
คอมมูนิตี้ที่ปัญญาเข้าถึงได้ และความหลากหลายถูกพูดถึงอย่างธรรมดา | Define Your Essence, Defy The Box. #OwnYourSpectrum
Joined March 2020
- Tweets861
- Following12
- Followers2.7K
- Likes5
Pinned Tweet
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”
เรียน ผู้ติดตามบัญชีผู้ใช้ SPECTRUM
ด้วยมีการเปลี่ยนทีมบริหารและทีมปฏิบัติการชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ที่มีจุดมุ่งหมายให้พื้นที่นี้เกิดเป็น #คอมมูนิตี้ที่ปัญญาเข้าถึงได้และความหลากหลายถูกพูดถึงอย่างธรรมดา
(ต่อ)
อย่างไรก็ตามมีผู้แจ้งว่าได้พบเห็นการแสดงความคิดเห็น และการเผยแพร่เนื้อหาบางประการในช่วงระหว่าง 5 วันที่ผ่านมา ซึ่งทีมงานปัจจุบันได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง จึงขอชี้แจงอย่างจริงใจมา ณ ที่นี้
(ต่อ)
"There are only two genders" ถูกนำเสนอซ้ำ ตัวละครซีรีส์วายเห็นด้วยกับทรัมป์มั้ย?
.
สุดท้ายแล้วปุ่ม Repost คือการแสดงจุดยืน หรือแค่การกดไปแบบไม่คิดอะไร?
.
หากวันหนึ่ง "ตัวละครซีรีส์วาย" เดินออกมาจากจอได้...
.
เด็กหนุ่มที่ใช้เวลาทั้งเรื่องค่อย ๆ ยอมรับว่าตัวเองรักผู้ชาย
คนที่ร้องไห้เพราะไม่กล้าบอกแม่ว่าตัวเองเป็นเกย์
หรือวัยรุ่นที่เพิ่งค้นพบว่าความรักของตัวเองไม่จำเป็นต้องเดินตามกรอบชายหญิง
.
พวกเขาจะคิดอย่างไร เมื่อเห็นนักแสดงที่กำลังสวมบทบาทของตัวเอง รีโพสต์คลิปที่พูดว่า
.
"There are only two genders."
.
🌈 อ่านต่อใน reply
เขียนเป็นคำ โดย สายบันเทิง สรัสยาลัย
ทำเป็นภาพ โดย ทีม SPECTRUM
.
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”
โลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ภาพหน้าจอที่อ้างว่าเป็นประวัติการรีโพสต์ (Repost) ของนักแสดงวัย 15 ปีคนหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยคลิปหลากหลายประเภท ตั้งแต่วิดีโอที่มีข้อความ "There are only two genders" ไปจนถึงคอนเทนต์ที่ถูกวิจารณ์ว่าลดทอนคุณค่าผู้หญิง หรือทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องชวนหัว จนเกิดคำถามมากมายว่า เขาคิดแบบนั้นจริงหรือ เขาเห็นด้วยกับเนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่?
.
แต่บางที คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลเพียงคนเดียว
.
หากซีรีส์วายคือพื้นที่ที่เล่าเรื่องของผู้คนซึ่งเคยถูกทำให้ "มองไม่เห็น" แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อวาทกรรมที่บอกว่า "มีเพียงสองเพศเท่านั้น" ถูกนำเสนอซ้ำโดยคนที่กำลังสวมบทเป็นตัวละครจากโลกใบนั้น
.
เราไม่อาจสรุปได้ว่า การรีโพสต์หนึ่งครั้งเท่ากับการประกาศอุดมการณ์ เราไม่รู้ว่าเจ้าของบัญชีรีโพสต์เพราะเห็นด้วย ประชด กดตามเพื่อน หรือเพียงแค่เลื่อนหน้าจอผ่านไปโดยไม่ทันคิด โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ถูกกล่าวถึงยังเป็นผู้เยาว์ การรีบด่วนตัดสินว่า "เขาเป็นคนแบบไหน" ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะพิพากษาไปชั่วกาล แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ การแสดงออกเหล่านี้คือรากฐานของความอันตรายที่ผลิตซ้ำจนเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงระดับไหน และที่แน่นอนคือแม้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่วุฒิภาวะไม่ทำงานแต่ไม่ได้หมายความว่า "เป็นเด็กจึงไม่ต้องรับผิดชอบ"
.
ในเวลาเดียวกันการรีโพสต์ก็ไม่ใช่ปุ่มที่ทำให้เนื้อหาหยุดอยู่กับตัวเรา มันคือการทำให้เนื้อหาชิ้นนั้นเดินทางต่อ และบางครั้ง การเดินทางของคอนเทนต์ ก็สำคัญไม่แพ้เจตนาของคนกด
.
เด็กคนหนึ่งอาจเคยรีโพสต์คอนเทนต์ที่เหยียดเพศ แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ทำไมเด็กผู้ชายจำนวนมากจึงถูกอัลกอริทึมพาไปพบคอนเทนต์เหล่านั้นตั้งแต่อายุยังน้อย?
.
นักสังคมวิทยาอย่าง Stuart Hall เคยเสนอว่า ความหมายของสื่อไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นซ้ำ ๆ ผ่านการรับ การตีความ และการส่งต่อของผู้คน
.
ในโลกของ TikTok การกด Repost จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนตัว แต่มันคือการทำให้ข้อความหนึ่งมีโอกาสไปปรากฏบนหน้าจอของคนอื่นอีกครั้ง ยิ่งข้อความนั้นถูกผลิตซ้ำมากเท่าไร มันก็ยิ่งดูเหมือนเป็น "เรื่องปกติ" มากขึ้นเท่านั้น
.
น่าสนใจว่า คอนเทนต์จำนวนไม่น้อยที่กำลังเป็นประเด็นในครั้งนี้ แม้จะมีรูปแบบต่างกัน แต่กลับมีแกนร่วมบางอย่าง บางคลิปทำให้ผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ บางคลิปทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องขบขัน บางคลิปปฏิเสธการมีอยู่ของอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย เมื่อคอนเทนต์เหล่านี้ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเด็กคนหนึ่งกำลังคิดอะไร แต่คือ เด็กผู้ชายทั้งรุ่นกำลังเรียนรู้ว่า "ความเป็นชาย" ควรหน้าตาแบบไหน
.
เด็กผู้ชายจำนวนมากเรียนรู้ "ภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษ" (Toxic masculinity) ผ่านอัลกอริธึ่มจากการอยากเท่ อยากแมน อยากเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ แล้วค่อย ๆ ถูกพาไปสู่คอนเทนต์ที่รุนแรงขึ้น นี่เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า "algorithmic radicalization" หรือการที่อัลกอริทึมค่อย ๆ พาผู้ใช้ไปสู่เนื้อหาที่สุดโต่งขึ้นเรื่อย ๆ
.
ความย้อนแย้งคือในขณะที่อุตสาหกรรมซีรีส์วายกำลังเติบโตบนเรื่องเล่าของความหลากหลาย โลกออนไลน์อีกด้านกลับยังผลิตซ้ำวาทกรรมที่ปฏิเสธความหลากหลายนั้นอยู่ทุกวัน
.
เราจิกหมอนกับตัวละครที่กล้ารักผู้ชาย แต่ก็ยังหัวเราะกับมีมที่บอกว่า "มีแค่สองเพศ"
.
เราฮ็อบจนคุมสีหน้าไม่อยู่กับฉากสารภาพรักแต่ก็ปล่อยให้คอนเทนต์ที่ลดทอนผู้หญิงและ LGBTQ+ กลายเป็นไวรัลโดยไม่ทันสังเกตว่า ทั้งสองสิ่งนี้กำลังอยู่บนหน้าจอเดียวกัน
.
บางที พลังของโลกออนไลน์จึงไม่ใช่แค่การโน้มน้าวแต่คือการเห็นประโยคเดิม มุกเดิม และภาพเดิมวนกลับมาอยู่บนหน้าจอของเราครั้งแล้วครั้งเล่าจนเราชินชาและเลิกตั้งคำถามกับมัน
.
เมื่ออุตสาหกรรมบันเทิงขายเรื่องราวของความหลากหลายทางเพศ ขณะที่โลกออนไลน์ยังผลิตซ้ำวาทกรรมที่ปฏิเสธความหลากหลายนั้น เราคาดหวังอะไรจากคนที่ได้รับบทเป็นตัวแทนของเรื่องราวเหล่านี้
.
เพราะสำหรับผู้ชมจำนวนมากตัวละครซีรีส์วายไม่เคยเป็นเพียงตัวละคร แต่คือพื้นที่ปลอดภัย คือภาพแทนของตัวเอง คือคนที่เคยทำให้พวกเขาเชื่อว่า โลกใบนี้ยังมีที่ยืนสำหรับความรักของตน และบางที คำถามที่ตัวละครเหล่านั้นอยากถามนักแสดงของตัวเอง อาจไม่ใช่
.
"คุณเห็นด้วยกับทรัมป์ไหม?"
.
แต่เป็น
.
"ถ้าโลกนี้มีเพียงสองเพศจริง แล้วผมควรมีตัวตนอยู่ตรงไหน ในเรื่องที่คุณกำลังเล่า"
.
อ้างอิง
Hall, S. (1997). Representation: Cultural Representations and Signifying Practices. Sage Publications.
ทำไมชายแท้ชอบเล่นมุก ‘เจ็บตูด’ หรือลึก ๆ แล้ววิญญาณรับร่านหลับใหลในตัวเขา?
.
"ใครพูดเรื่องโดนผู้ชายเอาบ่อยที่สุด"? หลายคนคงตอบว่า เกย์ แต่คำตอบที่พบได้ส่วนใหญ่จริง ๆ อาจเป็น "ชายแท้"
.
หากคุณเคยอยู่ในห้องเรียนชายล้วน สนามฟุตบอล วงเหล้า ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยผู้ชาย ยิม หรือแม้แต่ช่อง TikTok ที่ผลิตคอนเท้นต์เมคฟัน มุกเกี่ยวกับ “เจ็บตูด” หรือการถูกเพื่อนผู้ชายด้วยกัน “เอา” มักกลายเป็นภาษาสามัญที่ใช้เรียกเสียงหัวเราะลั่นบ้านแทบทุกวงสนทนา และที่ตลกร้ายคือ ยิ่งประกาศตัวว่าเป็น “ชายแท้” (Cis Men) มากเท่าไหร่ ดูเหมือนมุกเหล่านี้ยิ่งถูกหยิบมาเล่นแกล้งคร่อมแกล้งครางกันได้อย่างสนุกสนานและหลุดโลกมากเท่านั้น
.
คำถามคือ ทำไมผู้ชายที่ยืนยันว่าตัวเองชอบผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงพร้อมใจกันกระโดดลงมาสวมบทบาทฝ่ายรับ (Bottom) กันหมด?
.
หลายคนอาจตอบแบบขำ ๆ ว่า “ลึก ๆ ก็มีวิญญาณรับร่านหลับใหลอยู่ในตัว” แต่หากมองผ่านสายตาของนักสังคมวิทยาและ Queer Studies คำตอบกลับซับซ้อนและแสบสันกว่านั้นมาก
.
หากย้อนดูแนวคิดเรื่อง Homosociality ของนักคิดผู้มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานทฤษฎีเควียร์ระดับตำนานอย่าง Eve Kosofsky Sedgwick เธออธิบายว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ชายกับผู้ชายในพื้นที่ปิด ไม่ได้สร้างขึ้นจากการเปิดเผยความรู้สึกอย่างอ่อนโยน หากเกิดจากการแข่งขัน การหยอกล้อ และการพิสูจน์ความเป็นพวกเดียวกัน (Homosocial Banter) ที่น่าสนใจคือ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยเลือกสร้างความสนิทใจด้วยการหยิบเรื่อง “เกย์” หรือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายมาเล่นเป็นมุก เพราะทุกคนในวงต่างรับรู้ร่วมกันผ่านรหัสลับบางอย่างว่า “มันเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง” มันจึงปลอดภัยพอที่พวกเขาจะหัวเราะกับมันเพื่อรักษาความแมนของตัวเองไว้
.
แต่ถ้าสังเกตให้ดี สิ่งที่ถูกเอามาล้อเลียนจริง ๆ ในวงเหล้า ไม่ใช่รสนิยมรักเพศเดียวกัน
หากมันคือ “การเป็นฝ่ายรับ”
.
คำว่า “โดนเอา” “เป็นเมีย” หรือ “เจ็บตูด” ล้วนถูกใช้แทนสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ ความอับอาย หรือการถูกลดทอนศักดิ์ศรีในเกมท้าทายของผู้ชาย คำถามที่แหลมคมคือ ทำไมในระบอบปิตาธิปไตย การเป็นฝ่ายสอดใส่ถึงถูกมองว่าเท่และมีอำนาจนำ แต่การถูกสอดใส่กลับกลายเป็นเรื่องน่าขำและน่าสมเพช?
.
คำตอบถูกบันทึกไว้ในทฤษฎี Hegemonic Masculinity ของ Raewyn Connell ที่ชี้ว่า สังคมไม่ได้เพียงสร้างภาพว่าผู้ชายต้องแข็งแรง กล้าหาญ หรือเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ยังนิยาม “ความเป็นชายในอุดมคติ” ว่าต้องไม่อยู่ในตำแหน่งของผู้ถูกครอบงำ เมื่อการเป็นฝ่ายรับถูกเชื่อมโยงเข้ากับความอ่อนแอ หรือถูกมองว่า “เหมือนผู้หญิง” มุกเจ็บตูดจึงไม่ได้กำลังล้อเลียนเกย์เพียงอย่างเดียว หากกำลังผลิตซ้ำความคิดที่ว่า การอยู่ในสถานะของผู้รับคือสิ่งที่ต่ำกว่า
.
Being the Butt of the Joke ของ D. C. Plummer พบว่า พฤติกรรมตลกเหยียดเพศ (Homophobic Humour) ในหมู่ผู้ชาย มักถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบอำนาจและตรวจสอบกันเอง ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเป้าของการถูกล้อว่าเจ็บตูด ไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์จริง ๆ แต่คือผู้ชายที่ถูกมองว่า “ไม่แมนพอ” ในสายตากลุ่ม พวกเขาจึงใช้มุก Gay for Laughs แอคติ้งเกินเบอร์เพื่อส่งสัญญาณแบบจิตวิทยาขั้วตรงข้ามว่า “กูเล่นเรื้อนขนาดนี้ แปลว่ากูแมนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ากูเป็นจริงกูคงไม่กล้าเล่น”
.
ความลักลั่นย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้ คือมันสะท้อนให้เห็น “อภิสิทธิ์” (Privilege) ชิ้นโตของชายแท้ ที่สามารถหยิบเอา ‘อัตลักษณ์’ หรือ ‘คำตีตรา’ ที่เคยเป็นบาดแผลในชีวิตจริงของกลุ่ม LGBTQIA+ มาสวมใส่เป็นคอสตูมหรือสนามเด็กเล่นคลายเครียดชั่วคราว พอเหล้าหมดแก้ว ตื่นเช้ามา พวกเขาก็สามารถสะบัดตูดถอดเสื้อผ้าชุดนั้นทิ้ง แล้วเดินกลับไปเสพสุขกับสิทธิ์ในสังคมได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่คนที่เป็น LGBTQIA+ จริง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น Bottom หรือ Trans ไม่เคยสามารถถอดอัตลักษณ์นี้ออกเพื่อหลีกหนีการถูกตัดสินหรือถูกลดทอนคุณค่าจากสังคมในชีวิตจริงได้
.
เราอาจไม่ได้หัวเราะเพราะเซ็กส์ระหว่างผู้ชายมันตลก แต่เรากำลังหัวเราะเพราะสังคมหล่อหลอมให้เชื่อว่า “การถูกทำให้เป็นฝ่ายรับ” คือเรื่องน่าอาย และตราบใดที่คำว่า “เป็นเมีย” ยังถูกใช้เป็นคำด่าในวงผู้ชาย เราอาจไม่ได้กำลังล้อเลียนแค่คนรักเพศเดียวกัน แต่กำลังหมุนไปตามโครงสร้างเดิมที่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิง และทุกคนที่ไม่เข้ากรอบความเป็นชายตามที่สังคมคาดหวัง
.
บางทีมุกเจ็บตูดที่เราหัวเราะกันมาตลอดอาจไม่ได้กำลังเปิดเผยว่าใครเป็นเกย์ แต่มันกำลังเปิดโปงว่าสังคมยังเชื่อว่า การเป็นฝ่ายรับ คือความพ่ายแพ้ของความเป็นชาย และตราบใดที่ความคิดนี้ยังไม่เปลี่ยนคนที่ถูกล้อ ก็จะไม่ใช่แค่เกย์แต่รวมถึงผู้หญิง คนข้ามเพศ และผู้ชายทุกคนที่ไม่แมนพอตามมาตรฐานของสังคม
.
อ้างอิง
Connell, R. (2005). Masculinities (2nd ed.). University of California Press. (Original work published 1995)
Flood, M. (2008). Men, sex, and homosociality. In M. Flood, J. K. Gardiner, B. Pease, & K. Pringle (Eds.), International encyclopedia of men and masculinities. Routledge.
Plummer, D. C. (2013). One of the boys: Masculinity, homophobia, and modern manhood. Routledge.
Sedgwick, E. K. (1985). Between men: English literature and male homosocial desire. Columbia University Press.
.
เขียนเป็นคำ โดย พรพระพาย ชนะอินทร์
ทำเป็นภาพ โดย นว วณก.
.
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”
SPECTRUM retweeted
Replying to @spectrumcommu
ขออภัยสำหรับคำพูดที่ไม่น่ารักนะคะ และขอขอบคุณที่มีการแก้ไขหลังจากมีการทักท้วงค่า
อย่าลดแสงลงแม้ในวันที่เมฆบดบัง เพราะแสงของคุณยังให้ความอบอุ่นกับแฟนคลับเสมอ
.
คงน่าเสียดายหากวงการบันเทิงไทยขาดความสามารถระดับนี้ไป ขอให้โลกใบใหญ่มีพื้นที่ให้ศิลปินได้เป็นตัวเอง
.
"คือปลั๊กกี้เป็นคนที่ เอาตรงๆ นะพี่ เขาเป็นคนที่แบบว่าโดนแรงกดดันเยอะกว่าคนอื่น ทั้งตอนก่อนเดบิวต์และทั้งตอนเดบิวต์ ทั้งสิ่งรอบตัวหรือว่าปัจจัยต่างๆ อะไรงี้ครับผม อย่างเช่นตอนเทรนน้องเป็น 'คนเดียวที่ถูกเปลี่ยนออก' สวิตช์ไป สวิตช์มาว่าจะเอา ไม่เอา
'เป็นคนที่ถูกสงสัยมากที่สุด แต่ว่ามีสกิลที่สุดนะ'
แล้วจนกระทั่งได้มาเดบิวต์ แล้วพอมาเป็นศิลปินก็ยังมีอีก ก็ยังมีอะไรต่างๆ เข้ามาให้น้องรู้สึกแบบ 'เขาเป็นตัวเองมันแย่ขนาดนั้นเลยหรอ' ...อยากให้โลกใบนี้ใจดีกับปลั๊กกี้ขึ้นมาบ้าง"
ส่วนหนึ่งจากช่วงสัมภาษณ์ของ 'จั๋ง' - วิกร บูรณภิญโญ ลีดเดอร์จากวง PERSES ที่ถ่ายทอดผ่านรายการ Dear Myself Ep.48 PERSES ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 19:00 น. ทางช่อง Praew Magazine
.
หลายครั้ง ผู้ชมเห็นเพียงภาพของศิลปินที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟบนเวที แต่ไม่เคยเห็นวันที่พวกเขาต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า "การเป็นตัวเอง มันผิดมากขนาดนั้นเลยหรือ"
.
สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านช่วงเวลาระหว่างสัมภาษณ์ของ 'ปลั๊กกี้' - ธรากร คำสิงห์ ที่หยิบภาพ 'Eternal Sunshine' อธิบายฉากหลังความรู้สึกหลังเวทีในวันเดบิวต์ ในวันที่ทุกคนยังเต็มไปด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยาน แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกเปราะบางก็ซ่อนอยู่และไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ชั่วโมงที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งพยุงตัวเองขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งทำให้สงสัยถึงความอดทนกับฤดูกาลของการเป็นศิลปิน 'วันที่มีคนโยนความสงสัยมาใส่เราจนเราละทิ้งความเชื่อในตัวเอง'
.
ปลั๊กกี้ไม่ได้บอกเล่าถึงความสำเร็จของวง หากแต่เลือกเล่าถึงความหมายของพระอาทิตย์ที่อยู่ในภาพนั้น
"อะไรก็ตามจะใจร้ายหรือยังไงกับเรามากแค่ไหน แต่ว่ายังไงพระอาทิตย์มันก็ยังทำหน้าที่แบบนั้นของมันต่อไป อยู่ตรงนั้นที่เดิมไม่เคยหายไปไหน แล้วก็ต่อให้จะหมดวันไปแล้ว เจอเรื่องที่ดิ่งมืดเหมือนตอนกลางคืน แต่สุดท้ายแล้วยังไงมันก็จะมีพรุ่งนี้ที่มีพระอาทิตย์ขึ้นมาใหม่เสมอ"
ถ้อยคำเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงการอธิบายภาพถ่าย แต่เป็นวิธีที่ปลั๊กกี้ใช้ปลอบโยนตัวเอง หลังผ่านวันที่เต็มไปด้วยคำถาม ความกดดัน และสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
.
ในโลกธุรกิจ ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือการลงทุนกับการผลิตศิลปินขึ้นมาสักคนย่อมมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่รวมถึงทรัพยากรอีกมากที่ต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดีจนกว่ารสชาติที่ปรุงขึ้นมานี้จะกลมกล่อมลงตัว
.
คงจะดีไม่น้อยหากอุตสาหกรรมบันเทิงหันกลับมาตั้งคำถามว่า เรากำลังรักและโอบอุ้มพวกเขาเพียงเพราะความสำเร็จที่พวกเขาสร้างให้ในวันนี้ หรือเราพร้อมจะรัก สนับสนุน และปกป้องพวกเขาตั้งแต่วันแรกที่เห็นแววตาแห่งความตั้งใจ ไม่ว่าในระหว่างทางพวกเขาจะต้องเจอกับเมฆหมอกหนาทึบแค่ไหนก็ตาม
#PERSES #PERSES_TH
.
เขียนเป็นคำ โดย สายบันเทิง สรัสยาลัย
ทำเป็นภาพ โดย ทีม SPECTRUM (ขอขอบคุณที่มาภาพจาก jungwboo
)
.
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการ
@whoispluggy You have always been, and always will be, our sunshine boy. Never stop being yourself.
SPECTRUM retweeted
เมื่อมีผู้ทักท้วงมา ทางทีมตระหนักดีถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงแก้ไขในทันทีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อแหล่งข้อมูล ศิลปิน และผู้ติดตาม ทางทีมขออภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำแนะนำต่อไปเพื่อให้เราพัฒนาผลงานได้บกพร่องน้อยที่สุด ขอขอบคุณอย่างสูงนะคะ
SPECTRUM retweeted
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทางทีมไม่มีเจตนาที่จะถือเอาผลงานนี้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นบทความดั้งเดิมของตน การกล่าวว่า 'ถ้าไม่บอกคงไม่ใส่' อาจทำให้ข้าใจเจตนาไปได้ว่าทาง SPECTRUM ตั้งใจที่จะยึดเครดิตเป็นของตัวเอง ซึ่งผิดไปจากความตั้งใจเดิมอย่างยิ่ง (ต่อ)
SPECTRUM retweeted
Replying to @_fzr94 @Rainbi_Fon
ด้วยความเคารพนะคะ เป็นความผิดพลาดของทางทีมบรรณาธิการที่ประมาทและปล่อยให้ชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์เผยแพร่ออกมาทั้งที่ในดราฟต์ส่วนแรกมีระบุที่มาไว้แล้ว เช่นเดียวกับการให้เครดิตรูปที่ใส่ไว้แล้ว ทางทีมขอน้อมรับความผิดไว้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดค่ะ
ต้องขออนุญาตชี้แจงต่อดังนี้ค่ะ (ต่อ)
‘เนอส ภัทราภรณ์’ นั่งเก้าอี้ประธานสภา กทม. หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์
39 เสียงท่วมท้น ร่วมทลายมายาคติ 'ผู้หญิงคือไม้ประดับ' ในสวนการเมืองของผู้ชาย
.
วินาทีที่ฝ่ามือ 39 ข้างถูกชูพ้นศีรษะกลางห้องประชุมอาคารไอราวัตพัฒนา ไม่เพียงส่งให้ตัวแทนจากพรรคประชาชนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 แต่ยังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ 'เนอส' กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ประธานสภา กทม. นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสภาแห่งนี้
.
แม้ตำแหน่งดังกล่าวจะไม่ได้ลบล้างอคติทางเพศที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยได้ในชั่วข้ามคืน แต่ก็เป็นรอยร้าวสำคัญบนกำแพงความเชื่อเดิมที่เคยมองว่า พื้นที่อำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องของผู้ชายเสียมากกว่า
.
ก่อนจะได้ข้อสรุปเช่นนี้ การประชุมสภา กทม. ใช้เวลาถกเถียงกันเกือบหนึ่งชั่วโมงถึงวิธีการลงคะแนนเลือกประธานสภา โดยสมาชิกบางส่วนเสนอให้ใช้การลงคะแนนลับตามข้อบังคับเดิม ขณะที่อีกฝ่ายผลักดันให้เปิดเผยผลการลงคะแนนต่อสาธารณะ สุดท้าย ที่ประชุมมีมติเลือกใช้การลงคะแนนแบบเปิดเผย ก่อนผลคะแนน 39 ต่อ 7 จะส่งให้ เนอส-ภัทราภรณ์ ส.ก. เขตบางซื่อ ก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์เพื่อทำหน้าที่ควบคุมทิศทางเงินภาษีของประชาชนอย่างเป็นทางการ
.
จากผู้ที่เคยผ่านช่วงเวลา ‘หน้าจมดิน’ จากการนั่งพิจารณางบประมาณ กทม. อันขุ่นมัวในอดีต เพราะเห็นข้อจำกัดของระบบที่ยังขาดความโปร่งใส วันนี้เธอจึงเปลี่ยนสถานะจากผู้ตั้งคำถาม มาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของสภาแห่งนี้
.
วิสัยทัศน์ 4 ประการที่ภัทราภรณ์นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ การเปิดเผยผลการลงมติของสมาชิกโดยอัตโนมัติ การเผยแพร่สถิติการเข้าประชุม และการผลักดันให้มีสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภาเอง ล้วนชี้ไปยังเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การทำงานของสภา กทม. เปิดเผยและตรวจสอบได้มากขึ้น
.
ขณะเดียวกัน แนวคิดในการจัดกิจกรรม "แฮ็กงบประมาณ กทม." ในระดับเมือง ยังสะท้อนความพยายามเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาทำความเข้าใจ ตรวจสอบ และร่วมเสนอทิศทางการใช้งบประมาณในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ใช่เพียงผู้รับผลของนโยบายแต่ฝ่ายเดียว
.
เมื่อผู้หญิงไม่ใช่ 'ไม้ประดับ' ในพื้นที่อำนาจชายเป็นใหญ่
.
ภาพการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของภัทราภรณ์ ยังชวนให้นึกถึงบทสนทนาที่สังคมเพิ่งถกเถียงกันไม่นาน เกี่ยวกับคำพูดของผู้สมัครการเมืองเมืองหลวงชายคนหนึ่งไม่นานนี้ ที่กล่าวว่า "ผมไม่ใช่ผู้หญิงที่จะไปเป็นไม้ประดับให้ใคร"
.
แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่กลับสะท้อนมายาคติแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่มองผู้หญิงเป็นเพียงองค์ประกอบของอำนาจ มากกว่าจะเป็นผู้ใช้อำนาจด้วยตนเอง ภาพจำเช่นนี้ยังปรากฏผ่านคำเรียกอย่าง "ดอกไม้ในที่ประชุม" "Wallpaper" หรือ "Token Woman" ที่ลดทอนบทบาทของผู้หญิงให้เหลือเพียงผู้สร้างภาพลักษณ์ มากกว่าจะเป็นผู้มีสิทธิออกแบบนโยบายหรือกำหนดทิศทางองค์กร
.
การได้รับเลือกเป็นประธานสภา กทม. ของภัทราภรณ์ จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ยังเป็นหลักฐานว่า ความไว้วางใจทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ ผลงาน และความสามารถ มากกว่าจะถูกกำหนดด้วยเพศกำเนิด
.
ตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่ ส.ก. เธอมีบทบาทในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ผลักดันการปรับลดโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และติดตามกรณีเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่ของผู้แทนไม่ได้วัดจากภาพลักษณ์ หากแต่วัดจากการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
.
การมีประธานสภา กทม. หญิงคนแรก อาจไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างชายเป็นใหญ่จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญว่า พื้นที่อำนาจทางการเมืองกำลังเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้คนที่หลากหลาย
.
และบางที ความหมายที่แท้จริงของ 39 เสียงในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเลือกประธานสภา กทม. คนใหม่ หากคือการร่วมกันยืนยันว่า ตำแหน่งผู้นำไม่ควรถูกกำหนดด้วยเพศ แต่ควรถูกตัดสินจากความสามารถ วิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบต่อประชาชน
เพราะในสังคมประชาธิปไตย ไม่มีใครควรถูกมองว่าเป็นเพียง "ไม้ประดับ" ของอำนาจอีกต่อไป
.
เขียนเป็นคำ และทำเป็นภาพ โดย SUDJAI
ขอขอบคุณที่มาภาพจาก nursemfp
.
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
#สภากทม #ประธานสภากทม #เนอสภัทราภรณ์ #พรรคประชาชน #GenderEquality #Patriarchy #ความเท่าเทียมทางเพศ
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น"
เมื่อสัตว์เลี้ยงแสนดีกลับดาว ชาวเควียร์โศกเศร้าไม่ต่างกับสูญเสียลูก
แม้โลกทั้งใบตั้งคำถามกับเรา แต่จะมี ‘พวกเขา’ ที่รักเราสุดใจ
.
บางเวลาที่เรารู้สึกว่าโลกไม่ได้ฟังเสียงของเรา อาจมีสิ่งมีชีวิตบางชีวิตที่รอเสียงกระทบของฝีเท้าเรากลับมาถึงบ้าน เสียงของอาหารที่ต่อเนื่องเป็นจังหวะสู่ชามใบโปรด เสียงสองที่ใช้หยอกล้อเรียกหา หรือแม้แต่ในวันที่เราสะอื้นไห้ 'พวกเขา' กำลังตั้งใจฟังเสียงของเราอยู่
.
ชาวเควียร์จำนวนมากอาจถูกตั้งคำถามว่า "แก่ไปใครจะดูแล?" หรือพาลไปถึง "ถ้าไม่มี 'ลูก' ชีวิตจะสมบูรณ์ได้อย่างไร?" แม้แนวคิดนี้อาจเริ่มลดลงหรือไม่มีใครพูดตรง ๆ กระแทกหน้าเราแล้ว แต่มายาคติเหล่านั้นยังคงลอยแนบไปกับอากาศที่เราสูดดมอยู่ทุกวัน เมื่อสังคมยังคงตีกรอบคำว่า 'ครอบครัว' ไว้ในอุดมคติกระแสหลัก การเป็นอื่นมักถูกตั้งคำถามอย่างเลี่ยงไม่ได้
.
ในขณะที่คำถามจากโลกภายนอกถูกลิสต์ราวกับข้อสอบปลายภาค พื้นที่เล็ก ๆ ในหลายบ้านของชาวเควียร์ยังมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว กระรอก กระต่าย สัตว์มีขน และไร้ขนอีกมากมายที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ คอยโอบอุ้มและเยียวยาจิตใจในวันที่เราไม่อยากตอบคำถาม วันที่เราอยากปล่อยให้หน้ากระดาษคำตอบโล่งไปแบบนั้น เพราะคำตอบที่แท้จริงคือ 'พวกเขา' ที่อยู่ตรงหน้า
.
มิติทางสังคมวิทยาของคอมมูนิตี้เควียร์กำลังท้าทายกรอบคิดนั้นด้วยตัวเลขที่น่าสนใจ ข้อมูลเชิงสถิติจากสหรัฐอเมริการะบุว่า ประชากร LGBTQIA+ มีอัตราการอยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยงสูงถึง 70% นำหน้ากลุ่มรักต่างเพศที่มีสัดส่วนอยู่ 63% และในจำนวนนั้น มีมากถึง 90% ที่นิยามสัตว์เลี้ยงว่าเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือเป็นดั่งลูกหลาน ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขที่แสดงถึงความเหงา แต่คือภาพสะท้อนของกลไกการสร้าง “ครอบครัวที่เลือกเอง” (Chosen Family) ในกลุ่มคนที่เคยถูกโครงสร้างกฎหมายและจารีตสังคมในอดีตปิดกั้นสิทธิ์ในการมีทายาท
.
เมื่อมองผ่านทฤษฎีวงจรชีวิต (Life-course perspective) ความสัมพันธ์นี้ทำงานต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ในกลุ่มเยาวชนเควียร์ที่กำลังเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวในการแสวงหาตัวตน สัตว์เลี้ยงทำหน้าที่เป็นดั่งพื้นที่ปลอดภัยในการพัฒนาอัตลักษณ์ คอยโอบอุ้มให้พวกเขามองเห็นคุณค่าในตัวเองโดยปราศจากความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมรอบข้าง ขณะที่ในกลุ่มผู้สูงวัยเพศหลากหลายที่ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีบุตรหลาน สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนคลายเหงา แต่กลายเป็น ‘เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่’ (Sense of Purpose) เป็นแรงขับเคลื่อนทางกายภาพที่ปลุกให้พวกเขาต้องก้าวเท้าออกจากบ้านไปทำกิจกรรม พบปะผู้คน และดูแลสุขภาวะของตนเองเพื่อที่จะได้อยู่ดูแลสิ่งมีชีวิตตรงหน้าให้นานที่สุด
.
ความผูกพันที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางพันธุกรรมนี้ยังทรงอิทธิพลไปถึงมิติทางเศรษฐกิจ ดาต้าจากรายงานของ Nielsen (2014) ในสหรัฐอเมริกา เรื่อง "U.S. LGBT Shoppers Make More Trips, Spend More Than Average" เผยว่า ครอบครัว LGBTQIA+ มีอัตราการใช้จ่ายในร้านจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงสูงกว่าครอบครัวรักต่างเพศทั่วไปถึง 32% เม็ดเงินที่หมุนเวียนตรงนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ในพื้นที่ที่ความสมบูรณ์แบบของครอบครัวไม่ได้ถูกนิยามด้วยระบบสืบพันธุ์ ชุมชนเควียร์พร้อมที่จะทุ่มเทและทรีตสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ในฐานะ ‘ลูกรัก’ ที่สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง
.
ความแสนดีเดียวในโลกที่ไม่เคย ‘ตัดสิน’ และไร้อคติ
.
สิ่งที่ทรงพลังที่สุดของความสัมพันธ์นี้ คือการที่สัตว์เลี้ยงทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างแท้จริง สำหรับเยาวชนเควียร์ที่อยู่ในช่วงแสวงหาตัวตน หรือผู้ใหญ่ที่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติจากสังคมภายนอก สำหรับคนจำนวนไม่น้อย สัตว์เลี้ยงคือความสัมพันธ์ที่มอบความรู้สึกของความรักแบบไร้เงื่อนไข (Unconditional Love)
.
ในขณะที่มนุษย์สร้างวาทกรรม แปะป้าย และจัดลำดับชั้นเพื่อลดทอนคุณค่ากันเอง สัตว์เลี้ยงกลับมีมุมมองที่ใสซื่อและเที่ยงตรง เป็น 'เพื่อนที่ไม่เคยตัดสิน' (Nonjudgmental Companionship) พวกเขาไม่เคยมองคุณค่าของเราผ่านเพศสภาพ ไม่เคยตั้งแง่กับอัตลักษณ์ และไม่เคยตัดสินว่าเจ้าของจะเป็นเพศไหน แต่งตัวอย่างไร หรือมีเงินในบัญชีเท่าไหร่
.
ในอดีตช่วงทศวรรษ 1960-1970 กลุ่มสตรีนิยมเลสเบี้ยน (Lesbian feminism) ก็เคยนำพฤติกรรมของ ‘แมว’ ที่รักอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และมีความภาคภูมิใจในตัวเอง มาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการลุกขึ้นเผชิญหน้ากับสังคมปิตาธิปไตยที่กดทับตัวตน ความแสนดีนี้ช่วยให้ชาวเควียร์มองเห็นคุณค่าในตัวเอง คิดคำนึงถึงตนเองในแง่บวก และในทางการแพทย์ยังพบว่า ความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์นี้ช่วยลดภาวะความเครียด ความวิตกกังวล จนสามารถลดการพึ่งยาเคมีสำหรับการรักษาทางสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
.
ความแตกสลายเมื่อโลกบอกว่า “ก็แค่สัตว์เลี้ยง”
.
เมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาต้อง “กลับดาว” ความแตกสลายของชาวเควียร์จึงยิ่งใหญ่และเปราะบางมาก เพราะในใจของพวกเขาไม่ได้สูญเสียสัตว์เลี้ยง แต่กำลังสูญเสีย "ลูก" หรือสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเควียร์ที่เติบโตมาแบบไม่ได้รับการยอมรับ สัตว์เลี้ยงเหล่านี้จึงเปรียบเสมือน 'ครอบครัวที่เลือกเอง' ตั้งแต่วันแรกที่โอบรับเข้ามาในบ้าน พื้นที่ของการเป็น ‘ลูกจำลอง’ (Substitute Children) ก็เกิดขึ้น ฟูมฟักผ่านการดูแลไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง สัตว์เลี้ยงจึงขยับสถานะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “วัตถุแห่งความรัก” (Love Objects) เพื่อเติมเต็มสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ (Parenthood) ในบริบทที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการมีลูกทางสายเลือดได้ง่ายนัก
.
ทว่าในโลกความเป็นจริง ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ มักเป็นความเจ็บปวดที่หาพื้นที่รองรับในโครงสร้างสังคมได้ยาก บ่อยครั้งที่คำปลอบโยนด้วยความหวังดีจากคนรอบข้างอย่าง “เดี๋ยวหาตัวใหม่มาเลี้ยงก็หายเศร้าแล้ว” หรือ “ทำใจเถอะ มันก็แค่สัตว์ตัวหนึ่ง” กลับกลายเป็นการลดทอนระดับความผูกพันลงโดยไม่ตั้งใจ บีบให้ผู้สูญเสียหลายคนเลือกที่จะเก็บซ่อนน้ำตา ล้างหน้า แล้วออกไปทำงานตามปกติ บาดแผลทางอารมณ์นี้ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Disenfranchised Grief (ความโศกเศร้าที่สังคมมองข้ามหรือไม่ยอมรับสิทธิ์ในการร้องไห้) ทำให้ผู้สูญเสียต้องเผชิญหน้ากับความระทมทุกข์เพียงลำพัง ทั้งที่หัวใจแหลกลาญไม่ต่างจากคนสูญเสียคนในครอบครัว
.
ในช่วงระหว่างที่เราพัฒนาความโศกเศร้าไปสู่การยอมรับนั้น เราอาจยังเห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือแม้แต่ยังคุ้นชินกับกลิ่นที่วนกลับมาในความทรงจำ และเผลอโทษตัวเองว่า 'เราดูแลเขาได้ไม่ดีพอ' การขังตัวเองไว้ในกรงความรู้สึกแบบนั้นอาจไม่ได้ทำให้เพื่อนรักของเราจากไปอย่างมีความสุขเท่าไหร่นักเมื่อเขามองลงมาจากดาวดวงใหม่ การยิ้มให้กับภาพความสุขที่เคยมีและปล่อยให้เขาได้วิ่งเล่นอย่างมีอิสระ อาจเป็นหนทางที่เราจะค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวเองให้มีอิสระทางใจเช่นกัน
.
เมื่อคำว่า "ครอบครัว" มีหน้าตาได้มากกว่าหนึ่งแบบ
.
เมื่อมองไปสู่อนาคต ในวันที่หลายประเทศเริ่มยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ครอบครัวเควียร์ก็มีแนวโน้มจะถูกมองเห็นมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เกิดจากคู่ชีวิต การรับบุตรบุญธรรม การอุ้มบุญ หรือครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของบ้าน
.
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าความรักระหว่างคนกับสัตว์จะเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์รูปแบบอื่น หากกำลังชวนให้สังคมยอมรับว่า คำว่า "ครอบครัว" อาจมีหน้าตาได้มากกว่าหนึ่งแบบ และทุกความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนการดูแล เอาใจใส่ และรับผิดชอบต่อกัน ล้วนสมควรได้รับการมองเห็นอย่างเท่าเทียม
.
ในหลายประเทศ ชุมชนคนรักสัตว์และชุมชนเควียร์ยังร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การสูญเสีย แลกเปลี่ยนความทรงจำ และยืนยันว่าการร้องไห้ให้สมาชิกสัตว์เลี้ยงที่เป็นดั่งลูกรักไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากมันคือการให้เกียรติความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่จริง
.
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโลกจะนิยามเราว่าอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับ 'พวกเขา' เราไม่เคยต้องพิสูจน์ตัวตนหรือความคู่ควรกับความรักเลย และนั่นอาจเป็นนิยามของความรักและความแสนดีสุดใจ
.
อ้างอิง
Muraco, A., Putney, J., Shiu, C., & Fredriksen-Goldsen, K. I. (2018). Lifespan Perspectives on the Role of Pets in the Lives of LGBT Older Adults. Research on Aging, 40(7), 677-700. (PMCID: PMC6027597)
.
Nielsen. (2014). U.S. LGBT Shoppers Make More Trips, Spend More Than Average. Retrieved from nielsen.com.
.
ธีรพล บัวกระโทก. (2569). สัตว์เลี้ยงกับคนทุกเพศ เพื่อนคู่ชีวิตและโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตา. Creative Thailand. ค้นจาก creativethailand.org/article…...
.
เขียนเป็นคำ และทำเป็นภาพ โดย SUDJAI
ขออุทิศงานเขียนนี้แด่สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่แสนดีและรักคุณสุดใจ
.
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
#LGBTQ #PetParent #ChosenFamily
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”





