𝟮𝟰 retweeted
การันตี ในอนาคตเด็กคนนี้จะไม่เล่าอะไรให้แม่ฟังอีก
แงงงง อยากอวดลูกสาววัย 11 ขวบอ่ะ🥺
นี่ลูกเราโตขนาดนี้แล้วจริงหรอเนี่ย เรามีกัน 2 คนแม่ลูกอยู่บ้านเดียวกัน(พ่อเค้าช่วย คชจ.บ้าง) แต่เราทำงานค่อนข้างเยอะมากๆมีงานประจำ+งานเสริม 2 งาน+ขับแกรปคาร์ทุกทีที่มีเวลา กลับบ้านตี 2-3 บ้าง เช้าบ้างแล้วไปทำงานต่อ ตายายก็ทำงานแต่ก็ช่วยดูแลหลานตั้งแต่เกิด ติดตรงขี้บ่น ชอบพูดจี้ใจดำ แต่ตามประสาเนอะ
ก่อนหน้านี้ชีวิตดี มีเงิน เพราะทำงานเยอะมากตลอด แต่ใช้ชีวิตผิดพลาดไว้ใจเพื่อนโดนโกงหมดตัวแถมหนี้ท่วมหัวในตอนนั้น เกือบจะคิดสั้นหลายครั้ง แต่ก็ผ่านมาได้เพราะนึกถึงหน้าลูก ตอนนี้แก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น ยังไม่หลุดพ้น แต่ก็หาความสุขให้ตัวเองกับลูกได้ ติ่งกับลูก พาลูกไปคอนได้ ติ่งคืออีกหนึ่งความสุขของเรา
👉🏻ความหวังสูงสุดในการเป็นแม่ของเราคือ ลูกมี Mindset ที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่ดีและจิตใจแข็งแรง และมีความสุขกับอะไรง่ายๆ แค่นั้นพอเลย❤️
👉🏻ชีจะเก็บตังซื้อบัตรคอนให้แม่ด้วยละปีหน้า
จะไปคอนด้วยกันทุกรอบเลยน๊า
((เรียงความตลอดไป))😂
𝟮𝟰 retweeted
อจ.ชอบถามว่าถ้าพยาบาลใส่สายเดี่ยวมาฉีดยาจะรู้สึกยังไง ฉันตอบว่าเซกซี่ค่ะ กูโดนด่า งง คำถามปลายปิดมาก คำตอบมีทางเดียว
ถ้าหมอทำผมแดง สักลายมารักษาเธอชอบหรอ ก็ไม่เห็นเป็นไรหนิคะ รักษาได้ก็พอแล้ว โดนด่าอีก กูตราย วันนั้นโดนด่าทั้งวันอ่ะ เพราะขัดอาจารย์55555
มาเล่าตำนานผีโทรเข้ารายการวิทยุเชียงใหม่ เล่าเรื่องตัวเองถูกฆ่า ก่อนจะพบศพจริงในวันต่อมา
ขอย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539–2540 ในจังหวัดเชียงใหม่ มีรายการวิทยุรายการหนึ่งชื่อว่า “ไนน์ตี้ช็อก (Ninety Shock)” ซึ่งเป็นรายการยอดนิยมของวัยรุ่นในยุคนั้น โดยเฉพาะช่วงหลังเที่ยงคืน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาเล่าเรื่องผีและประสบการณ์ลี้ลับให้คนฟังทางบ้านได้ฟังกันสด ๆ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่รายการกำลังดำเนินไปตามปกติ บรรยากาศในรายการค่อนข้างเงียบ เพราะมีคนโทรเข้ามาเล่าเรื่องไม่มากนัก
แต่แล้วก็มีสายโทรศัพท์ปริศนาสายหนึ่งโทรเข้ามา
ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่ได้บอกชื่อหรือแนะนำตัวเองเลย แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ พูดช้า ๆ ขาด ๆ หาย ๆ บางช่วงมีเสียงคล้ายสัญญาณรบกวน จนดีเจต้องคอยถามและกระตุ้นให้เธอพูดต่อ
ผู้หญิงคนนั้นเริ่มเล่าว่า…
เธอทำงานกลางคืน และมักจะเลิกงานดึกเป็นประจำ หลังเลิกงานเธอจะขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตามลำพัง โดยใช้เส้นทางเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ซึ่งในสมัยนั้นเป็นถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยวและมืดมาก
เธอเล่าต่อว่า ในคืนเกิดเหตุ หลังจากเลิกงานประมาณตีหนึ่ง ระหว่างที่กำลังขี่รถกลับบ้าน จู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาทำร้ายเธอ
จากนั้นเสียงของเธอก็เริ่มสั่นเครือ ก่อนจะมีเสียงสะอื้นดังขึ้นมา
เธอพูดออกมาว่า
“แล้วมัน… ฮือ… ฮือ… แล้วมันก็ฆ่า…”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ผู้ช่วยดีเจที่อยู่ในห้องส่งเริ่มรู้สึกผิดปกติ ถึงกับพูดออกมาว่าไม่ไหวแล้ว ก่อนจะกรีดร้องด้วยความตกใจ
มีเสียงผู้ชายในห้องส่งตะโกนขึ้นมาว่า
“วางสายเลย ๆ!”
หลังจากนั้นเกิดเสียงโครมครามภายในห้องส่ง มีทั้งเสียงร้องไห้และเสียงคนพูดคุยกันอย่างชุลมุน ก่อนที่รายการจะตัดเข้าสู่เพลงอย่างกะทันหัน
ผู้ฟังที่กำลังเปิดวิทยุฟังอยู่ในคืนนั้นต่างพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนในห้องส่งถึงตกใจขนาดนั้น
แต่เรื่องที่น่าขนลุกที่สุดกลับเกิดขึ้นหลังจากคืนนั้น…
เพียง 1-2 วันต่อมา มีรายงานว่าพบศพหญิงสาวถูกฆาตกรรมอยู่บริเวณพงหญ้าข้างทาง ถนนสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด
จากเรื่องเล่าที่ถูกเผยแพร่ต่อกันมา หญิงสาวผู้เสียชีวิตทำงานอยู่แถวย่านไนท์บาร์ซ่า และคาดว่าระหว่างขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังเลิกงาน เธอถูกคนร้ายถีบรถจนล้ม ก่อนจะถูกทำร้าย ชิงทรัพย์ และนำร่างไปทิ้งไว้บริเวณพงหญ้าข้างทาง
สิ่งที่ทำให้ผู้คนขนลุกคือ รายละเอียดหลายอย่างกลับตรงกับเรื่องที่ผู้หญิงปริศนาโทรเข้ามาเล่าในรายการ ทั้งการทำงานกลางคืน การเลิกงานดึก การขี่รถกลับบ้าน และเส้นทางดอยสะเก็ด
ที่สำคัญคือ มีการเล่าต่อกันว่าศพของหญิงสาวน่าจะเสียชีวิตมาแล้วหลายวันก่อนที่จะถูกพบ
หลายคนจึงเชื่อว่า ผู้หญิงที่โทรเข้ามาในรายการคืนนั้น อาจเป็นวิญญาณของหญิงสาวผู้เสียชีวิต ที่พยายามติดต่อเข้ามาเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และต้องการให้ใครสักคนรับรู้ว่าเธอถูกฆ่าและร่างของเธออยู่ที่ไหน
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รายการไนน์ตี้ช็อกก็ถูกเล่าว่าหยุดจัดช่วงเล่าเรื่องผีไปพักใหญ่ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในรายการและผู้ฟังเป็นอย่างมาก
จนกลายเป็นตำนานเรื่องผีที่ชาวเชียงใหม่หลายคนยังจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
คำถามที่ยังชวนให้ขนลุกก็คือ… ผู้หญิงที่โทรเข้ามาในคืนนั้นเป็นใครกันแน่?
เป็นเพียงคนที่โทรมาเล่าเรื่องได้ตรงกับเหตุการณ์จริงอย่างน่าประหลาด หรือเป็นเสียงของใครบางคนที่เสียชีวิตไปแล้ว และพยายามติดต่อกลับมาเพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับการตายของตัวเอง?
จนถึงวันนี้ เรื่องราวดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเกิดขึ้นตามที่เล่ากันจริงหรือไม่ แต่สำหรับคนที่เชื่อและเคยฟังเรื่องนี้มาก่อน ก็ยังถือเป็นหนึ่งในตำนานผีทางวิทยุที่หลอนที่สุดเรื่องหนึ่งของเชียงใหม่เลยครับ
ให้ เไ ช่วยสรุปเนื้อเรื่องเข้าด้วยกันนะครับจะได้อ่านสนุกๆง่ายขึ้น
𝟮𝟰 retweeted
อึ้ง… มีคนคิดแบบนี้จริงเหรอ มันไม่ใช่การว่าหรือพาดพิงในแง่ลบด้วยซ้ำ มันเป็นการแสดงออกว่าเค้าอยากรับผิดชอบลูกเขา แล้วก็อยากมีมารยาทกับคุณ😭
𝟮𝟰 retweeted
ไปเจออันนี้มา เหมาะสำหรับสายมู
1. อยู่กับใครแล้วทำให้อยากหาเงิน คนนั้นคือคนที่เสริมดวงการเงิน
2. อยู่กับใครแล้วทำให้อยากแต่งตัว คนนั้นคือคนที่เสริมดวงโชค
3. อยู่กับใครกินดีนอนหลับสบายใจดีขึ้นชีวิตดีขึ้น คนนั้นคือคนที่เสริมดวงเรา
4. อยู่กับใครแล้วอารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคงกลัวได้กลัวเสีย คนนั้นคือคนที่ดูดพลังเรา
𝟮𝟰 retweeted
ชั้นเชื่อมาตลอดจริงๆ
🚨คำทำนายจากหมอดูตาบอด2027🚨
เปิดคำทำนายปี 2027 บาบา วังกา มนุษย์รอดจากโรคระบาดอาจมีพลังเหนือมนุษย์ ทองคำพุ่งรับกระแส AI จับตารัสเซียเปลี่ยนผู้นำ ส่วนปี 2028 อาจค้นพบพลังงานรูปแบบใหม่
เมื่อปี 2027 ใกล้เข้ามา คำทำนายของ บาบา วานกา (Baba Vanga) หมอดูตาบอดชื่อดังชาวบัลแกเรีย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่คำทำนายที่เชื่อว่าเธอเคยกล่าวถึงอนาคตของมนุษยชาติ ทั้งเรื่องโรคระบาดครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของมนุษย์ ราคาทองคำที่อาจพุ่งสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัสเซีย
บาบา วังกาเกิดในปี 1911 โดยเชื่อกันว่าเธอสูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก ก่อนจะมีชื่อเสียงจากการอ้างว่ามีญาณหยั่งรู้อนาคต อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้จดบันทึกคำทำนายของตัวเองไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าของบุคคลอื่น โดยเฉพาะคราซิมิรา สโตยาโนวา (Krasimira Stoyanova) หลานสาวของเธอ
ผู้ติดตามบางส่วนอ้างว่าเธอเคยทำนายการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของบารัก โอบามา รวมถึงเหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน แต่คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้
บาบา วังกาเสียชีวิตในปี 1996 ทิ้งคำทำนายที่ผู้ศรัทธายังคงนำมาตีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และสถานการณ์โลกในปัจจุบัน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำทำนายใดได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงอย่างชัดเจน
1. มนุษย์บางส่วนอาจมีพลังเหนือมนุษย์
หนึ่งในคำทำนายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับปี 2027 คือการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่อาจแพร่กระจายไปทั่วโลก แม้คำทำนายไม่ได้ระบุชื่อโรคหรือรายละเอียดที่ชัดเจน แต่เชื่อกันว่าจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนอาจได้รับความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์
คำทำนายดังกล่าวถูกตีความว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทดลองทางพันธุกรรม (Genetic Experiment) ซึ่งทำให้มนุษย์บางกลุ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพจนมีพลังหรือความสามารถที่แตกต่างจากคนทั่วไป
2. ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้น 25-40% รับกระแส AI
อีกหนึ่งคำทำนายที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ระบุว่า ราคาทองคำในปี 2027 อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 25-40% อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อโต้แย้งว่าบาบา วันกาเคยทำนายเรื่องนี้จริงหรือไม่
สำหรับปัจจัยที่อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น มีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วิกฤตการเงินที่อาจทำให้ค่าเงินต่าง ๆ อ่อนค่าลง จนเกิดกระแสการแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ไปจนถึงความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
3. รัสเซียอาจได้ผู้นำคนใหม่แทนปูติน
อีกหนึ่งคำทำนายที่สร้างความสนใจ คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในรัสเซีย โดยผู้ตีความคำทำนายของบาบา วันกาบางส่วนระบุว่า เธอเคยทำนายว่า วลาดิเมียร์ ปูติน จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำรัสเซียอีกต่อไปเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 2027
หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ โดยกลุ่มอำนาจต่าง ๆ อาจแข่งขันกันเพื่อเข้ามาแทนที่ปูติน ขณะที่อีกความเป็นไปได้คือผู้นำรัสเซียอาจถูกแทนที่ด้วยบุคคลที่มีแนวทางการปกครองเข้มงวดมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงสงครามในยูเครน ราคาพลังงาน ตลอดจนเศรษฐกิจและเสถียรภาพของโลก
แล้วปี 2028 จะเกิดอะไรขึ้น?
นอกจากคำทำนายเกี่ยวกับปี 2027 แล้ว บาบา วังกายังมีคำทำนายที่ถูกกล่าวถึงว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของมนุษยชาติในปี 2028 นั่นคือการค้นพบหรือพัฒนาแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่
หลังจากมนุษย์พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมาอย่างยาวนาน และกำลังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด มีการตีความว่ามนุษยชาติอาจค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ที่เริ่มพัฒนากันตั้งแต่ปี 2027
หนึ่งในทฤษฎีที่ถูกนำมาเชื่อมโยงคือพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลังงานจากการหลอมนิวเคลียสของอะตอม คล้ายกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในดวงอาทิตย์ และมีศักยภาพในการผลิตพลังงานปริมาณมหาศาลโดยปล่อยคาร์บอนต่ำ
หากการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของมนุษยชาติในการรับมือกับความต้องการพลังงานในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงคำทำนายที่ถูกถ่ายทอดและตีความโดยผู้ติดตามบาบา วังกา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยันว่าจะเกิดขึ้นจริง
ที่มา Unilad
#Nippononline
ถ้าไทยให้ตุนเสบียงอย่างเป็นทางการ 🚨
ผมแนะนำให้ทุกบ้านเตรียมเสบียงพื้นฐานไว้ให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน สิ่งที่ควรมีติดบ้าน ได้แก่
🥫 อาหารและน้ำ
1. น้ำดื่มอย่างน้อย 3 ลิตร/คน/วัน
2. ข้าวสาร
3. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
4. ปลากระป๋อง / อาหารกระป๋อง
5. นม UHT
6. ขนมปังกรอบและอาหารแห้ง
💊 ยาและอุปกรณ์จำเป็น
7. ยาสามัญประจำบ้าน
8. ยาประจำตัว
9. ชุดปฐมพยาบาล
10. หน้ากากอนามัย
11. เจลแอลกอฮอล์
12. กระดาษชำระและถุงขยะ
🔋 ไฟฟ้าและพลังงาน
13. Power Bank
14. ไฟฉายและถ่านสำรอง
15. วิทยุแบบใช้ถ่าน
16. ไฟฉุกเฉิน
17. เตาแก๊สพกพาและแก๊สสำรองที่ได้มาตรฐาน
💵 สิ่งจำเป็นอื่นๆ
18. เงินสด ธนบัตรย่อย
19. เอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำ
20. เสื้อผ้าสำรองและเสื้อกันฝน
21. อาหารสัตว์เลี้ยง (ถ้ามี)
ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกันนะครับ ให้เน้นสติก่อนเลยและอยากให้ซื้อเท่าความจำเป็น แค่เตรียมพร้อมไว้ก่อน เพราะวิกฤตอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
สาระมากอันนี้! เซฟด่วนน…
ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ "ไฟดับทั้งเมือง" ขึ้นมาจริง ๆ เราควรทำอะไรเป็นอันดับแรก และต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ?
ผมไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินมา เลยสรุป 6 เรื่องที่ทุกบ้านควรรู้และเตรียมพร้อมไว้ครับ 📝
1. น้ำประปาอาจไม่ไหล โดยเฉพาะคนอยู่คอนโด
อาคารสูงหลายแห่งใช้ปั๊มไฟฟ้าในการสูบน้ำขึ้นไปยังถังพักน้ำ เมื่อไฟดับ ระบบปั๊มอาจหยุดทำงาน ทำให้น้ำประปาในบางชั้นได้รับผลกระทบ
สิ่งที่ควรทำคือสำรองน้ำดื่มและน้ำใช้ไว้ล่วงหน้า รวมถึงสอบถามนิติบุคคลว่าอาคารมีระบบสำรองน้ำอย่างไร หากน้ำยังไหลอยู่ก็ควรใช้อย่างประหยัด และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น
2. สำรองน้ำและอาหารให้เพียงพอ
น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเตรียมน้ำสะอาดและอาหารที่เก็บได้นาน โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในการปรุง
ควรมีภาชนะสำหรับเก็บน้ำสำรองไว้ด้วย และตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารอยู่เสมอ
3. ประหยัดแบตเตอรี่มือถือ
อย่าเพิ่งใช้แบตเตอรี่ไปกับการไถโซเชียลหรือดูคลิปต่อเนื่อง ปิดแอปและฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น ลดความสว่างหน้าจอ และเปิดโหมดประหยัดพลังงาน
เก็บแบตเตอรี่ไว้สำหรับการติดต่อฉุกเฉินและติดตามประกาศสำคัญ ควรมี Power Bank ที่ชาร์จเต็มพร้อมใช้งานด้วย
4. มีเงินสดติดบ้านไว้บ้าง
ในสถานการณ์ที่ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ระบบสแกนจ่าย โอนเงิน หรือ ATM อาจไม่สามารถใช้งานได้
การมีเงินสดสำรองจำนวนหนึ่งจะช่วยให้เราซื้ออาหาร น้ำดื่ม หรือของจำเป็นได้ในช่วงที่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มีปัญหา
5. เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม
สิ่งที่ควรมีติดบ้าน เช่น
ไฟฉายและถ่านสำรอง
Power Bank
น้ำดื่มและอาหารแห้ง
ยาประจำตัวและชุดปฐมพยาบาล
วิทยุแบบใช้ถ่านหรือหมุนมือ
เงินสด
ถุงขยะและอุปกรณ์สุขอนามัย
เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินที่จดเก็บไว้
เบอร์สำคัญที่ควรจำ:
191 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย
199 แจ้งเหตุเพลิงไหม้และกู้ภัย
6. วางแผนรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า
ถ้าไฟดับเป็นวงกว้าง ลิฟต์อาจหยุดทำงาน การเดินทางและการติดต่อสื่อสารอาจลำบากกว่าปกติ
ควรรู้ตำแหน่งบันไดหนีไฟ ทางออกฉุกเฉิน และช่องทางติดต่อกับนิติบุคคล รวมถึงวางแผนกับคนในครอบครัวว่าจะติดต่อกันอย่างไรหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
หากไฟดับ ไม่ควรใช้ลิฟต์ และควรหลีกเลี่ยงการใช้เทียนหรือเปลวไฟ เพราะอาจเกิดอัคคีภัยได้ง่าย ควรเลือกใช้ไฟฉายแทน
ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องกักตุนจนเกินความจำเป็น และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลว่าเรามีทรัพยากรหรือสิ่งของสำรองอะไรอยู่บ้างโดยไม่จำเป็น
การเตรียมตัวไม่ใช่การคิดว่าจะเกิดเรื่องร้าย แต่เป็นการทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีทางเลือกมากขึ้น หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาจริง ๆ ครับ
𝟮𝟰 retweeted
นั่นไง สงครามมาประชิดตัวอีกแล้วมั้ย ไหนบอกไม่ต้องตุนอาหาร เจออย่างงี้นอนหลับไท่สบายใจหรอกค่ะ

















































