าที่จะทำ ต่อให้ทำได้แค่บางส่วนก็ยังนับว่าคุ้มค่าอยู่ดี”
เราว่ามันเอาไปใช้ได้กับทุกเรื่องเลย ไม่ใช่แค่กับเรื่องทำงานบ้าน ลองปล่อยให้ตัวเองใช้พลังงานแค่สัก 5% ดูสิ บางทีเราอาจจะอยากทำต่อให้เสร็จ หรืออาจจะพอแค่นั้น and it's ok, too
เพิ่งอ่านเล่มนี้จบ เซอร์ไพรส์มาก (และดีมากกก) ไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องของการดูแลสุขภาพจิตที่ซ่อนอยู่ในเรื่องการจัดหรือการดูแลบ้านมากมายขนาดนี้
คุณเจ้าของหนังสือเอา 2 เรื่องนี้มาเชื่อมโยงกันแล้วเขียนออกมาให้อ่านแบบสนุก แต่ละบทสั้น ยาว สลับกัน แถมยังได้แนวทางในการดูแลสุขภาพจิตตัวเองไปพร้อมๆ กับการดูแลบ้านด้วย
คุณ KC เป็นนักบำบัดค่ะ (เธอมีอาการของ ADHD ด้วย) ช่วงที่คลอดลูกคนที่สอง เป็นช่วงล็อคดาวน์โควิดพอดี ทั้งต้องดูแลบ้าน ดูแลลูกที่เพิ่งคลอด นอนไม่พอเพราะต้องตื่นมาให้นมลูก ช่วงนั้นเธอรู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เธอตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
หนังสือเล่มนี้ก็มาจากปัญหาที่เธอเคยเจอมากับตัวเองค่ะ ตอนอ่าน มีหลายช่วงที่พยักหน้าตามหงึกๆ เพราะมีหลายตอนที่ relatable กับตัวเองมาก
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
จากคนที่ขี้เกียจมาก ๆ คิดอยากทำอะไรตั้งเยอะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มสักที แบบเรา 🥹
จนได้รู้ว่า บางทีการเป็นคน Productive ขึ้น อาจไม่ต้องเริ่มจากการมีวินัยมากมาย แค่เปลี่ยนวิธีคิดเล็ก ๆ ก็ช่วยได้แล้ว
1. อย่าคิดเยอะจนไม่ได้เริ่ม
บางทีเรามัวแต่คิดว่ามันจะยากมั้ยย ต้องทำอะไรบ้าง จะไหวรึเปล่า จนสุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำสักที ลองหยุดคิดแล้วเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ตรงหน้าก่อน เช่น อยากออกกำลังกาย ก็แค่ลุกไปเปลี่ยนชุด ไม่ต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง
2. บอกตัวเองว่า “แค่ 5 นาทีเอง”
ทำให้สิ่งที่ดูยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ต้องตั้งเป้าว่าต้องทำให้ได้เยอะ ๆ เพราะบางทีพอเริ่มแล้ว เราอาจอยากทำต่อเองก็ได้ และถึงจะทำแค่ 5 นาที อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้เริ่มเลยนะ
3. ลองฝืนตัวเองอีกนิด
แน่นอนว่าบางวันเราก็ไม่อยากทำอะไรเลย แม้แต่เปลี่ยนชุดออกกำลังกายแล้วยังอยากกลับไปนอน 5555 แต่ลองผลักตัวเองให้ไปต่ออีกนิด บางทีความรู้สึกดีหลังทำสำเร็จ อาจคุ้มกว่าที่คิด
4. สร้าง Small Achievements ให้ตัวเองทุกวัน
ไม่จำเป็นต้องเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แค่เก็บห้อง อ่านหนังสือ 5 หน้า หรือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จสักอย่าง ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจแล้ว ความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ สร้างกำลังใจให้เราอยากพัฒนาตัวเองต่อไป
สุดท้ายแล้ว อยากให้จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เก่งขึ้นภายในวันเดียว แค่วันนี้กล้าลงมือทำมากกว่าเมื่อวานนิดนึง ก็ถือว่าเก่งมากแล้วนะคับ 🤍
และอย่ามัวแต่พยายามเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น จนลืมมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้ด้วยน้า
แล้วทุกคนมีวิธีเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองยังไงกันบ้างคะ มาแชร์กันหน่อย เผื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วยย 🫶🏻🫶🏻
กลับมาและทุกท่าน หลังจากโซเช่วดีท้อคมา ได้ความว่าเล่นทวิตก็ไม่ได้ทำให้ mental health แย่ลงเท่าไร5555 กลับมาเล่นดีกว่า😹😹
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
พอกลับมาโฟกัสตัวเองเยอะ ๆ ทำให้รู้สึกมีความสุขมากอะ แม้แต่การกินของอร่อยก็รู้สึกมีความสุขม้ากมาก รักตัวเองจัง
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
เราไม่จำเป็นต้องรีบเติบโตเพียงเพราะเห็นคนอื่นไปไกลแล้ว บางช่วงของชีวิต การได้พัก การค่อยๆเรียนรู้ หรือแม้แต่การเดินช้าลง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเหมือนกัน อย่ากดดันตัวเองจนลืมชื่นชมความพยายามที่ผ่านมาเลย เราอาจยังไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ก้าวหน้า 🤍
บางครั้งเรามัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่อยู่ข้างหน้า จนลืมหันกลับมามองว่าตัวเองเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว
การเห็นคนอื่นไปได้ไกลกว่าเราไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าเรามัวแต่มองว่าเขาไปถึงไหนแล้ว จนเอาแต่กดดันตัวเองว่าทำไมเรายังไปไม่ถึง เราอาจเสียเวลาไปกับการเปรียบเทียบ มากกว่าการพัฒนาตัวเองก็ได้
อย่าลืมว่าในขณะที่เรากำลังมองคนข้างหน้า ก็อาจมีใครบางคนกำลังมองเราเป็นคนข้างหน้าของเขาอยู่เหมือนกัน และสักวันหนึ่ง คนที่อยู่ข้างหลังก็อาจเดินแซงเราไปได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้น บางทีสิ่งที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกคน แต่เป็นการมองคนที่ไปได้ไกลกว่าเราด้วยความยินดี เรียนรู้จากเขาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วกลับมาใช้เวลากับการพัฒนาตัวเองในจังหวะที่เหมาะสม
เพราะชีวิตของแต่ละคนไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกัน ไม่ได้มีต้นทุนเท่ากัน และไม่ได้จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายในเวลาเดียวกัน
ทุกคนต่างมีจังหวะเวลาของตัวเอง
เราไม่จำเป็นต้องไปถึงก่อนใคร
แค่ไม่หยุดเดินในเส้นทางของตัวเองก็พอ
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
วงจรอุบาทว์ของพวกชาว Perfectionist
กลัวไม่สมบูรณ์แบบ → ไม่กล้าทำ → งานไม่เสร็จ → รู้สึกแย่กับตัวเองซ้ำๆ
ซึ่งเป็นเรื่องที่คนที่ติดดักความ Perfectionist เจอเยอะมากๆ กูก็ด้วย 😂
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
ทริค 4-7-8 คือเริ่ดเว่อ เหมือนเป็นการหลอกสมองให้ง่วง
หายใจเข้าทางจมูก 4 วิ
กลั้นหายใจ 7 วิ
หายใจออกทางปาก 8 วิ
รู้ตัวอีกทีตอนเช้าแล้ว นี่เคยใช้เมื่อก่อนตอนที่หลับยาก เดี๋ยวนี้หัวถึงหมอนก็สลบละ555555
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
Myth: ผู้ใหญ่เรียนภาษาอังกฤษได้ยากกว่าเด็ก ❌
จากมุมมอง Cognitive science:
ความจริง คือ งานวิจัยพบว่าผู้ใหญ่มีข้อได้เปรียบในการเรียนภาษามากกว่าเด็กหลายด้านเลยค่ะ
🔠 ผู้ใหญ่มี vocabulary & word knowledge พื้นฐานอยู่แล้ว
🔠 ผู้ใหญ่เข้าใจ grammar patterns ได้เร็วกว่า
🔠 มีแรงจูงใจและเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า
ที่เสียเปรียบมีแค่ 2 อย่างคือ เรื่องสำเนียง ที่เด็กจะ acquire ได้ง่ายกว่า & language anxiety หรือความกลัวผิดนั่นเอง
ซึ่งถ้ามาพิจารณาข้อเสียเปรียบ อย่าง language anxiety ตรงนี้แก้ไขได้ด้วยการฝึกพูด ฝึกนำไปใช้บ่อยๆ เนอะ
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
โคตรไม่ชอบตัวเองเมื่อ 2-3 ปีก่อน มองย้อนกลับไปแล้ว cringe มากๆ แต่ก็ไม่อยากเอา self awareness ของตอนนี้ไปโทษตัวเองตอนนั้น คงมีเหตุผลของมันแหละ พยายามเอาตัวรอดด้วยวิธีที่รู้ในตอนนั้น แต่อุบาทว์ว่ะ เซ็ง
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
ลองทำตามนี้สัก 1 เดือนก่อน (และฝึกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ) เรามั่นใจว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอนค่ะ
🔊 Read aloud: เลือก short text แล้วอ่านออกเสียง แนะนำพวกทรานสคริปต์พอดคาสต์ก็ได้ค่ะ เพราะเวลาอ่านออกเสียง เราจะได้เปรียบเทียบกับเสียงต้นฉบับด้วยค่ะ
🔁 Repetition: ฝึกพูดซ้ำๆ โดยเฉพาะพวกวลีสำเร็จรูป (ดึงจาก 🧠Memory มาฝึก) ฝึกจนเรารู้สึกว่ามันเป็นอัตโนมัติค่ะ (สะสมคลังภาษาพร้อมใช้ในบทสนทนาจริง)
📰 Stories: ฝึกเล่าเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่เราชอบ เรื่องในชีวิตประจำวันก็ได้ เริ่มจากเขียนลงสมุดโน้ตก่อน จากนั้นฝึกเล่าให้ตัวเองฟังก่อน หรือพูดให้ ai coach ฟังก็ได้ค่ะ แล้วให้ ai ฟีดแบ็กให้
🧠 Memory: จำเป็นวลีสำเร็จรูป พวก expressions ที่ใช้บ่อยในบทสนทนา; That makes sense., I know what you mean., How can I put this?, Let me think about it., etc.
🗣️ Simultaneous speaking: ฝึกพูดไปพร้อมกับตัวละครในหนัง/ซีรีส์ที่เราดู ของเราเลือกจาก speaker ที่ประทับใจจาก TED talk นั่งฟังไปสักรอบหนึ่ง รอบสองพูดไปพร้อมเขาค่ะ
❓ Questions: ฝึกตั้งคำถาม เช่นเวลาอ่านบทความ หรือฟังพอดคาสต์ เราก็ใช้ข้อมูลตรงนี้มาฝึกตั้งคำถาม-ตอบกับตัวเองค่ะ
🎧: ฝึกฟังให้เยอะๆ เลยค่ะ podcast, news, etc. (เราได้ข้อมูลเพิ่มเอาไปใช้ฝึกในข้อ 🔁 Repetition & 📰 Stories ค่ะ
ᴍᴀᴛᴄʜᴀꜱᴜɴᴅᴀᴇ ₍ᐢ..ᐢ₎⪩•⪨ retweeted
เพราะ คนที่มั่นคงในตัวเอง จะไม่ได้รู้สึกว่าความสำเร็จของคนอื่นทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง
เคยได้ยินมาว่า คนเรามักเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่คล้ายเรา มากกว่าคนไกลตัว เลยอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมความสำเร็จของเพื่อนหรือคนที่โตมาด้วยกัน ถึงกระทบความรู้สึกได้มากกว่า จนมีประโยคที่ว่า ไม่ได้ไม่อยากให้คุณสำเร็จ แต่ไม่อยากให้คุณสำเร็จไปไกลกว่าเขา แต่คนที่มั่นคงในตัวเองจริงๆ มักเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ มากกว่าความอิจฉา



































