Mo Congsomjit retweeted
เพื่อนต่างชาติอยากสมัคร LTR visa global wealth citizen พร้อมลงทุนพันธบัตรระยะยาว $500,000
BOI บอกว่าต้องแสดงหลักฐานการลงทุนถ้าอยากได้วีซ่านี้
ธนาคารบอกว่าถ้าอยากเปิดบัญชีลงทุน (เพื่อแสดงหลักฐานให้ BOI) ห้ามเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่ต้องมาเปิดบัญชีที่สาขา
ไปต่อยังไง งง
Mo Congsomjit retweeted
พี่ BioThai ระบุว่า CP ผูกขาด มีคนแย้งว่า ม.เกษตร วิจัยไปก่อนและจดทะเบียนเช่นกัน อ่านคำตอบพี่ BioThai ดู
ม. เกษตรเริ่มพัฒนา เอกชนต่อยอด นี้คือกระบวนการที่ทั่วโลกทำกัน! คือร่วมมือกันเพื่อยกระดับสินค้า made in thailand ให้มีคุณภาพและชื่อเสียง
ผู้ผลิตกระจก gorilla glass บน iPhone คือ Corning ซึ่งร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัย Rutgers และ Penn State พนักงานและนักวิจัยหมุนเวียนจากเอกชนสู่รัฐและกลับ สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้ชุมชน สร้างงานรายได้สูงและมั่นคง โชคดีที่ไม่มี ngo ไทยอยู่ใกล้ๆ ค้านตั้งแต่ตั้งต้น
ngo ไทยมีอคติ คงอยากให้รัฐลงทุนโรงผลิตอาหารเอง
เราไม่มีวันตามประเทศอื่นได้หากคิดว่ารัฐบาลต้องทำเองทุกอย่าง หากคิดว่าเอกชนต่อยอดไม่ได้ หรือการต่อยอดคือการผูกขาด ไม่มีอะไรหยุดเอกชนรายอื่นหรือมหาวิทยาลัยรัฐต่อยอดจากสิ่งที่เอกชนทำนะ
ทุกคนบ่นว่าประเทศไม่มีนวัตกรรม พอเกิดนวัตกรรมที่รัฐพัฒนาร่วมกับเอกชนซึ่งเป็นสถานการณ์ในฝัน กลับคัดค้าน
Oh… fluid dynamics get easier to learn
We’re sharing a solution to the Navier-Stokes Millennium Prize Problem, one of the deepest problems at the frontier of mathematics.
The proof was produced by a group of agents, using an OpenAI next-generation model significantly more capable than GPT-6 Astra.
The problem concerns whether the description of smooth three-dimensional fluid motion modeled by the Navier-Stokes equations can break down. It has remained unresolved for roughly 90 years.
Mo Congsomjit retweeted
เมื่อปี 2017 ผมตัดสินใจเริ่มลงทุนในธุรกิจโรงแรม และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เวลาที่เราได้ไปเห็น property ที่กำลังพิจารณาจะลงทุนด้วยตัวเอง มันมักจะมี “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่ทำให้เรารู้ว่า ที่นี่มีอะไรพิเศษและมีศักยภาพมากพอที่จะลงทุน
วันนี้ได้เห็นข่าวการลงทุนใน Lake Como EDITION ของ Sansiri Capital ผมเข้าใจเลยครับว่าอะไรทำให้ทีมตัดสินใจเลือก property แห่งนี้ และด้วยความบังเอิญจริงๆที่ตอนนี้ผมอยู่ที่ Lake Como EDITIONS พอดี
นอกจากความสวยของที่นี่แล้ว location ยังโดดเด่นมาก โรงแรมตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบโคโม บริเวณ Cadenabbia (Griante) หันตรงไปยัง Bellagio Promontory ทำให้มองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง
แต่สำหรับการลงทุน นอกจากความสวย สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ potential ทั้งจากทำเลที่หาได้ยาก ความแข็งแกร่งของ Lake Como ในฐานะ luxury destination ระดับโลก และโอกาสในการสร้างมูลค่าในระยะยาวครับ
Mo Congsomjit retweeted
Lee Kuan Yew:
“Air conditioning was a most important invention for us, perhaps one of the signal inventions of history. It changed the nature of civilization by making development possible in the tropics. Without air conditioning you can work only in the cool early-morning hours or at dusk. The first thing I did upon becoming prime minister was to install air conditioners in buildings where the civil service worked. This was key to public efficiency."
Mo Congsomjit retweeted
สวัสดีครับ เงียบไปนาน ผมอยากแนะนำ product AI สำหรับกฎหมายไทย ของทีมผมเอง
ทดลองใช้ฟรี 👉🏻 app.fourcorners.law
FourCorners (ชื่อเก่า สี่มุมเมือง) เป็นแพลตฟอร์มถามตอบกฎหมายไทยที่มีเอกสารกฎหมาย
✅ครบถ้วนที่สุด
✅ละเอียดที่สุด
✅อัพเดททุกวัน
สามารถนำไปใช้งานได้จริง
1/
Mo Congsomjit retweeted
ไม่ควรทำตามคำแนะนำ ผมว่าคนบ้าจี้เรื่อง local content โดยไม่คิดถึงผลข้างเคียงเลย
ถ้าวันนี้เราไปชวน TSMC ให้ลงทุนในประเทศแต่กลับบอกว่าต้องใช้ local content หลายสิบ % เขาไม่มีทางลงทุนแน่นอน เพราะเรายังไม่มี ecosystem รองรับ
การบังคับใช้ local content ทำได้ต่อเมื่อเรามี supplier และ ecosystem รองรับอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์หรืออาหาร แต่หากเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เราจะมี local content รองรับได้อย่างไร
ถ้ารัฐบ้าจี้เรื่อง local content ถือเป็นการปิดประตูตายสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในประเทศเลย เราจะอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีอยู่ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ผลิตสินค้า high-tech จะหนีไปลงทุนในประเทศที่ยอมรับ local content ต่ำในระยะแรก
ที่ได้รับการลงทุนในภาค PCB หลายแสนล้านก็ส่วนนึงเพราะไม่กำหนดสัดส่วน local content
เราไม่ควรกำหนด local content สำหรับอุตสาหกรรมใหม่เลยแม้แต่ 1% เพราะเราเป้าหมายแรกคือการเข้าสู่ห่วงโซ่ผลิต เมื่อเข้าได้แล้ว ค่อยกำหนด local content ได้ในเฟส 2 หรือ 3
วิกฤติดุลการค้าไทยสัญญาณเตือนรัฐต้องคิดใหม่ | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ
ตัวเลข “การค้าไทย” เดือนเม.ย.2569 สะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยการส่งออกไทยในเดือนดังกล่าวขยายตัวได้ถึง 23.1% จากอานิสงส์การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่โตกว่า 64.6% ซึ่งได้แรงหนุนจากกระแส AI และ Data Center ที่กำลังบูมไปทั่วโลก
แต่ในทางกลับกันเรากลับต้องเผชิญการ “ขาดดุลการค้า” ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมียอดขาดดุลถึง 10,021 ล้านดอลลาร์ เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นถึง 45% เรียกได้ว่าเป็นการขยายตัวที่สูงกว่าการส่งออกเกือบสองเท่า
ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุว่าการนำเข้าที่พุ่งแรงสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปีนี้ มีสาเหตุหลักมาจากสินค้าเชื้อเพลิงที่ขยายตัวถึง 128.6% จากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เพื่อนำมาผลิตต่อเพื่อการส่งออก สะท้อนชัดว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยยังคงต้องพึ่งพาต้นน้ำจากต่างประเทศสูง โดยทาง EIC ได้ปรับประมาณการนำเข้าทั้งปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 15.8% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์การส่งออกที่ 7.8% อย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่น่าห่วงสุด คือ การรุกคืบของสินค้าจีน โดยในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 7,680 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า นี่คือผลจากนโยบายของจีนที่เร่งระบายสินค้ามายังอาเซียนหลังจากส่งออกไปสหรัฐได้ยากขึ้นจากสงครามการค้า เขายังเตือนด้วยว่าไทยยังขาดมาตรการกีดกันที่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้สินค้าจีนเข้ามาแข่งกับ SMEs ไทยที่กำลังเผชิญต้นทุนน้ำมันที่สูง จนผู้ประกอบการหลายรายสู้ราคาไม่ไหวและอาจต้องปิดกิจการในที่สุด
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน “นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ให้เห็นว่ามูลค่านำเข้าน้ำมันดิบที่พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกจะเป็นปัจจัยกดดันให้การนำเข้าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ “อัทธ์” ที่ย้ำว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเกือบ 95% โดยมาจากตะวันออกกลางถึง 60% ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สำหรับการก้าวข้ามวิกฤตินี้ “อัทธ์” เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ (Local Content) โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และควรพิจารณาหาแหล่งพลังงานใหม่จากรัสเซียหรือแอฟริกาเพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะที่ข้อมูลจาก EIC เตือนให้ระวังปัจจัยลบระยะข้างหน้า ทั้งมาตรการกำแพงภาษีมาตรา 301 จากสหรัฐที่อาจกระทบสินค้าไทย และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจฉุดรั้งผลผลิตภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีหลัง ไทยจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและสร้างเกราะป้องกันทางการค้าที่แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
Mo Congsomjit retweeted
จริงไหมที่เราต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย?
แต่เรามักจะเปิดประตูต้อนรับและให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ต่างชาติเท่านั้น
ทุนต่างชาติที่เป็น SME มักจะถูกกีดกันด้วยเงื่อนไขต่างๆนานา
ถ้ามีคนต่างชาติที่เป็นสุจริตชน รักเมืองไทย อยากเข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย โดยพร้อมจะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและพร้อมที่จะเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหาย รวมถึงพร้อมที่จะจ้างงานอย่างเป็นธรรม และมีศักยภาพที่จะประกอบการอย่างมีคุณภาพ
แต่ติดที่เป็นทุนขนาดเล็กถึงกลางที่ไม่สามารถจะหาหุ้นส่วนคนไทยเข้ามาร่วมลงทุนด้วยได้
แต่การผลิต,การค้า และการให้บริการในธุรกิจของเขา ย่อมต้องใช้วัตถุดิบ supply chain และแรงงาน จากภายในประเทศไทยเป็นหลัก
ถามว่า…
1. การเปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุนใหญ่สามารถเข้ามาลงทุนได้เต็ม 100% เป็นประโยชน์ให้คุณหรือให้โทษกับคนไทยมากกว่ากัน?
2. คนต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินในเมืองไทยโดยพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ(หากกฎหมายไทยไม่กีดกัน) พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ ไม่ยอมก้มหัวให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น และพร้อมที่จะเป็นกองหนุนช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับตลาดภายในประเทศ เราคนไทยควรจะถือว่าเป็นภัยคุกคามหรือเป็นโอกาสที่ควรจะคว้าเอาไว้?
3. เปรียบเทียบระหว่างกิจการของคนต่างชาติในระดับ SME ที่เข้ามาลงทุนในไทย กับ กิจการผลิตและนำเข้ารถยนต์ EV กิจการแบบไหนให้ประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยมากกว่ากัน?
ท่านสังเกตไหมว่า…
ปฏิกริยาของสังคมไทยต่อปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันมักจะมีความย้อนแย้งกันอยู่ในตัวเสมอ!
พูดแบบคนดังแต่เสียงแต่ไร้เนื้อหา บอกว่าไทยเราวิ่งหาแต่จีนได้ยังไง ในเมื่อคนก็หาเจอว่าดูไบบ้าง อเมริกาบ้าง ยุโรปบ้าง
แบบนี้เรียกงานกลุ่มไม่ทำแต่เสียงดังฟังชัดเชียว เพื่อนในกลุ่มต้องเสียทั้งคะแนน เสียทั้งเวลามาแก้ไขให้อีก
การเดินลงเหวของความพยายามในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลอนุทิน กับการพิจารณาอย่างไม่รอบคอบต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก การคุ้มทุนกับการลงทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากคำแนะนำของภาคประชาสังคมและวิชาการ !!
ผมนึกว่ารัฐบาลชุดนี้อย่างน้อยจะไม่ทำให้ไทยต้องอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงต่อการตัดสินใจดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ที่กระทบต่อจังหวัดชุมพรและระนอง และของประทศ !! ทำไมไม่เรียนรู้ถึงสิ่งที่ทำให้ไทยต้องตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า debt-trapped diplomacy หรือหลุมพลางทางการทูต ที่จะเรียกร้องให้นักลงทุนมาลงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ต่อการสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะถูกนักลงทุนมาบังคับวิถีทางนโยบายเศรษฐกิจในพื้นที่ ที่ไทยไม่สามารถกำหนดได้ !!
รัฐบาลบอกเสมอไม่ได้เอาภาษีคนไทยมาลงทุน แต่คุณก็ทราบดีสุดท้ายนักลงทุนต้องการผลประโยชน์ต่างชาติในไทย ทั้งสิทธิที่ดิน สิทธิการอยู่ สิทธิที่เข้ามากำหนดนโยบายต่อพื้นที่ สุดท้ายไทยตกมาเป็นอาณานิคมของนักลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ถูกำหนดโดยต่างชาติ !!
รัฐบาลชุดก่อนวิ่งไปหาจีนให้เอาโครงการแลนด์บริดจ์เข้า one belt one road ทั้งๆ ที่จีนไม่เคยคิดจะเอาเข้าร่วมเพราะพอดีดลูกคิดแล้ว หากเกิดแลนด์บริดจ์ขึ้นจริง ก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสุดท้ายแลนด์บริดจ์ก็คงเป็นแค่แผนสำรองทางการเดินเรือระหว่างประเทศ !!
แลนด์บริดจ์ไม่สามารถสู้กับช่องแคบมะละกาได้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะสามารถรับได้เฉพาะ “คอนแทนเนอร์” เพียงเท่านั้น ไม่สามารถสู้กับการเดินเรือที่ส่งแบบเทกอง และน้ำมัน แถมความเขื่อมั่นทางธุรกิจใครจะหมายมั่นปั้นมือว่าแลนด์บริดจ์จะมาแทนที่ช่องแคบมะละกา ที่สิงคโปร์เค้าสร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดผลกระทบอย่างช่องแคบฮอมุส เค้ามีวินัย และภูมิรัฐศาสตร์เราในภูมิภาคนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบ
ใครจะมั่นใจว่าการเข้าถึงโครงการแลนด์บริดจ์แล้วจะสามารถทำให้เวลาการขนส่งสั้นกว่า ?? การเอาคอนแทนเนอร์ลง ขึ้นรถไฟ แล้วโหลดขึ้นเรืออีกครั้งหนึ่งจะย่นระยะเวลากว่า ?? เสียภาษีสองต่อ กับเวลาที่อาจใกล้กัน แถมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจการเดินเรือที่มั่นคงกว่าในช่องแคบมะละกา เป็นเราจะเอาอย่างไร ??
จีนเองเวลาจะเอาน้ำมันเข้ามา คงไม่สามารถใช้แลนด์บร้ดจ์ได้เดพราะการขนส่งโดยรถไฟก็คงไม่ตอบโจทย์ เพราะทำไม่ได้ !!
รองนายกฯ พิพัฒน์ฯ บอกว่า โถ่ !! การขนส่งทางเรือเค้าก็เทรวมที่อื่นก่อนเข้ามาถึงแลนด์บริดจ์ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ลองคิดดูตามตรรกะความเป็นจริง เทรวมคอนแทนเนอร์ที่อื่นก่อนเข้าถึงไทย แล้วต้องเอาลงจากเรือ ขึ้นรถไฟ แล้วลงเรืออีกครั้ง ภาษีและเวลาเท่าไหร่ ?? ความน่าเชื่อถือของธุรกิจเป็นอย่างไร ??
ภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐฯ ครองความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทั่งฝั่งอันดามันและเอเชียแปซิฟิก ใครจะได้ประโยชน์ ??
ดีนะที่กัมพูชากับเวียดนามทะเลาะกันเรื่องการขุดคลองฟูนันเตโชภายในกัมพูชา ไม่งั้นโดนกัมพูชากรองลูกค้าไปอีก !! แต่เราก็คงไม่สามารถนอนใจได้ว่าเค้าจะทะเลาะกันตลอด !! เมื่อไหร่ก็ตามเค้าดีกัน ท่าเรือปากแม่น้ำฟูนันเตโชก็จะกรองลูกค้าเราอีก !! EEC ปิดประตูไป แล้วจะถึง SEC มั้ยครับ !!
นี่ผมยังไม่พูดถึงเรื่องข้อเสนอของภาคประชาสังคมและภาควิชาการที่ต่อต้านโครงการนี้ที่กระทบมากมายทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีการดำเนินชีวิต มลพิษ และการหลงลืมพื้นที่ที่มีเจ้าของสูญเสียประโยชน์ของการดำรงชีวิตทั้งในจังหวัดชุมพรและระนอง !!
การตะบี้ตะบันของรัฐบาลอนุทินต่อโครงการแลนด์บริดจ์แน่นอนครับ มีผู้สมประโยชน์ภายในประเทศ เม็ดเงินที่นำมาลงทุนเป็นปัจจัย เพียงแค่เล็กน้อยที่มีไม่กี่คนได้ประโยชน์ แต่คนนับล้านสูญเสีย และรวมถึงประเทศชาติอีกต่างหาก !!
เนียนรู้ครับกับสงครามตะวันออกกลางกระทบอะไรกับทั้งไทยและทั่วโลก เรียนรู้ครับ ว่าเราไม่สมควรเป็นรัฐอาณานิคมใหม่ทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 เรียนรู้ครับ ว่าเราต้องยืนด้วยขาตัวเองกับระเบียบโลกใหม่ที่ทุกชาติต้องเป็นไท ไม่เป็นทาส !!
เอาประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้ง แล้วรัฐบาลจะเห็นว่าควรจะทำอย่างไร จะตามดูและตรวจสอบอยู่ข้างนอก ไทยต้องเป็นไท และต้องไม่เป็นทาส !!
ยังไงนะครับ 🤔
'เอกนิติ' ชี้เศรษฐกิจไทยแกร่ง แนะต่างชาติ 'ถอดบทเรียน' รับ 'วิกฤติพลังงาน' แบบไทย
บนเวทีดีเบตระดับโลกในหัว “Debate on the Global Economy” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน IMF – WBG Spring Meeting 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ร่วมพูดคุยกับผู้นำเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกวันนี้ (17 เม.ย.) เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะต่อวิกฤตพลังงานและทิศทางเศรษฐกิจโลก
ผู้ร่วมการดีเบตประกอบด้วย คริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย, ฟรองซัวส์ วิลเลอรัว เดอ กัลโฮ ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส พร้อมด้วย มาร์ตินา ชุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร S&P Global และ ศาสตราจารย์อิชวาร์ ปราสาท จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์
📌 ยอมรับไทยอ่วมวิกฤติพลังงาน แต่พื้นฐานยังแกร่ง
นายเอกนิติ ระบุว่าประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะในระยะสั้นที่ราคาพลังงานพุ่งสูงส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพ จนนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังเผชิญกับภาวะ "Supply Shocks" จากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำ เช่น ปุ๋ย และแนฟทา (Naphtha) ซึ่งกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมพลาสติกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ กล่าวว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง" โดยชี้ให้เห็นว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่ดีมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 2.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าได้นานถึง 10 เดือน
อ่าน: bangkokbiznews.com/economics…
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
ไม่คุ้มครับ
ไม่คุ้มที่จะรอ ทำเดี๋ยวนี้ และทำโดยเร็ว
ถ้าเราไม่ทำ อนาคตลูกหลานก็มานั่งว่าคนรุ่นเราไม่ทำประโยชน์ สู้ทำให้เกิด ดึงเศรษฐกิจมาสร้างดีกว่าปล่อยให้ มคปด
◉ LANDBRIDGE: เเลนด์บริดจ์ได้ไม่คุ้มเสีย? เมื่อการพัฒนาที่กำลังเดินไปอย่างขัดแย้งกับพื้นที่นิเวศอันสมบูรณ์มหาศาล และรัฐฯ อาจประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมน้อยไป แม้เป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์แต่กลับศึกษาผลกระทบโดยรอบแค่ ‘รัศมี 5 กิโลเมตร’
.
[ ⚠️เเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง คือโครงการอะไร? ]
โครงการเเลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ในบริเวณชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นจุดเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน ตั้งเป้าให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์
.
โดยในโครงการ ประกอบด้วย 3 ส่วน ใหญ่ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกระนอง-ชุมพร , โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง , โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) แต่ปัจจุบันถูกคัดค้านว่ามีการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ที่บิดเบือน ต่ำกว่าความจริง โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างประเมินค่าไม่ได้
.
[ ⚠️ การประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพที่ต่ำกว่าความจริง ]
ล่าสุด กลุ่มนักวิชาการ องค์กรเเละนักกิจกรรมทางสิ่งเเวดล้อม เเละภาคประชาชน ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า กระบวนการศึกษาเเละจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ของโครงการนี้นั้น 'มีปัญหาเเละมีความบกพร่องอย่างร้ายเเรง' ในแง่ทั้งขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่คลาดเคลื่อนจากความจริง โดยยกมา 5 ประเด็น ดังนี้
.
#ความไม่เหมาะสมเเละความคุ้มค่า พบว่า รายงานการศึกษาความเหมาะสมเเลความคุ้มค่าโดย สภาพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ กับ สำนักงานนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร(สนข) ในฐานะเจ้าของโครงการนั้น ไม่สอดคล้องกัน โดยรายงานของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ ระบุว่าการลงทุนในโครงการดังกล่าวไม่มีความเหมาะสมเเละไม่มีความคุ้มค่าในฐานเศรษฐศาสตร์ในการลงทุน
.
#การศึกษาไม่ครอบคลุมผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อม โครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อมในวงกว้าง เเต่การศึกษาโครงการกลับเเยกส่วนการศึกษาตามโครงการ เเละกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งเเวดล้อมในเเต่ละโครงการ/กิจการ เพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งมิอาจครอบคลุมผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อมเเละวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบได้จริง เมื่อการศึกษาไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบหรือสิ่งเเวดล้อมที่จะกระทบจากการดำเนินโครงการย่อมมิอาจสะท้อนความเสียหายเเละผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการได้
.
#ความบกพร่องในการศึกษา ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ(EHIA) โครงการท่าเรือน้ำลึกเเหลมริ่ว เเละท่าเรือน้ำลึกเเหลมอ่าวอ่าง พบว่า มีข้อบกพร่องเเละความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากความเป็นจริงหลายประการ อาทิ จำนวนเเละชนิดของสัตว์หน้าดินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงไม่สอดคล้องกับรายงานการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา จำนวนบุคคลากรทางการเเพทย์มีมากผิดปกติในโรงพยาบาบประจำอำเภอ การขาดการศึกษาเเละประเมินสถานการณ์ หรือเหตุการณ์สำคัญที่อาจมีผลกระทบกับโครงการ เช่น เเผ่นดินไหว น้ำมันรั่ว ไฟไหม้ เป็นต้น ทั้งหมดนี่คือความบกพร่องของรายการการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมที่ต้องกลับไปทบทวนเเละทำการศึกษาใหม่
.
#การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นของโครงการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเเท้จริง มีเพียงกลุ่มข้าราชการ เเละหน่วยงานที่เป็นสัดส่วนหลักในการเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบของโครงการอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ไม่สามาถที่จะมีส่วนร่วมในการเสนอเเนะให้ความเห็นต่อผลกระทบ ความห่วงกังวลที่จะเกิดขึ้นจากโครงการได้
.
#การพัฒนาที่ขัดเเย้งกับกับสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ สภาพพื้นที่ของจังหวัดระนอง เเละจังหวัดชุมพร ซึ่งมีฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์ มีระบบนิเวศที่หลากหลาย ถูกเสนอขึ้นทะเบียนให้อยู่ในบัญชีรายชื่อพื้นที่ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งโครงการเเลนด์บริดจ์นั้นขัดเเย้งเเละไม่สอดคล้องกับทิศทางเเละศักยภาพของพื้นที่อย่างชัดเจน
.
[ ⚠️เรียกร้องให้เปิดเผยการประเมิน EHIA เพื่อความโปร่งใส ]
.
โดยก่อนหน้านี้ ภาคประชาชนได้มีความพยายามในการท้วงติงและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายงานผลกระทบฯ อย่างต่อเนื่องแต่กลับถูกปฏิเสธการเปิดเผยรายงาน EHIA มาตลอด ทั้งนี้ นักวิชาการ องค์กรทางสิ่งเเวดล้อม นักกิจกรรม เเละภาคประชาชนทั้ง 112 รายชื่อ จึงได้ร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล "เปิดเผย" รายงาน EHIA ทุกฉบับ ต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดการร่วมกันตรวจสอบและเกิดความโปร่งใสและจริงใจของโครงการนี้
Mo Congsomjit retweeted
เมื่อโลกลุกเป็นไฟ... "ไทย" น่าอยู่แค่ไหน?
<ตอนที่ 1: ไทยอยู่จุดไหนในสายตาโลก>
ขีปนาวุธข้ามน่านฟ้า โดรนถล่มท่าเรือ สนามบินดูไบโดนโจมตี ตึก Burj Al Arab ไฟลุก Data Center ของ Amazon ในดูไบถูกโดรนยิงจนต้องปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์
ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน อิหร่านยิงตอบโต้ไม่ใช้แค่ใส่อิสราเอล แต่ยิงทั่วตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย ดูไบ กาตาร์ คูเวต โอมาน ประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เคยเป็น "Safe Haven ของเศรษฐี" กลายเป็นสนามรบข้ามคืน ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs, Citi และ Standard Chartered สั่งพนักงานในดูไบทำงานจากบ้านและเริ่มมีการอพยพคน
ผมติดตามข่าวนี้แล้วนึกถึงสิ่งหนึ่ง...
เกือบ 2 ปีก่อน อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเวที MIPIM 2024 ที่เมืองคานส์ ต่อหน้านักลงทุนจาก 90 ประเทศ ภายใต้ธีม "Thailand Unveiled: Harmonizing Livability for Life" เพื่อบอกโลกว่าไทยไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็นที่ "น่าอยู่" สำหรับการทำงานและลงทุน
วันนั้นหลายคนอาจฟังแล้วผ่านหู แต่วันนี้ เมื่อ Safe Haven เดิมของโลกกำลังเผชิญขีปนาวุธ คำถามที่ว่า "ไทยน่าอยู่จริงไหม?" กลับมีน้ำหนักกว่าที่เคย
ส่อง "แต้มต่อ" ของไทยผ่านสายตาโลก
1. ระบบสาธารณสุข
Numbeo Quality of Life Index 2026 ให้คะแนน Healthcare ไทยอยู่ใน Top 10 ของประเทศที่ทำการวัดผล ซึ่งสูงกว่าเดนมาร์ก สเปน และฝรั่งเศส ในขณะที่มีราคาที่จับต้องได้มากกว่า
2. ค่าครองชีพ
เชียงใหม่อยู่ได้สบายในงบต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนกรุงเทพฯ ราว 1,500–2,500 ดอลลาร์ สามารถได้คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คุณภาพชีวิตระดับนี้ในนิวยอร์กหรือสิงคโปร์ต้องจ่ายแพงกว่าหลายเท่าตัว
3. ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ไทยไม่มีความขัดแย้งกับมหาอำนาจ ไม่มีฐานทัพต่างชาติ และมีนโยบายเน้นความเป็นกลางมาตลอด ในโลกที่กำลังบีบให้เลือกข้าง ความ "ไม่เลือกข้าง" อาจกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด
4. Soft Power
อาหาร วัฒนธรรม และวิถี "เมืองยิ้ม" ที่ทำให้คนต่างชาติรู้สึกเหมือนอยู่บ้านได้เร็ว เป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากจากประเทศอื่น
อะไรที่ทำให้เรายัง "ไม่สุด"?
- PM2.5 คือตัวไล่แขก: Pollution Index 73.8 สูงจนน่าตกใจ ลองนึกภาพ Jensen Huang จาก Nvidia กำลังเปรียบเทียบสิงคโปร์ ลิสบอน และกรุงเทพฯ ทุกอย่างดูสูสี จนกระทั่งเห็นว่าต้องใส่หน้ากาก N95 นานถึง 3 เดือนต่อปี แค่นั้นก็เพียงพอให้ตัดสินใจข้ามเราไปได้เลย
- เสถียรภาพการเมือง: Global Peace Index 2025 จัดไทยอันดับ 86 ตามหลังมาเลเซีย (อันดับ 13) และเวียดนาม (อันดับ 38) ไกลมาก นักลงทุนไม่ได้กลัวประเทศที่แดดร้อน แต่เขากลัวประเทศที่คาดเดาไม่ได้ ไม่มีใครเอาเงินพันล้านมาลงทุนถ้ากฎเกณฑ์เปลี่ยนทุกรอบที่เปลี่ยนรัฐบาล ความต่อเนื่องของนโยบายคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยซ้ำ
- พลังงานสะอาด: Climate Change Performance Index จัดไทยอันดับ 32 ซึ่งมีคะแนน "ต่ำ" ด้านพลังงานหมุนเวียน เพราะยังพึ่งพา Fossil Fuels เป็นหลัก ซึ่งในตอนต่อไป ผมจะเล่าว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับโอกาสหลายพันล้านดอลลาร์ที่กำลังมาถึงหน้าบ้านเราอย่างไร
บทสรุป
ไทยมีต้นทุนเหลือเฟือ ทั้งที่ตั้งที่ปลอดภัย ค่าครองชีพที่ดึงดูด และระบบสาธารณสุขระดับโลก แต่ถ้าไม่แก้เรื่องอากาศ เสถียรภาพ และพลังงาน เราก็จะเป็นได้แค่ "ประเทศที่มีศักยภาพ" ไปตลอด โดยไม่เคยกลายเป็น "ประเทศที่โลกเลือก" จริงๆ
ในวันที่โลกปั่นป่วน คน ทุนและเทคโนโลยีกำลังหาบ้านใหม่ โอกาสแบบนี้ไม่ได้เปิดบ่อยๆ ไทยจะคว้ามันไว้ได้ หรือจะปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนที่ผ่านมา?
ติดตามตอนที่ 2: "Digital Nomad & Global Wealth" — ใครกันแน่ที่กำลังเก็บกระเป๋ามาเมืองไทย?
#Thailand #Geopolitics #Investment #SafeHaven #เศรษฐกิจไทย #ภูมิรัฐศาสตร์ #DigitalNomad #GlobalWealth #เจอจั๋งจั๋ง #OilPriceShock #IsraelIran
#MiddleEastCrisis
ส่ง Business Pitch ไปที่ [email protected] ได้นะครับ
Mo Congsomjit retweeted
ถอดรหัสคำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ และก้าวต่อไปของยุทธศาสตร์การค้าไทย
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6-3 วินิจฉฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉิน IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจ
ในเชิงนิติศาสตร์ คำตัดสินนี้ทำให้มาตรการภาษีดังกล่าวสิ้นผลทางกฎหมายทันที หลายคนอาจมองว่าเป็นชัยชนะและเริ่มเบาใจ
แต่การเจรจาระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่การยุติสงครามการค้า
มันเป็นเพียงการ “เปลี่ยนฐานอ้างอิงทางกฎหมาย” ของสหรัฐฯ เท่านั้น
เป้าหมายสูงสุดในการลดการขาดดุลการค้า (Trade Deficit) ยังคงเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเครื่องมือชิ้นหนึ่งถูกศาลสั่งห้าม ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ก็ยังมีกลไกทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้แทนที่ IEEPA ได้ทันที ได้แก่:
• Section 122 (Trade Act of 1974): ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ทันที หากดุลการชำระเงินของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีกรอบระยะเวลาบังคับใช้สูงสุด “150 วัน”
• Section 232 (Trade Expansion Act of 1962): การใช้มาตรการภาษีโดยอ้างอิงเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
• Section 301 (Trade Act of 1974): การตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่มีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
แต่กฎหมายที่ “พร้อมใช้” ที่สุดในเวลานี้คือ Section 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสั่งจัดเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลได้ทันที
เงื่อนไขสำคัญคือ กฎหมายนี้มีอายุบังคับใช้สูงสุดเพียง “150 วัน”
ตัวเลข 150 วันนี้ จึงไม่ใช่แค่ข้อจำกัดทางกฎหมายของอเมริกา
แต่คือ “หน้าต่างเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Window)
ที่บีบให้ประเทศไทยและคู่ค้าทั่วโลกต้องเร่งเตรียมตัว ก่อนที่มาตรการที่ถาวรและรุนแรงกว่าจะถูกนำมาใช้
ในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้ออกแบบข้อเสนอที่ยึดหลักผลประโยชน์ร่วม (Win-Win) ภายใต้กรอบ U.S.–Thailand Strategic Economic Partnership โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ:
1.ปรับสมดุลการค้าเชิงกลยุทธ์
แนวคิดคือการปรับสมดุลการค้าด้วยการจับคู่
“สิ่งที่สหรัฐฯ อยากขาย” เข้ากับ “สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว”
การนำเข้าสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว
ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน การบิน สินค้าเกษตร และยุทโธปกรณ์
กลยุทธ์นี้จะช่วยลดยอดขาดดุลในสายตาสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
2.การเปิดตลาดแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff Elimination) แนวทางคือการปรับลดภาษีศุลกากรนำเข้าในกลุ่มสินค้าหลักจากสหรัฐฯ
ตอกย้ำว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันบนกติกาที่เท่าเทียม ควบคู่กับการกำหนดกรอบระยะเวลาการเปิดตลาดเพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยมีเวลาปรับตัวอย่างเป็นระบบ
3.พลิกแรงกดดันเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภายใน (Internal Reform)
นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุด
ใช้เวทีการเจรจาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการ “ยกระดับ” กฎกติกาภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
• การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IPR) ที่เข้มแข็งขึ้น
• การวางนโยบายการค้าดิจิทัล (Digital Trade) ที่ทันสมัย
• การยกระดับความโปร่งใสของระบบศุลกากร
• การสกัดกั้นการสวมสิทธิสินค้า (Anti-circumvention)
การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่การยอมทำตามแรงกดดันภายนอกแต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้างให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวและทำให้สินค้า “Made in Thailand” มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ในเวทีโลก
บทสรุป: 150 วัน กับวาระแห่งชาติของรัฐบาลใหม่
คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ใช่ฉากจบ
แต่คือการ “ซื้อเวลา” ให้ประเทศคู่ค้าได้ตั้งหลัก
นาฬิกา 150 วัน ได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว
การเจรจาการค้ายุคใหม่ที่มีมิติภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่สามารถปล่อยให้เป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกต่อไป
สิ่งที่จำเป็นคือการยกระดับประเด็นนี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
รัฐบาลใหม่ควรออกแบบโครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการ มีศูนย์กลางการตัดสินใจที่ชัดเจน
เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน ดิจิทัล และความมั่นคงเข้าด้วยกัน
พร้อมทั้งสร้างกลไกสื่อสารกับภาคเอกชนและภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาภายนอกสอดคล้องกับการปรับตัวภายในประเทศ
150 วันนับจากนี้ คือนาฬิกาทรายที่ถูกพลิกกลับ
มันไม่ใช่เวลาสำหรับการฉลองชัยชนะ แต่เป็นเวลาสำหรับการกางใบเรือรับลมพายุลูกใหม่
ช่วงเวลานี้แหละครับ ที่จะตัดสินว่าประเทศไทยจะยอมเป็นแค่ "ข้อต่อที่รอวันถูกแทนที่" ในยามวิกฤต
หรือจะก้าวขึ้นมาเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และอเมริกาขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก
โลกเดินหน้าเร็วกว่าที่เราคิดเสมอครับ... 🇹🇭🇺🇸
โพสต์ ต่อไปผมจะเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของผลลัพธ์ในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐครับ
สนามบินจำเป็นต่อการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ ต้องพอให้คนเดินเข้า/ออกอย่างต่อเนื่อง แต่ FT ฉบับนี้กำลังฉายปัญหาว่าแผนของ Heathrow ที่ลอนดอนที่คนกังวลทั้งราคาที่จะสูงขึ้น (แต่ก็ต้องการใช้งาน) หรือที่จอดรถไม่พอ
ไทยเราก็มีแผน Aviation Hub ขยายสุวรรณภูมิ และเพิ่มสนามบินในเมืองอื่น ซึ่งโชคดีของเราที่พื้นที่ของสนามบินนั้น มีมากเพียงพอที่จะขยายไปได้อีก 2-3 เท่า โดยไม่น่าจะติดปัญหาอย่างลอนดอน
อ้อ หน้าถัดไปยังมี Letter จากอดีคนายกไทยชื่อ @Thavisin ด้วยครับ :) We can get this Sick Man running - and fast🥇













































