
ยังเรียนไม่จบ|Publisher|Writer|Urbanist|Producer #TheLastBreathofSamYan| #OsloFreedomForum Speaker|#MilkTeaAlliance Activist| Conscientious Objector
Chulalongkorn University
Joined April 2019
- Tweets17.3K
- Following1.8K
- Followers174K
- Likes16.3K
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
I believe the purpose of life is to be happy. Happiness is not guaranteed, we have to work for it. The most important way to do this is to cultivate concern for others. That’s how to take a wise approach to our natural self-interest.
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
‘Nobel’ หรือ ‘Noble’? ป้ายจุฬาฯ สะกดชื่อรางวัลโนเบลผิด ติดค้างหลายปี แม้มีผู้ทักท้วงแล้ว
.
ป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรมเสวนากับนักวิชาการผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายปีที่ผ่านมา หลังพบว่าป้ายดังกล่าวสะกดชื่อรางวัลผิดเป็น ‘Noble Prize’ ทั้งที่กิจกรรมสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2567 และมีผู้แจ้งข้อผิดพลาดให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยทราบแล้ว แต่ป้ายยังคงติดอยู่จนถึงปัจจุบัน ณ บริเวณหน้าอาคารเปรมบุรฉัตร (สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตรงข้ามศาลาพระเกี้ยว
.
ล่าสุด มีผู้กล่าวถึงบนเฟซบุ๊กอีกครั้ง เล่าถึงป้ายประชาสัมพันธ์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณนี้ว่า ตนสังเกตเห็นข้อผิดพลาดดังกล่าวมานานหลายปี และเคยแจ้งให้หน่วยงานแห่งหนึ่งทราบแล้ว ซึ่งได้รับคำตอบว่าจะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีการแก้ไขเกิดขึ้น
.
ป้ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘Chulalongkorn University BRIDGES Nobel Laureate Talk Series’ ซึ่งจุฬาฯ จัดร่วมกับ International Peace Foundation ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงมีนาคม 2567 โดยเชิญนักวิชาการผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากหลากหลายสาขามาบรรยายภายในมหาวิทยาลัย
.
แม้ชื่อกิจกรรมด้านบนของป้ายจะสะกดคำว่า ‘Nobel’ ได้ถูกต้อง แต่รายละเอียดด้านล่างกลับสะกดชื่อรางวัลเป็น ‘Noble Prize’ ซึ่งเป็นคำคนละคำกัน โดยข้อผิดพลาดปรากฏในคำบรรยายประวัติของนักวิชาการหลายคนทุกคนในภาพ
.
เรื่องนี้อาจดูเป็นเพียงความผิดพลาดทางภาษาเล็กน้อยที่ใครก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ชวนตั้งคำถามมากกว่าการสะกดผิด คือเหตุใดป้ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งผ่านขั้นตอนการผลิตและเผยแพร่สู่สาธารณะ จึงไม่มีการตรวจทานให้ถูกต้อง และเมื่อมีประชาชนแจ้งข้อผิดพลาดแล้ว เหตุใดจึงยังไม่มีการแก้ไขเป็นเวลานาน
.
โดยเฉพาะเมื่อป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนสัญจรผ่านเป็นจำนวนมาก และเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศทางวิชาการ
.
แน่นอนว่าการสะกดคำผิดเพียงไม่กี่ตัวอักษรไม่ได้สะท้อนคุณภาพทางวิชาการทั้งหมดของมหาวิทยาลัย แต่การปล่อยให้ข้อผิดพลาดเล็กน้อยคงอยู่เป็นเวลาหลายปี ทั้งที่มีผู้ทักท้วงแล้ว ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงระบบการดูแลพื้นที่สาธารณะ การประสานงานภายในองค์กร และความรับผิดชอบต่อข้อเสนอแนะของประชาชน
.
ความใส่ใจต่อรายละเอียดเล็กน้อย ตลอดจนความสามารถในการรับฟังและแก้ไขข้อผิดพลาด ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการบริหารจัดการที่ดี
.
เรื่อง: อำนาจทานคลื่น
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
"กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองได้ออกแบบไว้อย่างถี่ถ้วนว่า หากรัฐไม่อาจบังคับบุคคลให้รับใช้ชาติโดยการเกณฑ์ทหาร เพราะบุคคลปฏิเสธด้วยเหตุแห่งความเชื่อ ศาสนา และมโนธรรม รัฐสามารถให้บุคคลรับใช้ชาติด้วยมาตรการทางเลือกอื่นที่มิใช่การเกณฑ์ทหารได้ และสามารถกำหนดให้กระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการบังคับใช้แรงงานที่ขัดต่อกติกาฯ นี้"
ชวนอ่านความเห็นของ ทศพล ทรรศนพรรณ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เคยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยในคดีที่เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ร้องขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องเสรีภาพในการถือศาสนาหรือไม่
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในทิศทางที่ต่างออกไป แต่ทศพล เห็นว่าโดยภาพรวมแล้ว หากพิจารณาจากมุมมองของกติการะหว่างประเทศ และการตีความในระดับนานาชาติ การบังคับโทษร้ายแรงต่อบุคคลเพื่อให้ละทิ้งความคิด มโนธรรมและศาสนาของตนเพื่อรับราชการทหาร เป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ ในเรื่องเสรีภาพในการถือศาสนา
📌 อ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ tlhr2014.com/archives/87442
ปัญหาไม่ได้เกิดที่เดียว แต่ทั้งประเทศ
คนมีฐานะดี อาจจะไม่ได้สร้างความรุนแรงทางกายภาพเด่นชัด แต่ใช่ว่าไม่มี คนรวยเหยียดหยามคนจน ชนคนตายไม่ผิด เอาเงินฟาดทุกอย่างก็มี
การผลักไสไล่ส่งคนกลุ่มนึงให้เป็นแพะรับบาป โดยเฉพาะไม่มีปากเสียงจะสู้ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ทวีคูณความเข้าใจผิดต่อกัน
Replying to @panyanotai
ในอีกมุมหนึ่งเด็กแว้น เด็กอุเทน ก็สร้างความเดือดร้อนจริง ๆ เลยมีคนไม่ชอบเป็นทุนเดิม
แต่ในสังคมที่พัฒนาแล้ว ควรจะหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหา มากกว่าล้อเลียนซ้ำเติม เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นชนชั้นล่างที่ถูกสังคมกดทับ จึงแสดงออกเพื่อที่จะมีตัวตนในสังคมหรือได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน
Replying to @lazywahwah
ไม่หรอก ถ้าคนยึดหลักการจริงๆ ผมว่าสิ่งนี้น่านับถือกว่าคนที่ NIMBY ไรงี้นะ
ไม่ได้เกลียดจุฬา ไม่งั้นไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
วิจารณ์เพราะห่วงใยอนาคต
ไม่เห็นด้วยกับทิศทางการบริหารที่ไม่ใส่ใจเรื่องการศึกษา หรือผู้คนรอบๆ ของผู้บริหารเท่านั้นเอง เชื่อว่าจุฬาที่รักชุมชน รักสังคม เห็นใจคนเล็กคนน้อยเป็นไปได้
Replying to @PolarKen
ผมยังเห็นเนติวิทย์โพสดีเฟนอุเทนอยู่เลย
คงเกลียดจุฬาเข้าเส้นแบบ ศัตรูของจุฬาคือมิตร 55
ดราม่าอุเทนกับจุฬา สิ่งที่ชอบเห็นคือซ้ายจุฬาสุดใจนักเคลื่อนไหวหลายท่าน พอเป็นเรื่องอุเทนจะเหมือนกลับขั้วเลยทันที ความขวาทะลักเต็มปรอต
คือนี่ก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วเพราะไม่อินกับความซ้ายมากๆ แต่พอเห็นคนสัมผัสอะไรด้วยตัวเองแล้วขวาเป็นเรื่องๆ ก็เลิกคิ้วนิดหน่อย
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
นิติรามโดนนิติจุฬาเหยียด เลยเอาวิดยา/วิดกีจุฬา มาเหยียดแทนว่าจุฬาไม่ได้เข้ายากขนาดนั้น
**พวกกุเกี่ยวไร**
ถึงแม้คะแนนสายวิทย์สายสังคม มันจะเฟ้อฝืดต่างกัน และจุฬามันก็ยังคงเป็นมหาลัยที่คะแนนสูงสุดในไทย ก็เถอะนะ
จุฬามีเรื่องให้ด่าล้านแปด พี่เลือกเอาเรื่องคะแนนมาด่า
ไม่ว่าจบสถาบันไหน ก็โปรดระวังหลงตัวเอง หรือข่มเหงคนอื่น
มองไปรอบๆ มีอะไรที่เราเรียนรู้ได้จากคนอื่น ความแตกต่างควรสร้างความเข้าใจอันดีมากกว่าการกีดกันหรือเหมารวม
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ในอีกมุมหนึ่งเด็กแว้น เด็กอุเทน ก็สร้างความเดือดร้อนจริง ๆ เลยมีคนไม่ชอบเป็นทุนเดิม
แต่ในสังคมที่พัฒนาแล้ว ควรจะหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหา มากกว่าล้อเลียนซ้ำเติม เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นชนชั้นล่างที่ถูกสังคมกดทับ จึงแสดงออกเพื่อที่จะมีตัวตนในสังคมหรือได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
นิสิตจุฬาทำคลิปล้ออุเทน นี่มันก็แนวเดียวกับคนไทยล้อเด็กแว้น เด็กช่าง ล้อเอ็มออนิว อะนะ คือล้อรสนิยมตลาดล่างนั่นแหละ
ไม่เห็นด้วยหรอก มันคือ classism แต่ถามว่าแปลกใจไหม ก็ไม่ เพราะคนไทยขำกับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว คอนเท้นมันถึงแมสจนคนทำตาม ๆ กัน ไงล่ะ
เป็นทั้งสังคมไทย
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ผมอยากร้องขอต่อชุมชนศิลปินทุกประเภท นักร้อง นักแสดง นักดนตรี ฯลฯ ให้ใช้ความสามารถของท่านช่วยเหลือศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ผมเชื่อว่าคนเล็กคนน้อยหากรวมพลังกันทำอะไรได้ทรงพลัง นายทุนใหญ่ใช้ artwashing เพื่อทำลายชุมชน และผลักราคาที่ดินให้สูง ถึงเวลาผนึกพลังให้เห็นการต่อต้าน
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ยังไม่ทันเปิดก็เจ๊ง!!!
จุฬาไปทำบาปกรรมอะไรมาน้อออออ 😬
คอนโดก็ขายไม่ออก ตึกก็สร้างไม่เสร็จ 😭
ทรัพย์สินจุฬาฯ บอกเลิกสัญญาก่อสร้าง ‘หมอน 33’ กับเพาเวอร์ไลน์ สั่งปิดพื้นที่ 7 วัน ยังไร้ความชัดเจนชะตากรรมแรงงานที่ถูกค้างค่าจ้าง
.
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ออกประกาศควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ภายหลังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างกับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE โดยสั่งปิดพื้นที่ก่อสร้าง ห้ามบุคคลเข้า-ออกทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 รวม 7 วัน
.
ประกาศดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรักษาสภาพพื้นที่สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเข้า-ออกพื้นที่จะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ส่วนการนำเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ โดยกำหนดให้เข้า-ออกได้เฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00–16:00 น.
.
อย่างไรก็ตาม การบอกเลิกสัญญาก่อสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานในโครงการหมอน 33 ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตัวแทนแรงงานก่อสร้างร่วมกับนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ค้างจ่ายค่าจ้างแรงงาน โดยกลุ่มแรงงานระบุว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามกำหนดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ส่งผลให้ประสบปัญหาด้านการดำรงชีวิตและภาระหนี้สิน
.
ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ เคยชี้แจงว่าได้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ และได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมเร่งรัดให้บริษัทจ่ายค่าจ้างแก่แรงงาน หลังได้รับทราบข้อร้องเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างของบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ยังคงปรากฏเป็นข้อร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
.
แม้จุฬาฯ จะบอกเลิกสัญญาก่อสร้างกับเพาเวอร์ไลน์ฯ แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าแรงงานในโครงการหมอน 33 ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายไปแล้วมากน้อยเพียงใด เหลือแรงงานที่ยังไม่ได้รับเงินอีกกี่คน รวมถึงจะมีแนวทางชำระค่าจ้างและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรภายหลังการยกเลิกสัญญา ขณะนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปว่าเพาเวอร์ไลน์ฯ และจุฬาฯ จะรับผิดชอบต่อแรงงานอย่างไร
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
Chulalongkorn Terminates Nearly THB 3 Billion Block 33 Construction Contract with Power Line, Unpaid Workers Still Face an Uncertain Future
.
26 October 2026 – Property Management of Chulalongkorn University (PMCU) issued a notice restricting access to the Block 33 construction site in the Suan Luang–Sam Yan area, following the university's termination of its construction contract with Power Line Engineering Public Company Limited (PLE). The site will be completely closed to all entry and exit for seven days, from 26 October to 1 November 2026.
.
Block 33 is a major property development project owned by Chulalongkorn University. In 2020, Power Line Engineering signed a construction contract with the university worth THB 2.957 billion, covering approximately 154,400 square metres of construction area. The project has faced repeated construction delays.
.
According to PMCU, the closure is intended to ensure safety, protect property, and preserve the site for future operations. From 2 November onwards, anyone wishing to enter or leave the construction site must obtain prior permission, while the removal of machinery, construction equipment, or other assets will require inspection and approval from PMCU.
.
However, the contract termination comes amid a prolonged dispute over unpaid wages at the Block 33 construction site, which has continued for more than a year. Workers have reported that they have not received wages owed to them since June 2025, leaving many struggling with daily living expenses and mounting debts.
.
The dispute has prompted student-led efforts to demand justice for affected workers. On 18 June 2026, students from four universities – Chulalongkorn University, Thammasat University, Chiang Mai University, and Srinakharinwirot University – joined construction workers in submitting a petition to the House of Representatives' Committee on Labour. They called for an investigation into Power Line Engineering's alleged failure to pay wages and urged the relevant authorities to ensure that workers receive the money owed to them.
.
Within six days, nearly 100 workers from construction sites across Thailand submitted another petition to the parliamentary committee, revealing that the wage dispute extended far beyond Block 33. Workers alleged that unpaid wages affected as many as 46 Power Line Engineering construction sites nationwide, including projects at the Parliament complex, Don Mueang, Khlong Sip Pharmaceutical Factory, One Bangkok, and dozens of other locations.
.
Meanwhile, a group of students established a fundraising food stall called "Pak Bung Su Tai" (ผักบุ้งสู้ตาย or the Morning Glory Collective), generating income to support daily-wage construction workers affected by the dispute at Block 33, where a condominium development is being built around the Chao Mae Thapthim Shrine of Saphan Lueang.
.
On 14 October 2026, the Democracy Promotion Division of Chulalongkorn University's Political Science Student Union visited Power Line Engineering's headquarters to deliver 100 letters demanding urgent action over unpaid wages, which students said had remained unresolved for more than 500 days.
.
A week later, on 21 October, representatives of the Political Science Student Union submitted another petition to PMCU, demanding updates on the dispute and calling on the university, as the project owner, to take a more active role in addressing the workers' grievances.
.
PMCU has previously stated that it had made construction payments to Power Line Engineering and had taken steps to investigate the complaints and urge the company to pay the affected workers. Nevertheless, complaints concerning unpaid wages have continued to surface over recent months.
.
Although Chulalongkorn University has now terminated its nearly THB 3 billion construction contract with Power Line Engineering, but no clear actions yet on how the workers who helped build Block 33 will receive their unpaid wages, and who will take responsibility for ensuring that their claims are resolved.
.
It remains unclear how much of the outstanding wages has been paid, how many workers are still awaiting payment, and what measures will be taken to settle outstanding wage claims or support affected workers following the contract termination.
.
PMCU has yet to publicly clarify any specific compensation or assistance measures for the workers. The Unlock is seeking further information from Power Line Engineering and Chulalongkorn University regarding their next steps to address the unresolved wage dispute and the future of those affected.
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ทรัพย์สินจุฬาฯ บอกเลิกสัญญาก่อสร้าง ‘หมอน 33’ กับเพาเวอร์ไลน์ สั่งปิดพื้นที่ 7 วัน ยังไร้ความชัดเจนชะตากรรมแรงงานที่ถูกค้างค่าจ้าง
.
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ออกประกาศควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ภายหลังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างกับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE โดยสั่งปิดพื้นที่ก่อสร้าง ห้ามบุคคลเข้า-ออกทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 รวม 7 วัน
.
ประกาศดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรักษาสภาพพื้นที่สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการเข้า-ออกพื้นที่จะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ส่วนการนำเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ โดยกำหนดให้เข้า-ออกได้เฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09:00–16:00 น.
.
อย่างไรก็ตาม การบอกเลิกสัญญาก่อสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานในโครงการหมอน 33 ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตัวแทนแรงงานก่อสร้างร่วมกับนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ค้างจ่ายค่าจ้างแรงงาน โดยกลุ่มแรงงานระบุว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามกำหนดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ส่งผลให้ประสบปัญหาด้านการดำรงชีวิตและภาระหนี้สิน
.
ที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ เคยชี้แจงว่าได้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ และได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมเร่งรัดให้บริษัทจ่ายค่าจ้างแก่แรงงาน หลังได้รับทราบข้อร้องเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างของบริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ ยังคงปรากฏเป็นข้อร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
.
แม้จุฬาฯ จะบอกเลิกสัญญาก่อสร้างกับเพาเวอร์ไลน์ฯ แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าแรงงานในโครงการหมอน 33 ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายไปแล้วมากน้อยเพียงใด เหลือแรงงานที่ยังไม่ได้รับเงินอีกกี่คน รวมถึงจะมีแนวทางชำระค่าจ้างและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไรภายหลังการยกเลิกสัญญา ขณะนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปว่าเพาเวอร์ไลน์ฯ และจุฬาฯ จะรับผิดชอบต่อแรงงานอย่างไร
Netiwit Chotiphatphaisal retweeted
ที่ดินเป็นของจุฬาฯ แล้วจะทำอะไรก็ได้จริงหรือ?
.
ในข้อถกเถียงเรื่องการย้ายอุเทนถวาย มีความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า “ที่ดินเป็นของจุฬาฯ จะเอาไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู หรือทำอะไรก็ได้ อุเทนถวายไม่มีสิทธิไปยุ่ง” ขณะเดียวกัน ยังมีความคิดเห็นที่เรียกร้องให้ยุบสถานศึกษา หรือเหมารวมว่านักศึกษาอุเทนถวายทุกคนเป็นพวกใช้ความรุนแรง ไม่สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ
.
ความคิดเห็นเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า การมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหมายถึงการมีอำนาจทำอะไรก็ได้จริงหรือ และเหตุใดข้อพิพาทเรื่องที่ดินจึงกลายเป็นเหตุผลให้บางคนปฏิเสธศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายดายเช่นนี้
.
ก่อนอื่นต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณอุเทนถวายตามกฎหมาย แต่การมีกรรมสิทธิ์กับการใช้กรรมสิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเป็นคนละเรื่องกัน เพราะการมีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าทุกการตัดสินใจของผู้ทรงสิทธิจะต้องถูกต้อง เหมาะสม หรือพ้นจากการตรวจสอบของสาธารณชนเสมอไป
.
ยิ่งเมื่อเจ้าของที่ดินเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเจ้าของทรัพย์สิน แต่ยังเป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม การตัดสินใจว่าจะใช้ที่ดินอย่างไรจึงไม่ควรถูกพิจารณาจากกรรมสิทธิ์หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
.
แม้แต่พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ยังระบุว่า บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา 7 ซึ่งครอบคลุมทั้งการศึกษา การวิจัย การบริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ขณะที่มาตรา 8 กำหนดให้มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยยึดหลักความรับผิดชอบต่อรัฐและสังคม รวมถึงการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
.
แน่นอนว่า บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจุฬาฯ ไม่สามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ แต่สะท้อนว่า อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้แยกขาดจากวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
.
ลองคิดดูว่า หากการเป็นเจ้าของที่ดินหมายถึงการมีสิทธิทำอะไรก็ได้จริง สมมุติว่าวันหนึ่งจุฬาฯ ตัดสินใจลดพื้นที่เพื่อการศึกษาเหลือเพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่ทั้งหมด แล้วนำพื้นที่ส่วนที่เหลือไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ เราจะยอมรับโดยไม่มีข้อสงสัยหรือไม่ เพียงเพราะว่ามหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของที่ดิน? แน่นอนว่าแนวคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมหาวิทยาลัยมีพันธกิจทางการศึกษาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพียงการแสวงหาผลตอบแทนจากทรัพย์สิน
.
ลองอีกกรณีหนึ่งที่อ้างอิงจากสถานการณ์จริง หากมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีโรงเรียนสำหรับเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยตั้งอยู่มาหลายสิบปี แล้ววันหนึ่งต้องการรื้อโรงเรียนเพื่อสร้างโครงการพาณิชย์ที่สร้างรายได้มากกว่า เราจะบอกเด็กเหล่านั้นเพียงว่า “ที่ดินไม่ใช่ของเธอ เจ้าของจะทำอะไรก็ได้” โดยไม่สนใจว่าเด็กจะไปเรียนที่ไหนได้หรือไม่ อย่างนั้นหรือ?
.
หรือสถานการณ์ที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้นอย่างกรณีโรงภาพยนตร์สกาลาที่ถูกรื้อถอนในปี 2564 เราควรบอกหรือไม่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิแม้แต่จะคัดค้านที่จุฬาฯ ทำให้ต้องสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม เพราะที่ดินเป็นของจุฬาฯ ไม่ใช่ของประชาชน อย่างนั้นหรือ?
.
เช่นเดียวกับกรณีอุเทนถวาย แม้จุฬาฯ จะมีสิทธิเรียกคืนพื้นที่ แต่การย้ายสถานศึกษาที่เปิดดำเนินการมายาวนานย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตและการศึกษาของนักศึกษา จึงต้องพิจารณาถึงผู้ได้รับผลกระทบด้วยว่าจะสามารถเรียนต่อได้อย่างไร มีสถานที่และอุปกรณ์รองรับเพียงพอหรือไม่ และพวกเขาได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตทางการศึกษาของตนเองมากน้อยเพียงใด
.
ในทางตรรกศาสตร์ การสรุปว่า “เป็นเจ้าของที่ดิน ดังนั้นจะทำอะไรก็ได้ และคนอื่นไม่มีสิทธิคัดค้าน” เป็นข้อสรุปที่ไม่ได้ตามมาจากเหตุผลตั้งต้น เพราะกรรมสิทธิ์ไม่ใช่อำนาจที่ปราศจากขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพันธกิจต่อสาธารณะ
.
ปัญหาอยู่ที่การใช้กรรมสิทธิ์เป็นเหตุผลตัดบททุกคำถามเรื่องความเป็นธรรม เมื่อคำว่า “เจ้าของมีสิทธิ” ถูกใช้เพื่อบอกว่าผู้ได้รับผลกระทบไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียง กรรมสิทธิ์ก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม
.
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ การเหมารวมและลดทอนความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาอุเทนถวาย เราอาจวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความรุนแรงระหว่างสถาบันอย่างจริงจัง เรียกร้องให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบ หรือเสนอให้ปฏิรูปวัฒนธรรมของสถานศึกษาได้ เพราะปัญหาความรุนแรงไม่ควรถูกมองข้ามหรือได้รับการยกเว้นเพียงเพราะความผูกพันต่อสถาบัน
.
แต่การตัดสินว่านักศึกษาทุกคนเป็นอันธพาล หรือเรียกร้องให้ยุบสถานศึกษาโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง ก็เป็นการเหมารวมที่ไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษาเหล่านั้น
.
นักศึกษาคนหนึ่งอาจไม่เคยเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเลย เขาอาจเพียงต้องการเรียนวิชาชีพเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับถูกตัดสินจากชื่อสถาบันบนเสื้อที่สวมใส่ เรากำลังปล่อยให้อคติต่อสถาบันหนึ่งกลายเป็นเหตุผลในการปฏิเสธคุณค่าของคนทั้งกลุ่มหรือไม่?
.
นักปรัชญา Avishai Margalit เสนอไว้ในหนังสือ 'The Decent Society' ว่า สังคมที่ดีควรเป็นสังคมที่สถาบันต่างๆ ไม่ทำให้ผู้คนภายใต้อำนาจของตนต้องถูกเหยียดหยามหรือลดทอนศักดิ์ศรี แนวคิดนี้ชวนให้เรามองเห็นว่า การจัดการข้อพิพาท ไม่ใช่เพียงว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ และต้องถามด้วยว่าผู้ได้รับผลกระทบได้รับการรับฟังและปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีเพียงใด
.
ในกรณีอุเทนถวาย การย้ายสถานศึกษาอาจมีเหตุผลรองรับ การปฏิรูปอุเทนถวายอาจจำเป็น และปัญหาความรุนแรงต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเหมารวม ดูหมิ่น หรือทำให้เสียงของนักศึกษากลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย
.
การมีสิทธิคัดค้านไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิอยู่ในพื้นที่ตลอดไป เช่นเดียวกับการไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับผลกระทบต้องเงียบเสียง
.
ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงเรื่องอุเทนถวายไม่ควรจบลงเพียงแค่ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราจะใช้อำนาจอย่างไรให้เป็นธรรม จะจัดการผลกระทบต่อผู้คนอย่างไร และจะคลี่คลายความขัดแย้งโดยไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้อย่างไร
.
เพราะกรรมสิทธิ์อาจตอบได้ว่าใครมีอำนาจเหนือที่ดิน แต่ไม่ได้ทำให้ใครมีอำนาจตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
.
เรื่อง: ชมพูรู้ราก





















