P retweeted
เอ้า เอาจิงแอดมินบ้านก็ควรได้รู้เท่าๆฟคคนอื่นถูกแล้วป้ะ ฟคเหมือนกันเด้อไม่ใช่ผจก😅
P retweeted
สิ่งนี้น่ารักมาก ๆ บังเอิญเจอแฟนคลับ เผลอสบตา 3 วิ มั่นใจว่าเป็นแฟนคลับเลยทวิตตามหา แล้วแฟนคลับคนนี้ทำคาเฟ่ด้วย พี่ลีน่าก็สัญญาว่าจะมา แล้วแวะมาอุดหนุนจริง ๆ ฮือแก น่ารักมากอะ 🥺🤲🏻
P retweeted
วันนี้เจอน้ำหนึ่งด้วย ชั้นพึ่งรู้ว่าชีมางานเดียวกันกับมาเบล ตราย ชั้นขี้ลืมอะ นุรักนายน้อยไฟนะคะ ชีสวยมากวันนี้
//ละได้คุยกับคนข้างๆ เค้าเป็นฟคนน เค้าถามชั้นว่ามาหาใคร ก็เลยบอกไปว่ามาหามาเบลแต่ว่าเป็นฟคนนเหมือนกัน เป็นฟครุ่น 1 เค้าบอกปีลึกมาก กุตราย5555555555555555555555555555
น้ำหนึ่ง เป็นพ่อฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นป๊าฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นอัปป้าฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นโอโต้ซังฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นฟาร์เตอร์ฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นลมหายใจฉันหรอ ใช่
น้ำหนึ่ง เป็นทุกอย่างของฉันหรอ ใช่
#Lazada1111xTHESTANDARD
#Lazada1111TH #NamneungMilinD
P retweeted
ตัวอย่างละครพีเรียดช่อง7 อย่างนางทาส และสายโลหิต แค่คำพูด อินเนอร์การแสดงคำควบกล้ำ ร.เรือ ล.ลิงก็ชนะขาดแล้ว ซึ่งอยากให้นสด.รุ่นใหม่ช่วยใส่ใจด้วย ไม่ใช่เล่นแบบขอไปที ยิ่งเป็นพีเรียดมันจะยากกว่าละครหรือซีรี่ส์ทั่วไป ดังนั้นควรใส่ใจและพิถีพิถันมากขึ้นหน่อย ติเพื่อพัฒนาต่อไปนะครับ
การที่ค่ายกล้าหยิบวรรณกรรมระดับขึ้นหิ้งอย่าง Scarlet Heart มาสร้างในเวอร์ชันไทย แต่ทันทีที่ตอนแรกออกอากาศ สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอกลับสะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตที่สวนทางกับความคาดหวังของคนดูและแฟนนิยายอย่างสิ้นเชิง จนสร้างความผิดหวังระคนเสียดายให้กับผู้ที่รักบทประพันธ์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก หากค่ายยังมือไม่ถึงกับงานแนวย้อนยุค สเกลใหญ่ ก็ไม่ควรนำไอพีระดับมาสเตอร์พีซมาทำลายเช่นนี้
จุดยืนตรงนี้ไม่ได้เป็นการอคติหรือแอนตี้นักแสดง เพราะหลายคนมีฝีมือและเสน่ห์ในผลงานแนวอื่นที่พอยอมรับได้ แต่สำหรับงานพีเรียด สิ่งสำคัญสูงสุดคือการสร้างโลกย้อนยุคให้คนดูเชื่อและรู้สึกเหมือนได้ก้าวข้ามกาลเวลาไปอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์นั้นจริง ๆ ทว่าเวอร์ชันไทยกลับล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรกในการเนรมิตอาณาจักรสมมติอย่าง "อัลฬาวี" ที่ดูเลื่อนลอย ขาดความสมจริง และไร้ซึ่งจิตวิญญาณของวรรณกรรมต้นฉบับ
หัวใจของ Scarlet Heart คือการพาคนยุคปัจจุบันย้อนเวลากลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของยุคโบราณที่ไม่มีใครหนีพ้นกรงขังแห่งอำนาจ แต่ในเวอร์ชันไทย ดารารุ่นใหม่กลับแสดงออกมาด้วยสำเนียง ท่วงท่า และวิธีคิดแบบวัยรุ่น พ.ศ. ปัจจุบัน จนทำลายความขลังของคอนเซปต์ "ข้ามภพ" ไปจนหมดสิ้น
ความล้มเหลวด้าน Visual และการออกแบบรูปลักษณ์ของตัวละครคือแผลใหญ่ที่ฟ้องถึงทัศนคติการทำงานอย่างชัดเจน นักแสดงชายยังคงยึดติดกับการ Keep Look รักษารูปลักษณ์ภายนอกเพื่อความพร้อมในการรับงานพรีเซนเตอร์หรืองานอีเวนต์ต่อได้ทันที ทรงผมของทุกคนจึงยังเป็น Two-block หรือไถเฟดข้างเปิดหูพร้อมเดินสยามและขึ้นคอนเสิร์ตขายจิ้น มากกว่าจะยอมสละอัตตาเพื่อบทบาทด้วยการปรับเปลี่ยนทรงผมหรือใส่วิกให้กลมกลืนไปกับยุคสมัยโบราณ
เมื่อเปรียบเทียบกับเวอร์ชันจีนที่นักแสดงชายชั้นนำทุกคนยอมสละภาพลักษณ์หล่อเหลาด้วยการโกนศีรษะครึ่งหน้าจริงเพื่อไว้เปียแมนจูตามประวัติศาสตร์ หรือเวอร์ชันเกาหลีที่แม้จะใช้นักแสดงและไอดอลรุ่นใหม่จำนวนมาก แต่งานเมคอัพ วิกผม บาดแผล และชุดฮันบกยุคโครยอกลับถูกรังสรรค์อย่างประณีตจนไม่เหลือเงาของหนุ่มเคป็อปยุคปัจจุบันในจอเลยแม้แต่น้อย ภาพรวมของบรรดาตัวละครชายในเมืองอัลฬาวีจึงดูไม่ต่างจากกลุ่มคนที่แต่งตัวคอสเพลย์มาร่วมงานปาร์ตี้ประจำปีของบริษัท มากกว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือผู้คนที่มีเลือดเนื้ออยู่ในโลกโบราณสมมุตินั้นจริง ๆ
ในแง่ของศาสตร์การแสดง ช่องว่างระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่กับทีมนักแสดงรุ่นใหม่ยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤตคุณภาพอย่างเด่นชัด ขณะที่ดารารุ่นใหญ่ฝีมือพระกาฬสามารถสะกดสายตาและคุมมวลบรรยากาศด้วยท่วงท่า แววตา และน้ำเสียงที่ทรงพลัง นักแสดงรุ่นเด็กกลับถูกกลืนหายไปจากจอแทบจะสิ้นเชิง การต่อบทสนทนามีลักษณะเหมือนการท่องจำบทมาอ่านส่งต่อกันแบบโมโนโทน ไร้ไดนามิก ขาดการฟังและตอบสนองทางอารมณ์ ซ้ำร้ายยังมีปัญหาเรื่องอักขระและคำควบกล้ำที่ไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นข้อห้ามสำคัญของงานแนวย้อนยุคที่ต้องอาศัยความละเมียดละไมของภาษา แม้จะไม่ต้องอู้คำเมืองหรือดัดสำเนียงถิ่น แต่วิธีการพูดและจังหวะจะโคนไม่ควรแบนราบและเป็นภาษาสมัยใหม่ขนาดนี้ หากลองเปลี่ยนฉากและสถานที่ออกไป มันก็คือการยืนคุยกันของคนในยุคปัจจุบันดี ๆ นี่เอง
ความบกพร่องเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศแห่งความอันตราย (Tension) และความตึงเครียดทางการเมือง ซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเรื่องราวการแย่งชิงบัลลังก์เลือดและความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ระเหยหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์บีบคั้น คนดูจึงไม่สามารถอินไปกับการเดิมพันชีวิตและความเจ็บปวดของตัวละครได้เลย กลายเป็นเพียงฉากรักโรแมนติกแฟนตาซีธรรมดา ๆ ที่น่ากังขาว่าค่าย ผู้กำกับ และทีมงานปล่อยผ่านมาตรฐานเช่นนี้ได้อย่างไร
หลายคนจึงเริ่มมองตรงกันว่า โปรเจกต์นี้กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำไอพีมหากาพย์ระดับตำนานมาใช้เป็นเพียง "บันไดดันเด็กในสังกัด" และพึ่งพาเพียงฉากหน้าของดารารุ่นใหญ่ที่ดึงมารับบทพ่อ แม่ ขุนนาง เพื่อใช้เป็นฉากหลังบังหน้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็น "รุ่นใหญ่เคี้ยวรุ่นเล็กลงคอจนจมดิน" ทันทีที่เข้าฉากร่วมกัน ค่ายยังคงติดกับดัก Safe Zone เดิม ๆ ที่คิดว่าแค่จับนักแสดงหน้าตาดีมาใส่ชุดพีเรียด โลเคชั่นสวย ๆ จัดวางเคมีคู่จิ้น สร้างโมเมนต์สบตา แล้วปล่อยให้แฟนคลับช่วยกันปั่นกระแสในโซเชียลก็เพียงพอทั้งที่ในความเป็นจริง คนดูผ่านการเสพงานระดับขึ้นหิ้งอย่างเวอร์ชันจีนที่มีสายตาอันสุขุม ลุ่มลึก และแบกรับชะตากรรมของเหล่าองค์ชายเอาไว้อย่างเข้มขลัง หรือเวอร์ชันเกาหลีที่ถ่ายทอดอารมณ์ดุดัน เข้มข้น จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมตับพังระดับตำนาน
หากค่าย ผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดงไทยรุ่นใหม่ยังมือไม่ถึง ก็อย่าได้หาญกล้าหยิบวรรณกรรมที่คนเขารักมาปู้ยี่ปู้ยำ และหากยังไม่คิดจะเร่งพัฒนาฝีมือให้ก้าวข้ามภาพลักษณ์ภายนอก การหวังพึ่งพาเพียงบุญเก่าของบทประพันธ์ก็ไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากสายตาที่ผิดหวัง การสบประมาท และการหันหลังให้ ขออนุญาตเท ขอเก็บความทรงจำดีๆในเวอร์ชั่นจีนและเกาหลีทำไว้ดีกว่า เวอร์ชั่นไทย ไม่ผ่าน
#ScarletHeartUllavee



































