PD retweeted
เป็นคนเปิดประเด็นเองแท้ๆ ว่าประเทศ 5 ล้านคนกับ 300 ล้านคนมันต้อง Drive คนละแบบ พอผมเอาหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง Economies of Scale มาอธิบายให้ฟัง กลับบอกว่าผมโยงเป็นตุเป็นตะซะงั้น
การหยิบสิงคโปร์ ขึ้นมาเทียบนี่ เอาจริงหรอครับ
เพราะถ้าจะถามหาว่าประเทศไหนในโลก ที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง แทบจะควบคุมชีวิตประชาชนและระบบเศรษฐกิจเบ็ดเสร็จยิ่งกว่ากลุ่มนอร์ดิก คำตอบก็มีแค่สิงคโปร์นี่แหละครับ
ประชากรสิงคโปร์มากกว่า 80% อยู่ในแฟลตที่รัฐสร้างให้ (HDB) บนที่ดินที่รัฐเป็นเจ้าของถึง 90% ของเกาะ, ระบบสาธารณสุขรัฐบาลบังคับหักเงินเข้ากองทุน (CPF/Medisave) และรัฐอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลใน รพ.รัฐ สูงถึง 80%
แถมบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนประเทศแทบทั้งหมดก็มี Temasek กับ GIC ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ สิงคโปร์ไม่ใช่ตลาดเสรีปล่อยจอยแบบที่พวกแอนตี้รัฐสวัสดิการชอบจินตนาการนะครับ แต่เป็นทุนนิยมโดยรัฐขั้นสุดยอด แล้วเอาเกาะขนาด 700 ตร.กม. ที่ไม่มีชนบท ทำตัวเป็นแหล่งหลบภาษีฟอกเงินคนรวยทั้งเอเชียมาเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่จริง มันเทียบไม่ได้ตั้งแต่เชิงโครงสร้างแล้วครับ
Replying to @VagueVagrant
ดูท่าคุณจะรักรัฐสวัสดิการมากเลยนะครับ ผมไม่ได้มาเถียงอะไรเลย แต่อยู่ๆก็โยงไป Economies of Scale ของประเทศที่ประชากรเยอะเป็นตุเป็นตะ ลองไปดูสิงคโปร์ที่ขนาดเท่าๆกันก็ได้ครับ ปัจจุบันชนะประเทศสแกนฯไปหลาย Metrics แล้วนะทั้งที่ประเทศเกิดมาไม่กี่ปี เก็บภาษีน้อยกว่า VAT ก็น้อยกว่าเยอะ
พุธกลางคืน คือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินในวันพุธ จนถึงพระอาทิตย์ขึ้นในวันพฤหัสบดีครับ
เชื่อผมเถอะ ผมเกิดวันพฤหัสบดี ตอน 03.42 แล้วไหว้พระประจำวันพฤหัสบดีมา 20 ปี 555555
PD retweeted
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย
ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย
ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า
สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม?
คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ
แต่ตัวเลขจริงคือ...
สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO
ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3
ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก
การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ
Corporate Income Tax
สวีเดน: 20.6%
ฟินแลนด์: 20.0%
เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0%
ประเทศไทย: 20.0%
สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%!
นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน
ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก
ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ:
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate)
กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%)
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%)
ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน
นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ!
รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา
คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ
เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP
สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP
นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท)
ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP!
แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่
แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
แล้วต้องมีท่อน กว่าจะเลิกงาน ต้องไปนู้นไปนี้ กว่าจะว่างทุกตัว
ต้องส่าวตัวว่าชีวิตกูมีอะไรมากกว่าเรื่องนี่นะ ตลอด
ทุกตัว
ถ้าผู้หญิงคนไหนออกมาพูดเรื่องนี้แล้วโดนเพื่อนผู้ชายพยายาม challenge, แก้ตัวว่าอย่าเหมารวม, ตั้งคำถามโยงไปสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ “ความเห็นใจต่อคนที่โดนในนั้น” หรือ “ประณามการกระทำเหี้ยๆ”
ขอบอกว่าไม่ต้องไปเสียเวลาคุย เรามีเพื่อนผู้ชายที่เห็นแล้วโกรธทันที ไม่ต้องอธิบายอะไรมากก็เก็ต
การที่คนเป็นเจ้าคนนายคน ระดับผู้กำกับ ดารา ยังกล้าอยู่ในกลุ่มสาธารณะแบบนี้โดยใช้ชื่อจริง เฟสจริง เข้ามาบ่งชี้ว่า
คนกลุ่มนี้อยู่ในสังคมที่ normalizing rape culture มาโดยตลอดจนคิดว่าปกติ
กดออกกลุ่มนี้ไปก็คงมีกลุ่มไลน์ที่ส่งรูปผญ.เป็นปกติอยู่ดี รอวันลูกเมียมาเห็นแล้วผิดหวังเสียใจ
PD retweeted
เหมือนกับเรื่อง cornell ผู้กระทำมี 7 คน แต่ในกลุ่มที่พวกมันชวนกันไปข่มขืน มีผู้ชายอยู่ในนั้น 57 คน ไม่มีใครสักคนออกมาหยุดการกระทำพวกนั้น เพราะงั้นก้เปน enablers กันหมด ทั้งพวกผุ้ชายในแชทกับพวกผุ้ชายในกลุ่มของเคสนี้
PD retweeted
ไอ้กลุ่มที่กำลังเป็นปัญหาใน FB นี่ เหมือนทุกคนจะรู้หมดว่ากลุ่มไหน แต่เหมือนจะมีข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ ถถถถถ
ไม่แปลกใจ สมัยเราคบกับพี่เสก นอกจากเรื่อง verbal abuse/มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ เขายังชอบบอกว่าคนนั้นคนนี้น่าเxดมาก (เพื่อนเราทั้งนั้น) อยู่ในกลุ่มไลน์ส่งคลิปหลุด แบบจ่ายเงินเข้าไปอยู่ แต่กล้าบอกตัวเองเป็นเฟมินิสต์ ตลก




















