
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย | I’m not just a writer, I’m a story teller. ✨| งานเขียนติดต่อ fanpage หรือ e-mail: [email protected]
Novel, Politics, & Pop Culture
Joined August 2019
- Tweets39.4K
- Following146
- Followers6.9K
- Likes3.6K
Surprise announcement 🎇 ประกาศเรื่องจักรวาลคู่ขนาน นิยาย #อย่าขอน้องเจน พร้อมเสิร์ฟให้คุณๆ ใจเต้นรัวกันอีกครั้ง! 🫀✨
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน วันนี้ซอลมีความยินดีที่จะมาประกาศเป็นอย่างยิ่งว่า แม้ว่านิยาย Rule no. 1: “Don’t be too emotional.” #อย่าขอพี่เจน ได้จบอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว แต่เรายังจะไม่ move on กันไปง่ายๆ เพราะซอลได้ตัดสินใจแต่งนิยายเรื่อง A midnight sun #อย่าขอน้องเจน ขึ้นมาค่ะ
จะเกิดอะไรขึ้น .. เมื่อน้องเจนกลายเป็น คนที่ใครขออะไรก็ได้ แทนพี่เจน? 🙂
โดยเรื่องนี้เป็นจักรวาลคู่ขนาน ที่เราจะเปลี่ยนให้พี่เจนใหญ่เป็นคนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีน้องเจนเป็นศูนย์กลางของความลึกลับทั้งปวง เป็นคนที่เร่าร้อน เปี่ยมอำนาจ น่าโหยหา และชวนหลงใหล .. ซึ่งตอนนี้ซอลแต่งเนื้อหาไปได้ประมาณหนึ่งแล้ว แต่งเองกรี๊ดเองคนเดียวทุกวัน รับรองว่าสนุกมากๆ ค่ะ 🫣
นี่เป็นการพลิกโฉมบทบาทของทั้งคู่ เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กันนะคะ ว่าจะใจเต้นรัวเหมือนเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์กันขนาดไหน 🎢
แน่นอนว่าสำหรับแฟนซีรีส์ สามารถจิ้นและจินตนาการได้ตามสะดวกเลยค่ะ
สามารถรอติดตามนิยายเรื่อง A midnight sun #อย่าขอน้องเจน ได้ที่หน้าบทความนี้เลยนะคะ ซอลจะไม่ได้ไปเปิดบทความแยกใหม่เพื่อความสะดวกของแฟนนิยายและแฟนซีรีส์ทุกคน
แล้วพบกันค่ะ 🫶🏻
ด้วยรัก
ฮวังซอล
readawrite.com/a/35a712b06bf…
ไปเจอบทความนี้มา ที่เขาเขียนรีวิว #อย่าขอพี่เจน ซะละเอียดยิบ อ่านจบแล้วต้องร้อง โอ้มายก๊อด! ประทับใจมาก!! ส่วนตัวยอมรับทั้งคำติคำชม เป็นงานเขียนในยุคกลางของเราเลยยังมีจังหวะที่ทอดยาวไปนิดเป็นเรื่องจริง แต่เดี๋ยวนี้เขียนกระชับหมดล่ะ 🫣 (1)
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
เฉลยแล้วน้าาา
เจนใหญ่ B เจนเล็ก A ค่ะ
คนทายพี่เจนว่าเอบีเสียงไม่แตกเลย แต่คือจริงๆ พี่เจนเขาไม่ได้แปลกหรือประหลาดนะคะ นิสัยเขาบีมาก เขาแค่ฉลาดระดับจีเนียสเฉยๆ 55555 เขาจะไปให้ถึงเป้าหมายไม่ว่าจะลัดหรือโกง ส่วนเจนเล็กนิสัยชอบอยู่ในแบบแผน ทำตามขั้นตอน ก็ตรงกับเอค่ะ #อย่าขอพี่เจน
ทุกคนลองเดากรุ๊ปเลือดของเจนใหญ่กับเจนเล็กดู อิอิ #อย่าขอพี่เจน
เก่งมาก คารวะ ขอศึกษาตามพ่อแบบ
ถามถึงเฟรนช์ฟรายส์ในปี 2026 คงไม่มีแบรนด์ไหนมาแรงกว่า Fatfries ที่มีชื่อเล่นหรือ aka ว่า “อ้วนทอด” อีกแล้ว
.
เพราะนอกจากจะมีหนึ่งในเจ้าของแบรนด์เป็นคนดังอย่าง ‘ก้อง-ก้องภพ จิโรจน์มนตรี’ ศิลปินและนักแสดงสังกัด Domundi ที่มีชื่อจากซีรีส์กี่หมื่นฟ้าแล้ว Fatfries ก็เป็นอีกแบรนด์ที่แมสบนโซเชียลมีเดียบ่อยที่สุดในปีนี้
.
นั่นก็เพราะ “ปริมาณแน่นเต็มกล่อง” และความ “หน้าล้น” ที่แปลว่าล้นออกมาจากกล่องเลยจริงๆ ที่ทำให้แบรนด์สร้างปรากฎการณ์เป็นแบรนด์กดยากมาตลอดทั้งปี
.
Brand Inside มีโอกาสได้พูดคุยกับสองผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fatfries อย่าง ‘ก้อง-ก้องภพ จิโรจน์มนตรี’ และ ‘วิน-ธนนท์ เศวตนาวิน’ เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและเส้นทางกว่าจะมาเป็น อ้วนทอด ในวันนี้ และสรุปเรื่องราวของพวกเขามาให้ทุกคนได้อ่านกัน
.
[ เด็กปี 2 สองคน ผู้อยากลองทำธุรกิจของตัวเอง ]
.
ทุกคนอาจจะรู้แล้วว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Fatfries คือ ‘ก้อง’ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่ ‘ก้อง’ ทำร่วมกับ ‘วิน’ และทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.3 ในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และกลายเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันจนถึงวันนี้
.
วินและก้อง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Fatfries ว่า ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ทั้งสองคนยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในชั้นปีที่ 2 ตอนนั้นแม้จะเรียนอยู่คนละสถาบัน แต่ทั้งคู่มีความคิดว่า อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจสักอย่างร่วมกัน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไรดี เลยลองคิดถึงของที่ตัวเองชอบและน่าจะทำได้ก่อน
.
ในเวลานั้น ก้องชอบกิน ‘ชูโรส’ ที่หลายคนรู้จักในนามปาท่องโก๋สเปนมาก เลยชวนวินว่า หรือเราจะลองมาทำชูโรสขายดูกันดี แต่แค่ได้ลองทำด้วยตัวเองครั้งแรกแล้วก็พบว่า “อาจจะยัง” เพราะนอกจากชูโรสที่ทั้งคู่ช่วยกันทำจะออกมาไม่อร่อยแล้ว ในวันที่ก้องตั้งใจจะพาวินไปชิมชูโรสร้านโปรดที่ก้องยืนยันว่าเป็นร้านที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมา ก็ยังพบว่า ร้านนั้นปิดตัวลงไปแล้วด้วย...
.
ทั้งสองคนเลยมองหน้ากันพร้อมความคิดว่า ขนาดเขาทำอร่อยขนาดนี้ ยังต้องปิดร้านเลย แล้วเราล่ะจะรอดไหม? แผนการเปิดร้านชูโรส เลยถูกพับเก็บกลับเข้าลิ้นชักไปอย่างรวดเร็ว
.
จนกระทั่งต่อมา ‘วิน’ เกิดไอเดียใหม่จากช่องว่างของตลาดเฟรนช์ฟรายส์ไทยที่ดูเหมือนจะยังไม่มี ‘เฟรนช์ฟรายส์หน้าล้น’ ที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นเจ้าตลาดเลย
.
พอเสนอไอเดียนี้ให้กับ ‘ก้อง’ ที่ชอบกินของทอดอยู่แล้วและมีประสบการณ์สั่งของทอดมากินกับครอบครัวตอนดึกๆ ทีละถาดใหญ่ๆ เป็นประจำในช่วงโควิด เลยทำให้พบว่านี่เป็นโปรดักส์ที่เข้าทางทั้งคู่ สุดท้ายเลยตัดสินใจกันว่า จะลองเปิดร้านเฟรนซ์ฟรายส์หน้าล้นดูกัน
.
[ เปิดร้านครั้งแรก ขายด้วยรถเข็น กลับบ้านด้วยความเฟลเต็มอ้อมแขน ]
.
พอตัดสินใจแล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันตั้งชื่อ ออกมาเป็น Fatfries จากการผสมคำระหว่าง French fries ที่มาจากสินค้าที่จะขาย กับ Fat ที่มาจากภาพลักษณ์ ‘เด็กอ้วน’ ชอบทานของทอดเข้าด้วยกัน ก่อนกลายมาเป็นชื่อเล่นที่แฟนๆ ของแบรนด์ชอบเรียกว่า “อ้วนทอด” ในวันนี้
.
‘วิน’ เล่าว่า ตอนเริ่มต้นทำ Fatfries เขากับก้องเริ่มต้นด้วยเงินก้อนเล็กๆ ประมาณ 40,000 บาท เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก อยากเริ่มต้นจากเล็กๆ ก่อน อะไรใช้ของที่มีอยู่ได้ก็ใช้ อย่างสถานที่ขายบนถนนเส้นบรรทัดทองก็เป็นพื้นที่ของบ้านก้อง ขณะที่ ‘รถเข็น’ ก็เป็นของที่มีอยู่แล้วจากบ้านวิน แค่นำมาทาสีเหลืองของแบรนด์เท่านั้น
.
และแล้ว Fatfries ก็เปิดทำการครั้งแรกในเดือนกันยายนของปี 2023
.
แต่ธุรกิจแรกของวินและก้องก็กลับไม่เป็นอย่างฝันไปเสียหมด...
.
"วันนั้นหลังจากขายเสร็จตอนประมาณ 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ตอนเก็บของ เข็นรถเข็นกลับบ้าน... ทั้งความรู้สึกเฟล ความรู้สึกเหนื่อยก็ถาโถมเข้ามา" วินเล่า
.
สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า ทั้งคู่ต่างขาดประสบการณ์ในธุรกิจอาหาร จนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างที่ไม่ได้คาดคิด ตั้งแต่ทอดออกมาแล้วมันฝรั่งกลายเป็นสีคล้ำ เตาทอดดับเพราะกำลังไฟไม่พอ ไปจนถึงรันคิวได้ช้ามากจนลูกค้าต้องรอนาน ทั้งหมดสร้างความผิดหวังให้วินมาก เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถบริการลูกค้าให้ได้คุณภาพประสบการณ์และสินค้าตามมาตรฐานที่ตั้งใจไว้
.
ทั้งที่ขายดีมาก แต่ผ่านไป 2 วัน ก้องกับวินจึงตัดสินใจปิด Fatfries ไปนานถึง 1 ปีเต็ม
.
[ ทบทวนตัวเอง ปรับปรุงกระบวนการ กลับมาใหม่แบบมั่นใจกว่าเดิม ]
.
ตลอด 1 ปีหลัง Fatfries เปิดและปิดให้บริการครั้งแรก วินกับก้อง เล่าว่า นอกจากกลับไปเรียนและทำงานแล้ว ทั้งคู่ยังใช้เวลาไปกับการทบทวนตัวเอง และปรับปรุงหลังบ้านของ Fatfries ใหม่อีกครั้ง ทั้งพัฒนาสูตร ปรับเปลี่ยนกระบวนการทอด ทำแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพื่อให้ Fatfries กลับมาได้ดีกว่าเดิม
.
จนกระทั่งพฤศจิกายนปี 2025 วินและก้องจึงตัดสินใจนำ Fatfries กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ในรูปแบบ Cloud Kitchen ด้วยพื้นที่ครัวขนาด 10 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของบ้านวินเอง เพื่อลดต้นทุนค่าเช่าและใช้ความได้เปรียบจากทำเล ‘บรรทัดทอง’ ในการจัดส่งไปพื้นที่ต่างๆ กลางใจเมือง
.
รอบนี้ วิน บอกว่า ใช้เงินน้อยกว่าเดิมมาก แค่ราว 20,000 บาทเป็นค่าวัตถุดิบและสั่งผลิตแพ็กเกจจิ้ง โดยตั้งเป้าว่าจะขายให้ได้วันละ 50 กล่องต่อวัน หรือประมาณ 1,000 กล่องต่อเดือน เป็นตัวเลขที่คิดมาแล้วว่าจะสามารถอยู่รอดได้ ไม่ขาดทุนนั่นเอง
.
[ คนอุดหนุนคนแรกคือ ‘แฟนคลับ’ พ้นช่วงฮันนีมูนเหลือวันละ 10-20 กล่อง ]
.
ก้อง บอกว่า คนกลุ่มแรกที่แวะเวียนมาซื้อ Fatfries คือ แฟนคลับของก้องเอง ที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ Fatfries มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อตลอดช่วงแรก
.
หลังจากเปิดให้บริการช่วง 1-2 เดือนผ่านพ้นไป ก็มีช่วงที่ Fatfries ขายได้น้อยกว่าที่ตั้งใจบ้าง ขายได้แค่วันละ 10 กล่องบ้าง วันละ 20 กล่องบ้าง ระหว่างนั้น ก้องกับวินก็พยายามอย่างเต็มที่ในการหาลูกค้าใหม่ ด้วยการออกรสชาติใหม่ๆ ไปจนถึงทำเมนูซีซันนัลต่างๆ
.
จนกระทั่งเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนในวันที่ Fatfries ออกรสชาติใหม่อย่าง ‘ซอสต้มยำ’ ที่มีท็อปปิ้งเป็นกุ้ง ปลาหมึก และเบคอน
.
ก้อง บอกว่า ตอนนั้นก้องมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Olympop ซึ่งประจวบเหมาะว่าเป็นช่วงเดียวกันกับที่ออกเมนูใหม่พอดี แล้วโชคดีที่มีลูกค้ารีวิวให้บนแพลตฟอร์ม X ปรากฎว่าโพสต์นั้นมียอดเข้าชมมากถึง 4-5 ล้านวิวภายในวันเดียว
.
ถึงก้องจะเห็นฟีดแบคแล้ว แต่วินไม่เห็น วันต่อมาออเดอร์ที่พุ่งเข้ามาทันทีที่เปิดร้าน ทำให้วินตกใจ เพราะจากปกติที่ขายดีที่สุด 50-60 กล่องต่อวัน กลับขยับขึ้นไปถึงหลักร้อยกล่องในทันที มีพี่ๆ ไรเดอร์มารอเต็มหน้าร้านตั้งแต่เปิดขาย
.
[ ยอดขายแตะเดือนละ 1 ล้าน ออกงานห้างคนรอเกือบ 300 คิว ]
.
จากวันนั้นแบรนด์ก็เติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด จนวันนี้ Fatfries ทำยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือนแล้ว โดยกำลังการผลิตในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 300-400 กล่องต่อวัน แต่ยังคงจำเป็นจะต้องจำกัดการรับออเดอร์รอบละ 100 ออเดอร์ เพื่อเคลียร์คิวหน้าครัวไม่ให้พี่ๆ ไรเดอร์ต้องรอนานเกินไป
.
วันไหนที่ออกบูธร่วมกับเดลิเวอรี่ด้วย Fatfries เคยทำสถิติสูงสุดได้เกือบ 500 กล่องต่อวัน โดย วิน เล่าว่าตอนที่ไปเปิดบูธที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนนั้น หลังห้างจะเปิดเพียงแค่ 9 นาที ก็มีลูกค้ารอคิวหน้าร้านถึง 270 คนแล้ว เพราะหลายคนหวังว่า ถ้ามาหน้าร้านแล้วจะได้ลองทานดู หลังพยายามกดสั่งผ่านเดลิเวอรี่แล้วแต่ไม่สำเร็จ
.
สองผู้ก่อตั้งจึงคาดว่า ปีนี้ Fatfries จะทำรายได้ราว 8-10 ล้านบาท พร้อมความมุ่งมั่นจะออก Seasonal Menu เมนูหมุนเวียนไปทุกๆ 1-2 เดือน สร้างสีสันให้กับแบรนด์ที่มีเมนูหลักอยู่ราว 10 เมนูในปัจจุบัน โดยเมนูขายดีอันดับ 1 ในช่วงเวลานี้คือต้มยำ ทรัฟเฟิล และหมาล่า
.
[ คำนวณต้นทุนแล้วจริงๆ แค่ยอมกำไรน้อย ให้ลูกค้าได้คุ้ม ]
.
หนึ่งในเรื่องตลกที่ ก้อง เล่าว่าตัวเองชอบโดนถามเป็นประจำคือ “ได้คำนวณต้นทุนแล้วใช่ไหม” เพราะปริมาณต่อกล่องของ Fatfries ที่เยอะมาก ทำให้ลูกค้าหลายคนเป็นห่วง กลัวว่าแบรนด์จะอยู่ไม่ได้
.
เรื่องนี้ ก้อง ยืนยันว่า คำนวณแล้วจริงๆ แต่พอทุกคนถามเข้ามาแบบนี้ ก็เลยกลับไปคำนวณใหม่อีกที แน่นอนว่ากำไรของ Fatfries น้อยกว่าร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไปจริงๆ โดยเฉพาะเมนูมันกุ้งกระเทียมพริกไทยที่ได้กำไรน้อยที่สุดในร้าน เพราะมีส่วนประกอบอย่างเนื้อปูที่ตั้งใจจะให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์สุดคุ้มจริงๆ
.
แต่เรื่องนี้วินกับก้องกลับยินดี เพราะอยากให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้ง่าย ได้สินค้าในปริมาณที่คุ้มค่ากับราคา เพิ่มโอกาสที่จะทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า นำไปสู่เกิดการซื้อซ้ำได้ในระยะยาว
.
[ เตรียมพบกับหน้าร้านสาขาแรก พร้อมเป้าใหญ่ 10 สาขาเร็วๆ นี้ ]
.
ภายในไตรมาส 1 ของปีหน้า วินกับก้องตั้งเป้าจะเปิด ‘หน้าร้าน’ สาขาแรกให้กับแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าได้ทานของทอดที่ทั้งร้อนทั้งอร่อยแบบ 100% โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 300-500 กล่องต่อวัน ส่วนในระยะยาวอย่าง 2-3 ปีข้างหน้า ตั้งใจจะขยายสาขาไปสู่ 10 สาขา ก่อนขยายสู่หัวเมืองหลักทั่วประเทศภายใน 5 ปี
.
วินบอกว่า ฝันไกลๆ ของเขากับก้องคือ 100 สาขา พร้อมส่ง Fatfries ไปเป็นแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดไทยแบรนด์แรกๆ ที่สามารถขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต
.
เราจะเห็นว่าเส้นทางของ Fatfries อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะสองซีอีโอเจ้าของ “อ้วนทอด” เองก็ต้องการเวลาในการบ่มเพาะความรู้ความเชี่ยวชาญ ก่อนจะพาธุรกิจมาเป็นที่รู้จักของคนมากมายในโลกโซเชียล และสร้างยอดขายได้ถึง 1 ล้านบาทต่อเดือนในวันนี้
.
ที่สำคัญคือฝันของพวกเขาสองคนไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพราะพวกเขาอยากพาแบรนด์ไทยไปให้ไกลถึงต่างแดน...
.
#BrandInside #ธุรกิจคิดใหม่ #Fatfries #อ้วนทอด #เฟรนช์ฟรายส์หน้าล้น #แบรนด์ไทย
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
อัดเพลงใหม่เพอเซส
จั๋งถามหลังอัดทุกท่อนว่า ทำไงให้มันยั่วกว่านี้ดีพี่
บอกกฤตินว่าขอลมกระเส่า กฤตินบอกเรื่องนี้ผมถนัด
ปาล์มบอกไม่ถนัดฟีลเซ็กซี่แต่ไม่มีคนเชื่อ
ปลั๊กกี้บอกป่วยแต่อัดใช้เวลาน้อยกว่าชาวบ้าน แถมกลับไปถ่ายตตเพลงเสวลงอีก 1
เนไปปีนผาก่อนมาอัด
เออเอาเหอะ 55555555
จั๋ง: เพลงปิดบั้มเหมือนเพลงเปิดบั้ม (ภายในปีนี้)
สื่อ: หะ ปิดแล้วหรอ (5555555อุทานเหมือนนี่มาก)
อันนี้คือมินิอัลบั้มหรอหรืออะไร55555 แต่บั้ม 4 น่าจะรอต่อแล้ว
PERSES BAAC LINE Of FUNcial
#BAACfamilyxPERSES
#PERSES #PERSES_TH
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
คุณนักเขียนคนนี้นี่เอง ตอนยืนที่บูทหันไปเห็นบนจอ นึกว่าดารามาแจกลายเซน 😭
ขอบคุณทุกคนที่มาเจอกันที่บูธอมรินทร์มากๆ นะคะ 🫶🏻 ทั้งเมาท์ทั้งเล่านิยายจนเสียงแหบ ได้เติมนักอ่าน ถึงจะคอแห้งแต่นักเขียนแฮปปี้สุดด 🤍🫣 ไม่เจอคนมาหาเยอะๆ นานแล้ว แล้วทุกคนที่ชมว่าสวย เราเขินมากก 🫣😭💘 #นิราศลงกา #อมรินทร์
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
ขอบคุณที่ไว้ใจเราให้ดูแล #นิราศลงกา นะคะ 💜
ขอบคุณทุกคนที่มาเจอกันที่บูธอมรินทร์มากๆ นะคะ 🫶🏻 ทั้งเมาท์ทั้งเล่านิยายจนเสียงแหบ ได้เติมนักอ่าน ถึงจะคอแห้งแต่นักเขียนแฮปปี้สุดด 🤍🫣 ไม่เจอคนมาหาเยอะๆ นานแล้ว แล้วทุกคนที่ชมว่าสวย เราเขินมากก 🫣😭💘 #นิราศลงกา #อมรินทร์
ครั้งเดียวในชีวิตแหละที่จะมีโอกาสได้สูงเท่าตี๋เฮง 😆 หนังสือนิยาย #อย่าขอพี่เจน ยังวางขายที่ร้านหนังสือทั่วไปและงานหนังสือ ฝากทุกคนด้วยน้าาาา 🤍✨
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
หุ่นนนนนน ปังมากกกกกก
คอนเฟิร์มว่าจริง จากคนที่เล่นพิลาทิสเข้าสู่ปีที่ 8 ✨
teapawt.org/empowergls/status/2114…
“ทักษะที่โคตรสำคัญในการใช้ชีวิตคือ Recovery ให้ไวในทุกเรื่อง”
เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ในแต่ละวันมันไม่มีทางที่จะราบรื่นไปทุกเรื่อง เราไม่สามารถควบคุมได้เลยว่าอะไรจะเข้ามากระทบจิตใจเราได้บ้าง สิ่งเดียวที่คุมได้คือตัวเรานี่แหละ ผิดพลาดบ้าง ล้มบ้าง เสียใจบ้าง แต่คนที่ทิ้งอะไรแย่ ๆ แล้วลุกขึ้นต่อได้ไว โคตรจะเก่งมากจริง
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
ไปคุยกับอะไรสักอย่างมา ได้ความว่าการเวียนว่ายตายเกิด มันสุ่มเวลาเกิด มีความเป็นไปได้สูงที่บุดด้าเคยมาเกิดในปัจจุบันแล้วยังจำชาติที่ผ่านมาของตัวเองได้เพราะตามตรงในสายวิชก็มีพวกสปิริตเอนทิตี้ใดๆที่จำชาติที่ผ่านมาของตัวเองได้อยู่แต่เป็นศาสตร์ต้องห้ามที่เขาพูดออกมาคงโดนลากหัวคมๆแทน
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
มึงง กุอึ้งในประเทศไทยมีร้านหินอุกกาบาต ‼️
เเล้วร้านคุณพี่โครตจริงจัง ถูกสุด10บาท
เเพงสุดในร้าน 1,000,000 เหรียญ 33ล้านบาทไทย 🥲
หินอุตาบาตที่เขามี สมบูรณ์ที่สุด ใหญ่ที่สุดในโลก💢
NASA บินมาดูที่ร้านคุณพี่อ่ะ
สตอรี่น่ารักมากๆมึง ก็คือคุณพ่อกับคุณเเม่ 🥹
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
เรื่องที่ดับฝันคนอยากย้อนยุคไทีได้ดีที่สุดที่สุด🤧ย้อนไปฟิลการะเกดคือพอมีบุญ แต่ย้อนไปแบบชีบัวคือตรายจ้าอย่าหาคิด
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
คลิปเพลงของสิบสองปันนาผ่านฟีด คนไทยฟังรู้เรื่องเกินครึ่งแน่ๆ แน่ล่ะภาษาตระกูลไทกะไดเหมือนกัน อยากลองไปดูนะอยากเทสระบบว่าจะคุยกับเค้าเข้าใจกันแค่ไหน ไปฟังคลิปเค้าสวดมนต์กันในวัดสวดอิติปิโส แล้วตามด้วยสาธุ
ฮวังซอล / จอมเจมิณทร์ / พริมเพทาย retweeted
ตอนไปแลกเปลี่ยนเคยคุยกับคุณยายอพยพคนนึงด้วยภาษาจีน สักพักเค้าหันไปพูดภาษา12ปันนากัน ชั้นฟังเข้าใจ เลยพูดบ้าง คือเค้าช็อคเลย ถามว่าพูดได้ยังไงนี่ภาษาบ้านยายนะ นี่ก็บอกว่า ภาษาบ้านหนูเหมือนกันค่ะ แกดีใจมาก ก่อนกลับ ร้องไห้กอดนี่เลย ฟีลเจอลูกหลานอ่ะ แกคงคิดถึงบ้าน 🥹🥹
วันที่ 31 ทางนี้จะไปเดินงานหนังสืออีกรอบนะคะ ไม่ได้มีคิวงานอะไรแล้วแต่จะไปซัพพอร์ตเพื่อนนักเขียนและไปเชียร์ขายหนังสือตัวเอง 😆 ปีที่แล้วขายสนุกมาก ใครเจอทักได้ขอลายเซ็นได้นะคะ 🫶🏻✨
จดด่วนค่า โพยการใช้ชีวิตที่จำเป็นต้องอ่าน
1. นอนให้เร็ว ตื่นให้เช้า อย่าคิดอะไรหนัก ๆ ตอนกลางคืน เพราะยิ่งคิดยิ่งฟุ้ง ถ้ามีเรื่องให้แก้ นอนให้พอก่อนแล้วค่อยจัดการพรุ่งนี้
2. ของอะไรที่ต้องใช้เป็นพัน ๆ ชั่วโมง ซื้อดี ๆ ไปเลย เช่น ที่นอน หมอน รองเท้า เก้าอี้ทำงาน ของพวกนี้ใช้ทุกวัน ไม่ต้องประหยัดจนตัวเองลำบาก
3. คิดให้น้อยลง อยากให้น้อยลง ทำทีละเรื่อง พลังของเรามีจำกัด เอาไปลงกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ดีกว่า
4. อย่าเห็นใครทำธุรกิจแล้วรีบทำตาม โดยเฉพาะร้านเครื่องดื่ม ร้านอาหาร หรือฟิตเนส ตลาดของมือสองเต็มไปด้วยอุปกรณ์แทบใหม่จากคนที่เคยคิดแบบเดียวกัน
5. สุขภาพต้องมาก่อนเสมอ ทางไปสู่ความสำเร็จมีเป็นพันทาง แต่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องแลกด้วยร่างกายตัวเอง
6. เคลียร์ชีวิตเป็นระยะ ของไม่ได้ใช้ก็ทิ้ง ความสัมพันธ์ไหนอยู่แล้วเหนื่อยก็ถอยออกมา บางทีชีวิตดีขึ้นได้ด้วยการเอาบางอย่างออก ไม่ใช่เพิ่มเข้าไปตลอด
7. เป้าหมายใหญ่ให้แบ่งเป็นเป้าหมายเล็ก เช่น อยากอ่านหนังสือ 50 เล่มต่อปี ก็คิดแค่อาทิตย์ละประมาณ 1 เล่ม ทำสำเร็จทีละนิดแล้วค่อยไปต่อ
8. กินให้ง่ายขึ้น ทำอาหารเองได้ก็ทำ ซื้อของเท่าที่กิน ไม่ต้องตุนจนเหลือทิ้ง ทั้งประหยัดและควบคุมสิ่งที่กินง่ายกว่า
9. เรียนให้ง่ายขึ้น ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เต็มโต๊ะหรือกองหนังสือไว้เยอะ เลือกสิ่งที่จำเป็นแล้วใช้มันให้คุ้มดีกว่า
10. บ้านก็เหมือนกัน ซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้เท่าที่ใช้จริง ของที่ไม่ค่อยได้ใช้สุดท้ายมีแต่กินพื้นที่และเก็บฝุ่น
11. ของชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้นาน เลือกคุณภาพมากกว่าซื้อถูกแล้วเปลี่ยนบ่อย
12. งานอดิเรกไม่ต้องมีทุกอย่าง เลือกสิ่งที่ชอบจริง ๆ สักอย่างแล้วทำให้ลึก ดีกว่าอยากเล่นกีตาร์ วาดรูป ถ่ายภาพ ทำทุกอย่างพร้อมกันจนสุดท้ายเหนื่อยแต่ไม่มีอะไรไปสุดสักทาง
13. คิดให้น้อย อยากให้น้อย กังวลให้น้อย ลองถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าสิ่งที่กำลังอยากได้นั้นจำเป็นจริง หรือแค่อยากได้ชั่วคราว
14. อย่าปล่อยให้อารมณ์เสียกินเวลาทั้งวัน รู้สึกได้ แต่อย่าอยู่กับมันนานจนตัวเองเป็นคนรับผลเสียทั้งหมด
15. คนรอบตัวก็ไม่จำเป็นต้องเยอะ เลือกคนที่จริงใจกับเราและคุยกันแล้วมีความหมาย ความสัมพันธ์น้อยแต่ดี ดีกว่ารู้จักคนเต็มไปหมดแล้วหมดพลัง
16. อย่าใช้อารมณ์นำทุกเรื่อง รักษาความสงบของตัวเองไว้ จัดการสิ่งที่ควบคุมได้ แล้วปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นคำตอบ
17. อ่านหนังสือให้มากขึ้น ยิ่งโลกข้างในเรามั่นคง เสียงรบกวนจากข้างนอกก็มีผลกับเราน้อยลง
18. เรื่องของคนอื่น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง บางครั้งพูดเพิ่มแค่ประโยคเดียวก็กลายเป็นปัญหายาว ๆ ได้ ชีวิตใครก็ให้เขาตัดสินใจเอง
19. ไม่ต้องเข้าสังคมเพียงเพราะอยากให้คนสนใจ เอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง แล้วรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
20. อยู่กับปัจจุบัน เรื่องที่ผ่านไปแล้วแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแบกมันไปทุกที่ ให้เวลาค่อย ๆ พาความรู้สึกแย่ ๆ ผ่านไป
21. ซื้อของให้น้อยลง ซื้อเมื่อจำเป็น ไม่ต้องตุน และไม่ต้องซื้อเพียงเพราะมันลดราคา
22. ข้อมูลในชีวิตก็ควรเคลียร์บ้าง ลบแอปที่ไม่ใช้ จัดรูป ออกจากกรุ๊ปที่ไม่เคยอ่าน ลบสิ่งที่ไม่จำเป็น และปิดสิ่งที่คอยดึงความสนใจทั้งวัน
23. อย่าใช้เกินตัวทั้งร่างกายและเงิน สุขภาพที่พังต้องใช้ทั้งเงินและเวลาเอากลับคืนมา เงินที่ใช้เกินกำลังก็ต้องเอาเวลาในอนาคตไปหาใช้คืนเหมือนกัน
สุดท้ายคือ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แล้วเอาเวลา พลัง และเงินที่เหลือไปลงกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง ถึงจะรู้สึกว่ามีพอ
#มินนี่แปลให้
人可以极简主义到什么程度
1.不要熬夜,要早睡早起。
尽量不要在夜里想事情,
会徒增很多伤心的情绪。
遇到事情的时候,好好的睡上一觉,
第二天再精神满满地去解决。
2.任何使用超过1000小时的东西
都值得你花大价钱购买。
比如床垫、枕头、鞋子、办公椅,
以后的你会感谢现在的选择。
3.精简念头,少欲则刚。
一次只做一件事,一刻只记一个点。
能量有限,集中能量,安住当下,
更有利于一举攻克,乘胜追击。
4.不冲动创业,开奶茶店、健身房,
二手市场,九成新的设备都是这些人甩卖的!
5.开始惜命。
身体健康是根本成功有1000种方式,
没有一种是需要以损害自己身体为代价的。
除了特殊行业,熬夜加班就是一种自我毁灭。
6.定期断舍离
人生其实需要归纳整理,扔掉不用的物品,
离开不舒服的人际关系,给我们的生活做减法。
7.学会切蛋糕。
把大计划细分为一个个小计划,
比如一年计划读50本书,一周就是一本,
每周完成一个计划就给自己一个小奖励。
8.吃饭极简。
自己在家做饭,清淡简单3餐,
不点外卖,不喝奶茶,不聚餐,
食材按需采购,不囤货不浪费,
吃的健康又省钱,足够日常温饱。
9.学习极简。
一个书包,一部电脑,一个手机,
从来不买花花绿绿的文具,
备考也不会买很多教辅材料,
决定看的书就吃得透透的。
10.家具家电极简。
家具买了就能填满东西,
家电买了不用只会落灰,而且很难出手。
11.大件东西买质量好的。
比如手机,买个5000块钱的手机,
保值又保用,用5、6年都没问题。
12.爱好极简。
只保留一个对你有意义的爱好,深耕它。
别觉得自己厉害什么都擅长,
于是同时学吉他、画画、摄影等,
结果什么也不精,唯一的收获就是累着了。
13.少思,少欲,少烦。
万般带不走,唯有业随身。
时时打断,时时拉回,不进入颠倒梦想,
久而久之,必然越活越轻盈。
想想有什么是身体真正需要的东西,
有多少是欲望的熏染。
有时有烦恼的时候就读书,
只要你烦闷,当下能读进去的书就行。
14.情绪极简。
坏的情绪不要超过3分钟,
3分钟后告诉自己这是完全没必要的事情。
内耗自己带来的只有坏处,
保持好的情绪,说不定能多活10年。
15.清理社交。
与过多的人交往让你疲惫不堪。
选择真正关心你的人。
注重有效社交,只和志同道合的人深交,
不要花太多时间在无效社交。
16.不乱发脾气,不情绪上头,停止精神内耗,
保护自己的心情,消化负面情绪,保持情绪,
健康行动,打败焦虑,用结果说明一切。
17.多读书,减少精神内耗。
读书可以让一个人知礼仪,识大体,提高格局,
扩大视野,精神世界变得越来越富有,
对于外界的声音就会具有一定的屏蔽力,
精神内耗减少,人就变得简单。
人要具备让自己时刻开心起来的能力。
18.少管别人的闲事。
有时候面对别人的事,你哪怕多说一句话,
后面都会有无数的麻烦事等着你。
别人的事闭口不提,
别人的人生不要给予任何建议,
不仅能更好维系你们的关系,
更能让自己专注于自己的事。
19.精神从简。
不过度社交寻求毫无意义的关注,
也不关注毫无意义的人,只自我成长,
只跟与精神契合能共同成长的朋友伴侣交往。
20.活在当下。
无论以前的事情给自己留下多大的遗憾,
都不要让它成为我们前行的包袱,
活在当下就好了,不好的情绪就让它
和时间一起流逝,未来只需要轻装上阵。
21.极简购物
能减不增,不囤货,根据自己的实际需求去买。
只买必需品,非必需品不买。
22.极简信息。
定期清理内存,删除不常用的APP,
整理相册和聊天记录,退出从不读的群聊,
移除不必要的社交联系,关闭打广告的朋友圈
23.永远不要透支自己的身体和金钱。
透支了身体,你未来需要大量的金钱去弥补,
透支了金钱,你未来需要付出
更多的时间和精力去偿还。
犹豫吃不吃时,不吃,犹豫做不做时去做,
无益的事坚决不做,想做的事马上去做,
犹豫不仅浪费时间,还容易错失机会。


































